วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac <p><strong>Journal of the Graduate Arts Club<br />วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์<br /></strong></p> <p>ISSN 2985-0533 (Online)<br /><br /><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์เผยแพร่</strong><strong><br /></strong> "วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์" เป็นวารสารสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาผู้สนใจทั่วไปและแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผลงานในเชิงบูรณาการหลักการบริหารจัดการนิติบุคคล รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา พัฒนาสังคม การศึกษา และสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์ที่เชื่อมโยงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกให้กับปัญหาที่อยู่ในความสนใจของสังคม มีกำหนดเผยแพร่วารสารฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 4 ฉบับ ทั้งนี้ผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง</p> ชมรมบัณฑิตศิลป์ th-TH วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ 2985-0533 ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนกลุ่มเกาะแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2025 <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 และ2) แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนกลุ่มเกาะแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยองเขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูในโรงเรียนกลุ่มเกาะแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 จำนวน 159 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนกลุ่มเกาะแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ภาพรวมและรายด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ทักษะการกำหนดนโยบายและการปกครอง รองลงมาคือ ค่านิยมและจริยธรรมของการเป็นผู้นำ และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ทักษะการบริหารจัดการบุคคล &nbsp;2) แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนกลุ่มเกาะแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 มีพหุแนวทาง ดังต่อไปนี้ 2.1) ผู้บริหารนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยวางแผนฯ 2.2) ผู้บริหารมีการสร้างความโปร่งใสในองค์กรฯ 2.3) ผู้บริหารมีกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้ปกครองและชุมชน ฯ 2.4) ผู้บริหารมีการกำหนดโครงสร้างโรงเรียนและปรับปรุงให้มีความชัดเจน 2.5) ผู้บริหารดำเนินการพัฒนาหลักสูตร ฯ 2.6) ผู้บริหารมีการพัฒนาแนวทางสนับสนุนครูในการใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ 2.7) ผู้บริหารสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน 2.8) ผู้บริหารส่งเสริมความต้องการด้านบุคลากรของโรงเรียนอย่างเป็นระบบ ฯ 2.9) ผู้บริหารมีการส่งเสริมให้ครูใช้กระบวนการวิจัยเพื่อปรับปรุงการบริหารงานภายในโรงเรียน และ 2.10) ผู้บริหารมีการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้เกียรติและเคารพความคิดเห็นของบุคลากร</span></span></p> ชยางกูร วรสวาสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 ภาวะผู้นำมุ่งบริการของผู้บริหารโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนสามัคคีธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2031 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำมุ่งบริการของผู้บริหารโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนสามัคคีธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2&nbsp; 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนา ภาวะผู้นำมุ่งบริการของผู้บริหารโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนสามัคคีธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2&nbsp; ประชากร ได้แก่ ครูโรงเรียนกลุ่มสามัคคีธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 จำนวน 6 โรงเรียน ครูจำนวน 119 คน ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 110 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า 1. ภาวะผู้นำมุ่งบริการของผู้บริหารโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนสามัคคีธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การอุทิศตนเพื่อพัฒนาบุคคล รองลงมา คือ การเยียวยา และต่ำสุด คือ การโน้มน้าว</p> <ol start="2"> <li class="show">แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำมุ่งบริการของผู้บริหารโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนสามัคคีธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 จากประเด็นสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ นำประเด็นที่ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 ด้าน ข้อที่มีความเห็นตรงกันทั้ง 3 ท่าน นำมาเป็นแนวทางการพัฒนาดังนี้</li> </ol> <p>1) ด้านการตระหนักรู้ คือ ผู้นำต้องตื่นตัวอย่างมีไหวพริบ เข้าใจประเด็นปัญหา ต้องเปิดรับการตระหนักรู้สู่ความรู้แจ้งและมีความคิดที่ยอดเยี่ยมอย่างสร้างสรรค์&nbsp; 2) ด้านการให้บริการ คือ ผู้นำใส่ใจอุทิศตนต่อการให้บริการคนอื่นก่อนความต้องการของตนเอง พยายามแสวงหาหนทางเพื่อการตอบสนองความต้องการของสังคมมากกว่าความต้องการขององค์กร 3) ด้านการอุทิศตนเพื่อพัฒนาบุคคล คือ ผู้นำต้องมีความเชื่อมั่นว่าคนมีคุณค่าภายในมากกว่าสิ่งที่เห็นจากภายนอก อุทิศตนเพื่อพัฒนาบุคคลแต่ละคนและทุกๆ คนภายในองค์กร</p> ชัยยศ คงบุรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของสถานศึกษาในกลุ่มสหวิทยาเขตแสนตอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2038 <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของสถานศึกษาในกลุ่มสหวิทยาเขตแสนตอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร 2) แนวทางการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา กลุ่มสหวิทยาเขตแสนตอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร ประชากร จำนวน 353 คน กลุ่มตัวอย่าง 186 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</span></span></span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</span></span></span></span></p> <ol> <li class="show"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของสถานศึกษาในกลุ่มสหวิทยาเขตแสนตอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านสิ่งแวดล้อมทางวิชาการ รองลงมา คือ ด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และต่ำสุด คือ ด้านสิ่งแวดล้อมทางการบริหารจัดการ</span></span></span></span></li> <li class="show"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">แนวทางการพัฒนาสิ่งแวดล้อมของสถานศึกษาในกลุ่มสหวิทยาเขตแสนตอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร มีพหุแนวทาง สังเคราะห์ได้ดังนี้ 1) ควบคุมดูแลและบำรุงรักษาอาคารเรียน อาคารประกอบ และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ให้เป็นไปตามระเบียบและมาตรฐานอยู่เสมอ 2) ตรวจสอบห้องน้ำ/ห้องส้วม และการกำจัดของเสียให้ถูกสุขลักษณะ 3) มีการตกแต่งอาคารสถานที่ และบริเวณโรงเรียน ให้มีความร่มรื่น สวยงาม สะอาด ปลอดภัย 4) มีการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ 5) พัฒนาความพร้อมของนวัตกรรมและแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน 6) เปิดโอกาสให้นักเรียนและชุมชนเข้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา 7) การกำหนดนโยบายและการวางแผนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาอย่างชัดเจน และเหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น 8) มีตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาเพื่อการแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนาต่อไป</span></span></span></span></li> </ol> ณัฐกร กลิ่นมิ่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนสิงห์สมุทร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2044 <p style="font-weight: 400;">การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) กระบวนนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนสิงห์สมุทร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง 2) แนวทางในการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนสิงห์สมุทร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ประชากรที่ใช้ศึกษาเป็นครูโรงเรียนสิงห์สมุทร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง จำนวน 154 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า</p> <p style="font-weight: 400;">1) กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนสิงห์สมุทร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยมากสุด คือ ด้านการพัฒนาทางวิชาชีพ รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาทักษะการทำงานกลุ่ม และน้อยสุด คือ ด้านการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน</p> <p style="font-weight: 400;">2) แนวทางในการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนสิงห์สมุทร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง มีพหุแนวทาง ดังต่อไปนี้ (1) ส่งเสริมให้มีการเก็บข้อมูลการจัดการเรียนรู้ผ่านการสังเกตชั้นเรียนแล้วนำมาประเมินจุดเด่นและจุดที่ควรปรับปรุงได้ (2) ส่งเสริมการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ให้ครูมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (3) การส่งเสริมให้ครูผลิตและเผยแพร่นวัตกรรมของตนเอง &nbsp;(4) การบริหารจัดการหลักสูตรโดยเน้นการมีส่วนร่วมของครู ผู้บริหารนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน (5) ส่งเสริมให้มีการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และใช้ผลจากการวิจัยในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ</p> รัชนี อินทร์สระคู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 การนิเทศภายในโรงเรียนวัดบางบอน เขตบางบอน สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2059 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการนิเทศภายในโรงเรียนวัดบางบอน เขตบางบอน สังกัดกรุงเทพมหานคร&nbsp; 2)&nbsp; เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียนวัดบางบอน เขตบางบอน สังกัดกรุงเทพมหานคร <strong>ประชากร</strong> ได้แก่ ครูผู้สอนของโรงเรียนวัดบางบอนปีการศึกษา 2567&nbsp; จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1.การดำเนินงานการนิเทศภายในโรงเรียนวัดบางบอนของผู้บริหารและครูในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมากทุกด้าน&nbsp; เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้านโดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการพัฒนาหลักสูตร&nbsp; รองลงมาด้านการพัฒนาทักษะการทำงานกลุ่ม&nbsp; ด้านการให้ความช่วยเหลือแก่ครูโดยตรง และมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดด้านการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน<strong> &nbsp;&nbsp;</strong>2. แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียนวัดบางบอน&nbsp; เขตบางบอน สังกัดกรุงเทพมหานคร&nbsp; ประกอบด้วยแนวทางการพัฒนา ดังนี้ 1) ส่งเสริมให้ครูประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการใช้สื่อดิจิทัลเข้ามาช่วยในการเรียนการสอน และอุปกรณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัย 2) ส่งเสริมให้ครูทำงานร่วมกันที่เน้นกระบวนการกลุ่ม เป็นทีมและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการนิเทศและการพัฒนาวิธีการสอน 3) จัดอบรมให้ความรู้ครูในการทำวิจัยในห้องเรียน ซึ่งมีความสำคัญต่อวงการวิชาชีพครูเป็นอย่างยิ่ง&nbsp; เนื่องจากครูจำเป็นต้องพัฒนาหลักสูตร&nbsp; วิธีการเรียนการสอน การสร้างแรงจูงใจให้ครูพัฒนาการสอนแก้ไขปัญหาพฤติกรรมให้กับผู้เรียน&nbsp; เพิ่มสัมฤทธิ์ผลการเรียนและการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้&nbsp; เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การนิเทศภายในโรงเรียนวัดบางบอน</p> เพ็ญนภา มีภพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 แรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรของโรงเรียนชุมชนประชานิกรอำนวยเวทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2081 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนชุมชนประชานิกรอำนวยเวทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 และ 2) แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนชุมชนประชานิกรอำนวยเวทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ประชากรที่ใช้ศึกษา ครูโรงเรียนโรงเรียนชุมชนประชานิกรอำนวยเวทย์ 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง&nbsp; สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่&nbsp; ความถี่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา&nbsp;&nbsp;</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;&nbsp;</p> <p>1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนชุมชนประชานิกรอำนวยเวทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2&nbsp; โดยค่าเฉลี่ยปัจจัยจูงใจอยู่ในระดับมาก ปัจจัยค้ำจุนอยู่ในระดับมาก&nbsp;</p> <p>2) แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนชุมชนประชานิกรอำนวยเวทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 มีพหุแนวทาง ประกอบด้วย 1) ครูได้รับประโยชน์ของการปฏิบัติงานนำไปใช้ให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 2) มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน 3) นโยบายของการบริหารงานเป็นไปตามแผนงานของโรงเรียน</p> นริศรา กิจประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โรงเรียนกลุ่มเกาะแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2104 <p style="font-weight: 400;">การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโรงเรียนกลุ่มเกาะแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 และ 2) แนวทางในการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โรงเรียนกลุ่มเกาะแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม<br>ศึกษาระยอง เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา เป็นครูโรงเรียนกลุ่มเกาะแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 จำนวน 159 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า</p> <p style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1) การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โรงเรียนกลุ่มเกาะแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง รองลงมา คือ ด้านติดตามผลการดำเนินการเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และด้านที่ค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา</p> <p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2) แนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา </span><span style="font-weight: 400;">โรงเรียนกลุ่มเกาะแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1</span><span style="font-weight: 400;"> มีพหุแนวทาง ดังต่อไปนี้</span><span style="font-weight: 400;"> (1) พัฒนาศักยภาพของบุคลากรจัดให้มีการอบรม ในเรื่องของการประกันคุณภาพภายใน (2) การจัดทำเอกสารและสื่อเสนอแผนที่เข้าใจง่าย สรุปสาระสำคัญที่ช่วยให้คณะกรรมการเข้าใจเป้าหมาย กลยุทธ์ และผลลัพธ์ที่คาดหวังได้อย่างชัดเจน (3)</span> <span style="font-weight: 400;">การสร้างแรงจูงใจทั้งในรูปแบบของรางวัลหรือความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รวมถึงจัดหาเครื่องมือ ทรัพยากร และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของครูและบุคลากร &nbsp;(</span><span style="font-weight: 400;">4) การออกแบบเครื่องมือให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย (5) สนับสนุนให้ครูและบุคลากรมีทักษะในการกรอก วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลเพื่อการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (6) กำหนดรูปแบบและโครงสร้างรายงานที่เป็นมาตรฐาน รายงานผลการดำเนินงานตามโครงการ/กิจกรรม</span></p> เดชฤทธิ์ ลือกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 สมรรถนะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเขตคุณภาพบ้านสร้าง 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2110 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเขตคุณภาพบ้านสร้าง 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเขตคุณภาพบ้านสร้าง 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนในกลุ่มเขตคุณภาพบ้านสร้าง 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 จำนวน 63 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">สมรรถนะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเขตคุณภาพบ้านสร้าง 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ รองลงมาคือ ด้านการบริการที่ดี และต่ำสุด คือ ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเขตคุณภาพบ้านสร้าง 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 มีแนวทางดังต่อไปนี้ (1) ผู้บริหารสถานศึกษามีความสามารถใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการพัฒนาโรงเรียนได้ดี โดยสามารถนำแนวคิดใหม่ ๆ มาปรับใช้กับบริบทของโรงเรียน (2) ผู้บริหารการเอาใจใส่ผู้มารับบริการอย่างจริงใจ ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกได้รับความเคารพและเห็นคุณค่า ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บริหารกับผู้ปกครอง ครู และชุมชน (3) ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการแสวงหาความรู้ช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางแผนและกำหนดทิศทางการพัฒนาสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผลและตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนได้อย่างเหมาะสม (4) ผู้บริหารมีความสามารถในการตัดสินใจอย่างมั่นใจและมีวิจารณญาณ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมขององค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย (5) ผู้บริหารจัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่มาจากกระบวนการที่มีส่วนร่วมของครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชน (6) ผู้บริหารกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ และความเชื่อมั่นในงานที่ทำ ส่งผลให้บุคลากรเกิดความกระตือรือร้นและพร้อมร่วมมืออย่างเต็มที่ (7) ผู้บริหารเป็นผู้ฟังที่ดี มีความเข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่น และไม่ด่วนตัดสิน โดยจะให้คำแนะนำที่ตั้งอยู่บนพื้นฐาน (8) ผู้บริหารมีเป้าหมายชัดเจน และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งจากข้อมูล ข้อเท็จจริง และการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเหมาะสม</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: สมรรถนะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา</strong></p> นุชจรีย์ ปิ่นทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตสวนเทพรัตน์ทีปไท้เฉลิมพระเกียรติ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2111 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตสวนเทพรัตน์ทีปไท้เฉลิมพระเกียรติ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 86 คน จากประชากรทั้งหมด 598 คน ซึ่งได้จากการประมาณค่าขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางทาโร่ ยามาเน่ ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารและครูจาก 6 โรงเรียน เครื่องมือในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามความคิดเห็น และการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างกับผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตสวนเทพรัตน์ทีปไท้เฉลิมพระเกียรติ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การทำงานแบบทีมในการสืบเสาะหาความรู้ รองลงมา คือ การร่วมมือกันแก้ปัญหา และต่ำสุด คือ การใช้คำถาม</li> </ol> <p>2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตสวนเทพรัตน์ทีปไท้เฉลิมพระเกียรติ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี มีแนวทางดังต่อไปนี้ 1) ผู้บริหารกระตุ้นและสนับสนุนให้ครูมีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัย ค้นคว้า และทดลองนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ ๆ 2) ผู้บริหารเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาและการตัดสินใจร่วมกันอย่างจริงจัง 3) ผู้บริหารสร้างวิสัยทัศน์ร่วมที่ชัดเจนและมีแรงจูงใจ 4) ผู้บริหารสร้างบรรยากาศการทำงานที่เปิดเผยและโปร่งใส 5) ผู้บริหารสนับสนุนการสะท้อนคิดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และ 6) ผู้บริหารสร้างระบบการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง</p> นารีรัตน์ จันต๊ะใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2124 <p>&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำdรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร&nbsp; สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล รองลงมา คือ ด้านการ กระตุ้นทางปัญญา และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีแนวทางดังต่อไปนี้ 1) ผู้บริหารเป็นแบบอย่างที่ดีในการครองตน ครองคน ครองงาน มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติงาน เป็นที่ยอมรับจากครู ผู้ปกครองและเครือข่าย 2) ผู้บริหารใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมและมีความยุติธรรมและปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับทุกคน 3) ผู้บริหารให้ความสำคัญต่อค่านิยมที่ดีงามและส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติตาม สร้างวัฒนธรรมการทำงานเชิงlร้างสรรค์เพื่อพัฒนาองค์กรให้เอื้อต่อการปฏิบัติงาน 4) ผู้บริหารมีการวิเคราะห์ผู้ร่วมงานแต่ละบุคคล มีความเข้าใจและยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล และทราบถึงศักยภาพและความสามารถของผู้ร่วมงานแต่ละบุคคล 5) ผู้บริหารมีการวิเคราะห์ผู้ร่วมงานแต่ละบุคคลมีความเข้าใจและยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล และทราบถึงศักยภาพและความสามารถของผู้ร่วมงานแต่ละบุคคล 6) ผู้บริหารสร้างโอกาสให้ผู้ร่วมงานประสบความสำเร็จในการทำงาน และสนับสนุนการทำงานรูปแบบต่าง ๆ แสดงความชื่นชมผลการปฏิบัติงานของผู้ร่วมงานแม้มีข้อผิดพลาดบ้าง 7) ผู้บริหารมอบหมายหน้าที่ให้ตรงตามความรู้ ความสามารถหรือความถนัดของแต่ละบุคคล และสามารถทำงานร่วมกับผู้ร่วมงานทุกคนได้อย่างราบรื่น</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา</p> อารียา นวานุช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 การมีส่วนร่วมของผู้บริหารในกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2132 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา (1) การมีส่วนร่วมของผู้บริหารในกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพที่ 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีเขต 1 (2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้บริหารในกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพที่ 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีเขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ข้าราชการครู ในกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1 จำนวน 165 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">การมีส่วนร่วมของผู้บริหารในกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพที่ 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีเขต 1 &nbsp;มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก &nbsp;เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน รองลงมา คือ การมีส่วนร่วมในการประเมินผล และต่ำสุด คือ การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์</li> <li class="show">แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเห็นตรงกันทั้ง 3 ท่าน เสนอแนวทางการพัฒนา มีดังนี้ (1) ผู้บริหารควรแสดงให้เห็นว่าข้อเสนอแนะได้รับการพิจารณา และมีการนำไปปรับใช้จริง (2) ผู้บริหารควรรับฟังความคิดเห็นโดยไม่ตัดสิน และสะท้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ (3) ผู้บริหารควรแสดงการยอมรับผลงานและความทุ่มเทของครูอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในที่ประชุมหรือผ่านช่องทางการสื่อสารภายใน (4) จัดกิจกรรมหรือประชุมสะท้อนผลการดำเนินงานในแต่ละภาคเรียน โดยให้ครูทุกคนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอแนะ</li> </ol> วิภาวี ประสิทธิสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 การบริหารงานของผู้บริหารศูนย์เครือข่ายสถานศึกษาคลองใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2140 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทางการบริหารงานของผู้บริหารในศูนย์เครือข่ายสถานศึกษาคลองใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานของผู้บริหารในศูนย์เครือข่ายสถานศึกษาคลองใหญ่ การค้นคว้าอิสระครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสอบถาม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานของผู้บริหารศูนย์เครือข่ายสถานศึกษาคลองใหญ่ โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านพัฒนาหลักสูตร รองลงมา คือด้านพัฒนากระบวนการจัดการ รองลงมา คือด้านวัดผล ประเมินผล และต่ำสุด คือด้านพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการ และ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานของผู้บริหารศูนย์เครือข่ายสถานศึกษาคลองใหญ่ มีพหุแนวทาง สังเคราะห์ได้ ดังนี้ 1) ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการประชุมวางแผนในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา 2) ผู้บริหารสถานศึกษามีการวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษาว่าสอดคล้องกับสภาพปัญหา ความต้องการของผู้เรียนกับผู้ปกครองชุมชน และสังคม 3) ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการวางแผนให้มีการจัดการเรียนการสอนที่มีเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน 4) ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้มีการจัดทำแผนการเรียนรู้ ตามสาระและหน่วยการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 5) ผู้บริหารสถานศึกษาควรประชุมวางแผน มีการกำหนดแนวปฏิบัติการวัดผลและประเมินผลของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับแนวทางการวัตผลประเมินผล 6) ผู้บริหารสถานศึกษาเน้นให้ครูผู้สอนวัดผลประเมินผลการเรียนรายบุคคลตรงตามจุดประสงค์ 7) ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้ครูผลิตและพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนการสอน 8) ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้ครูเข้ารับการอบรมการพัฒนาสื่อเทคโนโลยี เพื่อนำมาใช้จัดการเรียนการสอน</p> โตษยา พลาเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 การนิเทศภายในโรงเรียนของกลุ่มโรงเรียนบางเลนใต้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2283 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการนิเทศภายในโรงเรียนของกลุ่มโรงเรียนบางเลนใต้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 2 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียนของกลุ่มโรงเรียนบางเลนใต้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 2 ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารและครูในกลุ่มโรงเรียนบางเลนใต้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 จาก 8 โรงเรียน จำนวน 111 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้จากการประมาณค่าขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางเครซี่และมอร์แกนได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 92 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li class="show">การนิเทศภายในโรงเรียนของกลุ่มโรงเรียนบางเลนใต้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 2 โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการจัดสรรทรัพยากร รองลงมาคือ ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงาน และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน</li> <li class="show">แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียนของกลุ่มโรงเรียนบางเลนใต้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐมเขต 2 ดังต่อไปนี้ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลบริบทของท้องถิ่น จุดเด่นและความต้องการของท้องถิ่น 2) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม และข้อมูลของโรงเรียนเพื่อเป็นทิศทางในการพัฒนา 3) พัฒนาแบบประเมินให้สอดคล้องกับหลักสูตรแต่ละระดับโดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับปฐมวัยควรเน้นการประเมินด้านพัฒนาการแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา 4) คัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถและมีทักษะด้านการนิเทศ 5) ส่งเสริมให้มีการสนทนาหลังการนิเทศเชิงบวกที่เน้นการสะท้อนความคิดร่วมกัน 6) ประเมินความพึงพอใจและผลกระทบของการนิเทศจากครูผู้สอน เพื่อปรับปรุงแนวทางนิเทศให้เหมาะสมและเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง</li> </ol> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> กษมาพร ชาวบางพรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 การนิเทศภายในของโรงเรียนพระยามนธาตุราชศรีพิจิตร์ สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2301 <table> <tbody> <tr> <td> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนิเทศภายในของโรงเรียนพระยามนธาตุราชศรีพิจิตร์ สังกัดกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการนิเทศภายในของโรงเรียนพระยามนธาตุราชศรีพิจิตร์ สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในของโรงเรียนพระยามนธาตุราชศรีพิจิตร์ สังกัดกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครูโรงเรียนพระยามนธาตุราชศรีพิจิตร์ สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 139 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การนิเทศภายในของโรงเรียนพระยามนธาตุราชศรีพิจิตร์ สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาทางวิชาชีพ รองลงมา คือ ด้านการให้ความช่วยเหลือแก่ครูโดยตรง และต่ำสุด คือ ด้านการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน</p> <p>&nbsp;2) แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในของโรงเรียนพระยามนธาตุราชศรีพิจิตร์ สังกัดกรุงเทพมหานคร มีแนวทางดังต่อไปนี้ (1) จัดอบรมสร้างความตระหนักให้เห็นถึงความสำคัญ ของการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน ให้กับครูและบุคลากร (2) จัดอบรมสร้างความตระหนักให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม กำกับติดตามการทำงาน สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน และสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานอยู่เสมอ (3) จัดอบรมเกี่ยวกับการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย จัดทำแบบวิเคราะห์ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีของครูและบุคลากร เพื่อกำหนดเป็นแนวทางในการพัฒนาทางวิชาชีพ (4) <strong>เมื่อจัดทำหลักสูตร</strong>สถานศึกษาเสร็จให้นำเสนอต่อคณะกรรมการสถานศึกษา และประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนทราบถึงจุดเน้นของหลักสูตรเพื่อส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ในหลักสูตร (5) ตั้งคณะกรรมการหรือทีมงานที่มีหน้าที่ในการนิเทศกำกับติดตาม และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำวิจัยในชั้นเรียน โดยมีการติดตามผลการทำงานวิจัยอย่างสม่ำเสมอ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> </td> </tr> </tbody> </table> ศักดิ์ดา พรมราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 แรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรของสำนักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดนราธิวาส https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2486 <p>บทคัดย่อ</p> <p>การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรของสำนักงานการศึกษา</p> <p>เอกชนจังหวัดนราธิวาส กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรของสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด</p> <p>นราธิวาส จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์</p> <p>สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. พบว่าแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรของสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส</p> <p>ด้านปัจจัยจูงใจ ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้าน</p> <p>ความรับผิดชอบ รองลงมาคือ ความสำเร็จในการทำงาน และต่ำสุดคือ ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน</p> <p>2. แนวทางการพัฒนาแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรของสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด</p> <p>นราธิวาส มีแนวทาง ดังนี้ 1) การร่วมสร้างแนวทางการวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออก ให้บุคลากร 2) การนำ</p> <p>หลักหลักประชาธิปไตยมาใช้ในการทำงาน ยอมรับพังความคิดเห็น ของคนอื่น 3) การทำงานด้วยความเต็มใจ</p> <p>และให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อรร่วมงานและยอมรับพิงความคิด เห็นของผู้อื่น 4) การกระจายงานไปให้บุคลากร</p> <p>ทุกคนเพื่อที่บุคลากรจะได้เต็มที่กับงานที่ได้ รับมอบหมาย 5) การให้เห็นความสำคัญและคุณค่าของการได้</p> <p>เลื่อนขั้นในการปฏิบัติงาน 6) การศึกษ แนวทางในการพัฒนาหรือเลื่อนขั้นตามเกณฑ์ต่างๆ ให้ชัดเจน และ</p> <p>ชี้แจงแนะนำให้คุณบุคลากร เข้าใจอย่างซัดเจน</p> ฮัสนะห์ ดอรอแม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดนราธิวาส https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2488 <p>บทคัดย่อ</p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา</p> <p>สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยน</p> <p>แปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส 2) แนวทางการพัฒนา</p> <p>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส เป็น</p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ครู จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ</p> <p>วิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่</p> <p>ค่า ความถี่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด</p> <p>นราธิวาส โดยรวม ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ</p> <p>ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล รองลงมาคือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมี อุดมการณ์ และต่ำสุดคือ</p> <p>ด้านการกระตุ้นทางปัญญา</p> <p>2) แนวทาง การพัฒนา พัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงาน</p> <p>การศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส ดังนี้ 1) ส่งเสริมความสามารถในการทำงานของครู 2)</p> <p>สนับสนุนในการทำงานของครู 3) ให้คำแนะนำในการทำงานของครูทุกคน 4) ปฏิบัติหน้าที่</p> <p>ด้วยความรับผิดชอบ 5) การเข้าถึงให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นกัลยาณมิตร 6) วางแผนหาวิธีการ</p> <p>แก้ปัญหาร่วมกัน 7) ดำเนินการแก้ปัญหา 8) ติดตาม ตรวจสอบ เก็บข้อมูลการดำเนินการแก้ปัญหา 9) ให้</p> <p>คำปรึกษาและแนวทางในการช่วยเหลือบุคลากร 10) ยินดีในความสำเร็จด้วยความจริงใจ</p> อับดุลมูตอเล๊ะ ดอรอแม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่ม 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2512 <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่ม 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ (2) เพื่อศึกษาหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่ม 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูโรงเรียนมัธยมศึกษากลุ่ม 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 จำนวน 234 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา และแบบสัมภาษณ์แบบโครงสร้าง จำนวน 2 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">ผลการวิจัยพบว่า</span></span></p> <ol> <li class="show"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่ม 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ รองลงมาคือ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และต่ำสุดคือ การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล</span></span></li> <li class="show"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">แนวทางการการพัฒนา มีพหุแนวทาง โดยสามารถจัดกลุ่มแนวทางดังกล่าวซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญ ออกเป็น 4 ด้านหลัก (1) ด้านการสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมาย สร้างและสื่อสารวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน สร้างเป้าหมายร่วมที่ชัดเจนและทรงพลัง (2) ด้านคุณธรรมและความน่าเชื่อถือ เป็นแบบอย่างที่ดี รักษาคำพูดและความลับ สร้างสภาพแวดล้อมที่ไว้วางใจและปลอดภัยทางจิตใจ (3) ด้านการบริหารจัดการเชิงระบบเชี่ยวชาญในงานบริหาร ออกแบบโครงสร้างทีมและบทบาทที่ชัดเจน สร้างระบบการจัดสรรทรัพยากรที่โปร่งใสและเป็นธรรม ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐานในการวิเคราะห์ (4) ด้านการส่งเสริมทีมและนวัตกรรม ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง สร้างขวัญและกำลังใจและยกย่องความสำเร็จของทีม สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการและหลากหลาย พัฒนาบทบาทการเป็นผู้กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมและผู้วิจัยได้สังเคราะห์เป็นโครงการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 5 โครงการเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะที่มุ่งเน้นการพัฒนาในมิติต่างๆ ดังนี้ โครงการที่ 1 ผู้นำเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล เป้าหมาย พัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการ การสื่อสารวิสัยทัศน์ และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (ข้อ 24) เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โครงการที่ 2 ผู้นำแห่งวิสัยทัศน์และแรงบันดาลใจ เป้าหมาย เสริมสร้างความสามารถในการสร้างและสื่อสารวิสัยทัศน์ (ข้อ 1) และเป้าหมายร่วมที่ทรงพลัง (ข้อ 13) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทีม โครงการที่ 3 ผู้นำสร้างนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง เป้าหมาย มุ่งพัฒนาบทบาทการเป็นผู้กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ (ข้อ 26) และส่งเสริมการเรียนรู้ (ข้อ 4) เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในองค์กร โครงการที่ 4 ผู้นำการจัดการเชิงระบบ เป้าหมาย เพิ่มพูนความเชี่ยวชาญในงานบริหาร (ข้อ 10) การออกแบบโครงสร้าง (ข้อ 15) และการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส (ข้อ 19) โครงการที่ 5 ผู้นำเปลี่ยนแปลงด้วยวัฒนธรรมองค์กร เป้าหมาย เน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งผ่านการเป็นแบบอย่างที่ดี (ข้อ 2) การสร้างความไว้วางใจ (ข้อ 14) การสร้างขวัญกำลังใจ (ข้อ 17) และการส่งเสริมการมีส่วนร่วม (ข้อ 22)</span></span></li> </ol> ไมตรี ยอดเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนกลุ่มบึงสัมพันธ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2531 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์</strong> : 1. เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู&nbsp; 2.เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ประชากรได้แก่ ครู 120 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้จากการประมาณค่าขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie &amp; Morgan, 1970 : น.607-610) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ&nbsp; 3 ท่าน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> : 1. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ระดับมาก&nbsp; เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า สูงสุด คือด้านความรับผิดชอบ รองลงมา คือ ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ&nbsp; และต่ำสุด คือ ด้านความก้าวหน้าในงาน 2. แนวทางการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู มีพหุแนวทาง มี 10 แนวทาง มีดังนี้ 1) ใช้ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานเต็มความสามารถ 2) รู้สึกพอใจและภูมิใจผลสำเร็จของงาน 3) ผู้บังคับบัญชาเพื่อนร่วมงาน ยอมรับในความรู้ความสามารถและการทำงานของครู 4) ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานให้การยอมรับความคิดเห็นของท่าน 5) งานที่ทำเป็นงานที่ท้าทายความรู้ความสามารถ&nbsp; 6) งานที่ได้รับมอบหมายงานที่ตรงกับมาตรฐานตำแหน่งของท่าน 7) การยอมรับในความผิดพลาดของการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นนำมาปรับปรุงพัฒนาการทำงานในครั้งต่อไป 8) การปฏิบัติงานโดยยึด กฎ ระเบียบ และแนวทางการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 9) มีโอกาสได้พิจารณาเลื่อนขั้นจากผู้บริหาร 10) สามารถสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ</p> ประวัติ นวนแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนเทศบาลนาดี สังกัดเทศบาลตำบลนาดี จังหวัดสมุทรสาคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2543 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ : 1) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนเทศบาลนาดี สังกัดเทศบาลตำบลนาดี จังหวัดสมุทรสาคร และ 2) แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนเทศบาลนาดี สังกัดเทศบาลตำบลนาดี จังหวัดสมุทรสาคร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูและบุคลากรของโรงเรียนเทศบาลนาดี สังกัดเทศบาลตำบลนาดี จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน จำนวน 118 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธิการเปิดตารางของเครซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการ สุ่มอย่างง่ายได้ตัวอย่าง จำนวน 90 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็น มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย : พบว่า 1. การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนเทศบาลนาดี สังกัดเทศบาลตำบลนาดี จังหวัดสมุทรสาคร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียนและด้านการคัดกรองนักเรียน ส่วนด้านการส่งต่อ มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด&nbsp; 2. และแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนเทศบาลนาดี สังกัดเทศบาลตำบลนาดี จังหวัดสมุทรสาคร พบว่า มีพหุแนวทาง ดังนี้ 1) สถานศึกษาควรใช้เครื่องมือที่หลากหลายในการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และจัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศที่เป็นปัจจุบัน&nbsp; 2) สถานศึกษาควรประเมินนักเรียนที่มีปัจจัยเสี่ยงในด้านต่าง ๆ สถานศึกษาควรคัดกรองนักเรียนที่มีปัญหาหรือมีความเสี่ยงเพื่อให้การช่วยเหลือในเบื่องต้น 3) สถานศึกษาควรให้คำปรึกษาแนะนำและช่วยเหลือเบื้องต้นนักเรียนกลุ่มเสี่ยงกลุ่มมีปัญหา และควรจัดกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยงกลุ่มมีปัญหา 4) สถานศึกษาควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมนักเรียนตามความถนัด ความสนใจ และควรมีการติดตามผลการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน 5) สถานศึกษาควรติดตามผลการส่งต่อนักเรียนที่มีปัญหาเพื่อให้ความช่วยเหลือ และควรร่วมมือกับผู้ปกครองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้นักเรียนได้รับการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง</p> สุรัตน์ หนูพวง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้รูปแบบการสอน CIPPA Model ร่วมกับแอปพลิเคชัน TikTok https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/4285 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน CIPPA Model ร่วมกับแอปพลิเคชัน TikTok &nbsp;2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนราชินูทิศ ๒ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 46 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ CIPPA Model ร่วมกับแอปพลิเคชัน TikTok จำนวน 6 แผน 2) แบบวัดความสามารถด้านการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test แบบ Dependent Samples)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน CIPPA Model ร่วมกับแอปพลิเคชัน TikTok มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.76, S.D. = 0.46)</li> <li class="show">ความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li class="show">ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.46, S.D. = 0.52)</li> </ol> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> วณัชฌาณ์ วาสิงหน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายกุเราทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/4314 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารในศูนย์เครือข่ายกุเราทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 &nbsp;2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารในศูนย์เครือข่ายกุเราทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ครูในศูนย์เครือข่ายกุเราทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาสเขต จำนวน 152 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย&nbsp; ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1 หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายกุเราทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านหลักประสิทธิผล และค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านหลักคุณธรรมและจริยธรรม</p> <p>2 แนวทางการพัฒนาหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายกุเราทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต &nbsp;2 &nbsp;ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเห็นตรงกันทั้ง &nbsp;3 ท่าน เสนอแนวทางการพัฒนา ดังนี้ 1) จัดประชุมติดตามงานเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส 2) จัดประชุมครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุก ๆ ภาคเรียน 3) จัดประชุมร่วมกับทีมงานเพื่อรับฟังรายงาน และร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา รวมถึงวางแนวทางในการปรับปรุง 4) พูดคุย และยกกรณีศึกษาให้ครู และบุคลากรตระหนักว่านักเรียนทุกคนควรได้รับโอกาสเท่ากัน ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานที่แตกต่างกัน 5) เชิญคณะกรรมการสถานศึกษา และตัวแทนชุมชนเข้าร่วมประชุมจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา เพื่อให้ข้อเสนอแนะ และสะท้อนความต้องการอย่างแท้จริง</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>คำสำคัญ : หลักธรรมาภิบาล</strong></p> ทนต์ รามแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/4315 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว ประชากร ได้แก่&nbsp; ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว ปีการศึกษา 2567 จำนวน 826 &nbsp;คนกลุ่มตัวอย่างได้จากการประมาณค่าขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 265 คน โดยผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว โดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมี ผู้วิจัยได้ใช้สถิติที่ใช้ในการเก็บรวบรวบข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์&nbsp; รองลงมาคือด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านการสร้างแรงบันดาลใจ2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้วมีพหุแนวทางดังต่อไปนี้&nbsp; 1)ควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ 2) ควรสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและมอบอำนาจในการตัดสินใจ3)ควรส่งเสริมการทำงานร่วมกันและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี 4)ควรให้อิสระในการทำงานและมอบหมายงานที่ท้าทาย 5)ควรสนับสนุนและให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ 6)ควรยินดีกับความสำเร็จและรับฟังอย่างเปิดใจ 7)ควรสร้างความเข้าใจและชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลง 8)ควรเปิดรับฟังความคิดเห็นและสร้างการมีส่วนร่วม 9)ควรสร้างวัฒนธรรมที่กล้าลองและยอมรับความผิดพลาด10) ควรทำความเข้าใจความต้องการและศักยภาพของแต่ละคน 11) ควรมอบหมายงานที่สอดคล้องกับความสนใจ12) ควรสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น</p> <p><strong>คำสำคัญ : </strong>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง<strong>,</strong>ผู้บริหารสถานศึกษา</p> สรญา แก้วงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 แรงจูงใจในการทำงานของข้าราชการครูเครือข่ายโรงเรียนที่ 56 เขตบางกอกน้อย สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/4317 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แรงจูงใจในการทำงานของข้าราชการครูเครือข่ายโรงเรียนที่ 56 เขตบางกอกน้อย สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) แนวทางการพัฒนาแรงจูงใจของข้าราชการครูเครือข่ายโรงเรียนที่ 56 เขตบางกอกน้อย สังกัดกรุงเทพมหานคร มาตรฐาน และ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ประชากรในการวิจัยได้แก่ จำนวน 75 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จากแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจในการทำงานของข้าราชการครูในกลุ่มเครือข่ายที่ 56 เขต บางกอกน้อย สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านลักษณะของงานมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ด้านความรับผิดชอบ 2) แนวทางการพัฒนาแรงจูงใจในการทำงานของข้าราชการครูในกลุ่มเครือข่ายที่ 56 เขต บางกอกน้อย สังกัดกรุงเทพมหานคร มีดังนี้ 1) ควรร่วมสร้างแนวทางการวิเคราะห์ ปัญหาและหาทางออกให้บุคลากร 2) ควรนำหลักหลักประชาธิปไตยมาใช้ในการทำงาน ยอมรับฟังความ คิดเห็นของคนอื่น 3) ควรทำงานด้วยความเต็มใจและให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อรร่วมงานและยอมรับ ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 4) ควรทำงานด้วยความเต็มใจและให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อรร่วมงานและ ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 5) ควรกระจายงานไปให้บุคลากรทุกคนเพื่อที่บุคลากรจะได้เต็มที่ กับงานที่ได้รับมอบหมาย 6) ควรอธิบายให้เห็นความสำคัญและคุณค่าของการได้เลื่อนขั้นในการ ปฏิบัติงาน 7) ควรศึกษาแนวทางในการพัฒนาหรือเลื่อนขั้นตามเกณฑ์ต่างๆ ให้ชัดเจน และชี้แจงแนะนำ ให้คุณบุคลากรเข้าใจอย่างชัดเจน</p> กนกวรรณ สันตติยานันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/4331 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานีและ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี<strong>ประชากร </strong>ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี รวมประชากรทั้งสิ้น จำนวน 101 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน สถิติที่ใช้ในการเก็บรวบรวบข้อมูล ได้แก่&nbsp; ความถี่&nbsp; ร้อยละ&nbsp; ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ &nbsp;การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานีโดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การร่วมมือกันแก้ปัญหา รองลงมา คือ การจินตนาการภาพอนาคตที่ควรเป็น และต่ำสุด คือ การรวบรวมวิเคราะห์และแปลผลข้อมูล</li> <li class="show">แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี มีพหุแนวทางดังต่อไปนี้ 1 ผู้บริหารส่งเสริมการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะในการวิจัยและนวัตกรรมให้กับครู 2 ผู้บริหารควรเน้นการตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของโรงเรียนเป็นสำคัญ มากกว่าการตอบสนองต่อความต้องการของบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 3 ผู้บริหารส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 4 ผู้บริหารเป็นแบบอย่างที่ดี 5 ผู้บริหารตั้งคำถามที่ช่วยนำครูเข้าสู่กระบวนการคิดวิเคราะห์แบบเป็นระบบและการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการหาคำตอบ และ 6 ผู้บริหารจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล</li> </ol> ไกรสิทธิ์ รัตนกันทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 ทักษะการบริหารงานของผู้บริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/4338 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทักษะการบริหารงานของผู้บริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง 2) แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารงานของผู้บริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ประชากรที่ใช้ ในการศึกษา คือ ผู้บริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 17 คน ครูผู้ดูแลเด็ก จำนวน 43 คน รวมทั้งหมด 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย &nbsp;&nbsp;ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp;</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;</p> <p>1) ทักษะการบริหารงานของผู้บริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>&nbsp;</p> <p>2) แนวทางการพัฒนาทักษะของผู้บริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง คือ (1) ผู้บริหารให้คำแนะนำและส่งเสริมให้ครูนำเทคนิควิธีการที่ต่างไปจากเดิมมาปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม (2) ผู้บริหารส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกคนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้ร่วมแสดงความคิดเห็นทุกขั้นตอนของการทำงาน (3) ผู้บริหารแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยการวิเคราะห์หาสาเหตุต่างๆ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คำสำคัญ : ทักษะการบริหารงานของผู้บริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก</p> เกศราภรณ์ เรืองอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3 การตัดสินใจของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มโรงเรียนบ้านกุ่ม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/2082 <p><!--StartFragment--></p> <p class="MsoBodyText" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in; margin: .5pt -1.0pt .0001pt 0in;"><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt; mso-bidi-language: TH;">การศึกษาครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทราบ </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt;">1) </span><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt; mso-bidi-language: TH;">เพื่อศึกษาการตัดสินใจของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มโรงเรียนบ้านกุ่ม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt;">2<span style="mso-spacerun: yes;">&nbsp; </span>2) </span><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt; mso-bidi-language: TH;">เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการตัดสินใจของผู้บริหารโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนบ้านกุ่ม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt;">2</span><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt; mso-bidi-language: TH;"><span style="mso-spacerun: yes;">&nbsp; </span>ประชากร คือ บุคลากรในกลุ่มโรงเรียนกลุ่มโรงเรียนบ้านกุ่ม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt;">2</span><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt; mso-bidi-language: TH;"><span style="mso-spacerun: yes;">&nbsp; </span>จำนวน </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt;">8</span><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt; mso-bidi-language: TH;"> โรงเรียน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt;">3</span><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt; mso-bidi-language: TH;"> คน รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt;">5</span><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt; mso-bidi-language: TH;"> คน และครู จำนวน </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt;">28</span><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt; mso-bidi-language: TH;"> คน จำนวนรวมทั้งสิ้น </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt;">36</span><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt; mso-bidi-language: TH;"> คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับการตัดสินใจตามทฤษฎีการตัดสินใจของคอฟแมน (</span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt;">Kaufman) </span><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.1pt; mso-bidi-language: TH;">สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย <br>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา </span></p> <p><!--EndFragment--></p> ณัฐิภรณ์ แสวงผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 4 3