ศิลปะสร้างสรรค์: มองผ่านญี่ปุ่นสู่ไทย
Main Article Content
บทคัดย่อ
ภายใต้บริบทการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งใช้ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นฐานได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้ผ่านการจัดตั้ง สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (TCEA) ในปี 2553 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งด้านศิลปะ (Visual Arts) และศิลปะการแสดง (Performing Arts) โดย TCEA ทำงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี มีบทบาทกำหนดนโยบาย สนับสนุนนวัตกรรม และส่งเสริม SMEs ในภาคสร้างสรรค์ รวมถึงเชื่อมโยงวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เช่น การพัฒนาเชียงใหม่และภูเก็ตเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม ทว่ายังมีข้อท้าทายด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ในทางตรงข้าม ญี่ปุ่นใช้ วัฒนธรรมป๊อป เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านแคมเปญ “Cool Japan” ซึ่งส่งออกสินค้าวัฒนธรรม เช่น อนิเมะ มังงะ และเกม สร้างมูลค่าสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างรถยนต์ รัฐบาลสนับสนุนผ่านกองทุน Cool Japan มูลค่า 90,000 ล้านเยน เพื่อขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมในตลาดโลก โดยเฉพาะเอเชีย ยุโรป และอเมริกา แคมเปญนี้ช่วยเพิ่มพลังอ่อน (Soft Power) ของญี่ปุ่น แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าขาดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่เท่าเทียมและเผชิญการแข่งขันจาก K-Pop อีกกรณีศึกษาคือ นาโอชิมะ เกาะที่เปลี่ยนจากเขตอุตสาหกรรมเสื่อมโทรมสู่ศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยผ่านโครงการ Benesse Art Site และเทศกาล Setouchi Triennale ซึ่งบูรณาการศิลปะ ธรรมชาติ และการมีส่วนร่วมของชุมชน สร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นศักยภาพของศิลปะในการฟื้นฟูภูมิภาค แต่ก็มีข้อกังวลเรื่องการท่องเที่ยวเกินกำลังและความเหลื่อมล้ำในการกระจายผลประโยชน์ สำหรับประเทศไทย บทเรียนจากญี่ปุ่นชี้ให้เห็นความสำคัญของ การทำงานแบบบูรณาการ ระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน พร้อมสนับสนุนงบประมาณและนโยบายที่ยั่งยืน เช่น การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้สนับสนุนศิลปะ การขยายโอกาสการเข้าถึงศิลปะให้ประชาชนทุกกลุ่ม (Arts Welfare) และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยต้องแก้ไขข้อจำกัดด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการพัฒนาบุคลากรเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร