สมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้
คำสำคัญ:
สมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้บทคัดย่อ
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร จำนวน 48 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
1) สมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านที่ 5 การทำงานเป็นทีม รองลงมา คือ ด้านที่ 4 การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านที่ 2 การบริการที่ดี
2) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีแนวทางการพัฒนาดังนี้ ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ 1) ผู้บริหารควรมีวิธีการในการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถานศึกษา 2) ผู้บริหารควรมี การพัฒนาระบบและเครื่องมือการติดตามการประเมินผลที่ชัดเจนอย่างเป็นระบบ 3) ควรมีการอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับผู้บริหารเกี่ยวกับการประเมินผลเชิงพัฒนา 4) อบรมการใช้เครื่องมือการติดตามผล ให้กับผู้บริหารและบุคลากร เพื่อให้ทุกคนมีทักษะในการใช้เครื่องมือ 5) การจัดการประชุมหรือการทบทวน ผลการปฏิบัติงานเป็นประจำ ด้านการบริการที่ดี 1) ผู้บริหารควรมีการประชุมผู้ปกครองหรือการเปิด ช่องทางแสดงความคิดเห็นจากผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 2) ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนหรือ ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกิจกรรมการวางแผนและการจัดการศึกษา 3) ปรับปรุงการบริการให้ตรงกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลง 4) ควรมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของผู้รับบริการ ด้านการสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ 1) มีการจัดทำแผนการพัฒนาของผู้บริหารด้านการเรียนรู้วิชาการใหม่ ๆ 2) จัดอบรม สัมมนาผู้บริหาร 3) ผู้บริหารนำเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือบริหารงานในการบริหารงาน 4) สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในสถานศึกษา เกี่ยวกับการ
ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ 5) จัดอบรมผู้บริหารใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ด้านความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม 1) ผู้บริหารควรจัดทำหรือทบทวนข้อตกลง จรรยาบรรณร่วมกับคณะครูที่ชัดเจน และใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจหรือพิจารณาความประพฤติ 2) จัดฝึกอบรมด้านจริยธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพ 3) สถานศึกษายกย่อง ประกาศเกียรติคุณให้แก่บุคลากรที่ ปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณ 4) ผู้บริหารเป็นแบบอย่างด้านจริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ 5) สถานศึกษา สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณธรรม ด้านการทำงานเป็นทีม 1) ผู้บริหารสนับสนุนให้ครูและบุคลากร เกิดการทำงานเป็นทีม และเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษา 2) ส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความภาคภูมิใจและแรงจูงใจ ส่งผลต่อการพัฒนาสถานศึกษา 3) สร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งความร่วมมือ เพื่อบริหารความขัดแย้ง เป็นความร่วมมือแทน
คำสำคัญ : สมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา
1 นักศึกษาปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์
2 อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร. สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2566). นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ 2567–
ประกาศวันที่ 23 พฤศจิกายน 2566.
จันทร์ทร ปานคล้ำ. (2559). การปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารกับองค์กรแห่งความสุขใน
สถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร. วารสารบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556. ราชกิจจานุเบกษา, 130 (พิเศษ 130 ง),
ตุลาคม 2556.
กระทรวงศึกษาธิการ.(2553) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562. ราชกิจจานุเบกษา, 26 เมษายน 2562.
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. (2563). คู่มือการกำหนดสมรรถนะในราชการพลเรือน: คู่มือสมรรถนะหลัก.
รัชวลี วรวุฒิ. (2548). ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการการ
อุดมศึกษา วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. (2560, 6 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา, 134 (40 ก).
ส่วนนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานยุทธศาสตร์การศึกษา สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร. (2563).
สุชาดา นันทะไชย. (2554). จริยธรรมวิชาชีพสำหรับผู้บริหารทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์สามเจริญพาณิชย์กรุงเทพ.
วนิดา บิณกาญจน์. (2566). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพผู้บริหาร
สถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู โรงเรียนในเขตสายไหม
สังกัดกรุงเทพมหานคร. วารสารร่มพฤกษ์, มหาวิทยาลัยเกริก.
Best, J. W., & Kahn, J. V. (1997). Research in Education (7th ed., p. 190). Boston, MA:
Allyn and Bacon.
Cronbach, L. J. (1978). Essentials of Psychological Testing (3rd ed., p. 161). New York:
Harper & Row.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities.
Educational and Psychological Measurement, 30 (3), 607–610.
Likert,S. (1961). New patterns of management. New York: McGraw-Hill.Publisher
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.