ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจเลือกเรียนโรงเรียนกวดวิชาและศิลปะอรวิล
คำสำคัญ:
ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ปกครอง, การตัดสินใจเลือกโรงเรียน, ส่วนประสมทางการตลาดบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ปกครองที่ตัดสินใจเลือกเรียนโรงเรียนกวดวิชาและศิลปะอรวิล 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจเลือกเรียนโรงเรียนกวดวิชาและศิลปะอรวิล และ 3) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจเลือกเรียนโรงเรียนกวดวิชาและศิลปะอรวิล จำแนกตามเพศ อายุ อาชีพ และรายได้โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรซึ่งเป็นผู้ปกครองของนักเรียนที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนกวดวิชาและศิลปะอรวิล จำนวน 92 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 41-50 ปี ที่ประกอบอาชีพพนักงานบริษัท และมีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจเลือกเรียนโรงเรียนกวดวิชาและศิลปะอรวิล พบว่าผู้ปกครองให้ความสำคัญกับด้านบุคลากรอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยสูงสุด( = 4.58) รองลงมาคือ ด้านหลักสูตร อยู่ในระดับมาก (
= 4.37) ด้านการให้บริการ (
= 4.36) ด้านสถานที่ตั้ง (
=4.28) ด้านราคา (
=4.23) ด้านอาคารสถานที่ (
=4.17) และด้านการส่งเสริม(
= 3.86) ตามลำดับ 3) ผลการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจเลือกเรียนโรงเรียนกวดวิชาและศิลปะอรวิล ในทุกด้านแตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามเพศพบว่าผู้ปกครองเพศชายมีการตัดสินใจมากกว่าเพศหญิง (
= 4.52) ผู้ปกครองที่มีอายุ 21-30 ปี มีการตัดสินใจมากกว่าช่วงอายุอื่น ๆ (
= 4.38) ผู้ปกครองที่ประกอบอาชีพข้าราชการมีการตัดสินใจฝากกว่าอาชีพอื่น ๆ (
= 4.49) แลผู้ปกครองที่มีรายได้ 30,001-40,000 บาท มีการตัดสินใจมากกว่ารายได้ช่วงอื่น ๆ (
= 4.53)
Downloads
เอกสารอ้างอิง
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูลกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศศูนย์สารสนเทศ สป.ศธ. (2542).สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา. สืบค้นจาก https://nfe.opec.go.th/setup/ 1. rule ministry 2. Advice.
คัทลียา จิโนเขียว. (2556). ปัจจัยทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้บริการของสถาบันสอนภาษาอังกฤษ ในจังหวัดปทุมธานี. การค้นคว้าอิสระ. คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.
ทปอ. (ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย) ได้มีการประชุมปรับกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งทำให้เด็กตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป ต้องปรับมาใช้ระบบการเข้ามหาวิทยาลัย แบบใหม่ โดยย้ำว่าวิธีการสมัคร 5 รอบ เด็กจะต้องอยู่ในห้องเรียนจนจบ ม.6 ทุกคนมี 1 สิทธิ์ เพื่อความเสมอภาค. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 จาก https://www.ondemand.in.th/dek61.
ณิชาภา มะรินทร์. (2556). การตัดสินใจเลือกเรียนกวดวิชาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนในเขตอำเภอเมืองระยอง. สืบค้นเมื่อ 9 กรกฎาคม 2565. จาก http://dspace.bu.ac.th/bitstream/123456789/2212/1/leelanuch.aray.pdf
ประชาชาติธุรกิจ. (2564). ธุรกิจ 'กวดวิชา' หมื่นล้านระส่ำปิดพันแห่ง. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2565, จาก https://www.prachachat.net/prachachat-top-story/news-641796
ศศิวิมล งามจรัส. (2555). ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคหัวใจในประเทศไทย : กรณีศึกษา ผู้ป่วยชาวยุโรปและตะวันออกกลาง.การค้นคว้าอิสระปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.
สมศักดิ์ หงส์สุวรรณ. (2560). ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนสถาบันสอนภาษาต่างประเทศ อัพเกรด อะคาเดมี จังหวัดเชียงใหม่ สืบค้นเมื่อ9 กรกฎาคม 2565. จาก http://cmruir.cmru.ac.th/bitstream/
สวนีย์ กสิปิยวงศ์. (2555). ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสถาบันกวดวิชาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดปทุมธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญา บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย.
อรพินธ์ น้อยพิชัย. (2554). ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการในการตัดสินใจเลือกสถาบันกวดวิชาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานคร. สืบค้นเมื่อ9 กรกฎาคม 2565. จาก cms.lib.nu.ac.th/dcms/TDC2555/BKK/0396/
Kotler, P. (2003). Marketing management: Analyzing consumer marketing and Buyerbehavior (The Millennium). New Jersey: Prentice Hall.
Suwatno, S., Rino, R., &Anggara, R. (2019, January). High Schools Students' Decision in Choosing Tutoring Institution. In 1st International Conference on Innovation in Education (IColE2018) (pp. 257-262). Atlantis Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร