วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac <p><strong>Journal of the Graduate Arts Club<br />วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์<br /></strong></p> <p>ISSN 2985-0533 (Online)<br /><br /><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์เผยแพร่</strong><strong><br /></strong> "วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์" เป็นวารสารสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาผู้สนใจทั่วไปและแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผลงานในเชิงบูรณาการหลักการบริหารจัดการนิติบุคคล รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา พัฒนาสังคม การศึกษา และสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์ที่เชื่อมโยงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกให้กับปัญหาที่อยู่ในความสนใจของสังคม มีกำหนดเผยแพร่วารสารฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 4 ฉบับ ทั้งนี้ผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง</p> ชมรมบัณฑิตศิลป์ th-TH วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ 2985-0533 การบริหารชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนศรีประจันต์ “เมธีประมุข” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1839 <p>การวิจัยเรื่องการบริหารชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนศรีประจันต์ “เมธีประมุข”&nbsp; สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อ (1) ศึกษาการบริหารชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนศรีประจันต์ “เมธีประมุข” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี และ (2) ศึกษาแนวทางการบริหารชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนศรีประจันต์ “เมธีประมุข” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูของโรงเรียนศรีประจันต์ “เมธีประมุข” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี จำนวนทั้งสิ้น 53 คน โดยไม่รวมผู้วิจัย จำแนกเป็น (1) ฝ่ายบริหาร ประกอบด้วย ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 3 คน และ (2) ฝ่ายปฏิบัติการสอนหรือครู จำนวน 50 คน ผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง จำนวน 2 ฉบับ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">การบริหารชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนศรีประจันต์ “เมธีประมุข” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การเปิดรับการชี้แนะการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ การร่วมมือรวมพลังของสมาชิกชุมชนวิชาชีพ อยู่ในระดับมากที่สุด และต่ำสุดคือ การปฏิบัติที่มีเป้าหมายร่วมกัน อยู่ในระดับมาก</li> </ol> <p>2. แนวทางการบริหารชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียนศรีประจันต์ “เมธีประมุข” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี อภิปรายผลได้ดังนี้ (1) ผู้บริหารสถานศึกษาควรสร้างความเข้าใจให้บุคลากรในโรงเรียนทุกคนได้เข้าใจร่วมกันถึงเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจของโรงเรียน (2) ผู้บริหารสถานศึกษาและครูสนับสนุนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตั้งความคาดหวังเกี่ยวกับความสำเร็จของผู้เรียน (3) ผู้บริหารควรส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นทีม (4) ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการสร้างบรรยากาศในการทำงาน และ (5) ผู้บริหารสถานศึกษาควรมี การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหารและครูและระหว่างครูด้วยกันเอง</p> สุรารักษ์ โฉมกอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 การบริหารสถานศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ในเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 8 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1848 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารสถานศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้บริหารสถานศึกษาใน ในเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 8 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 และ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้บริหารสถานศึกษาในเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 8 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 กลุ่มประชากร 291 คน ได้แก่ ข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษาในเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 8 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ได้จากการประมาณค่าขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางเครซี่ และมอร์แกน (Krejcie, R. V., &amp; Morgan, D. W., 1970, p.607-610.) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 169 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> อัมรินทร์ เล้งคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 ทักษะการบริหารของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1546 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับทักษะการบริหารของผู้บริหารในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 2) ระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 และ 3) ทักษะการบริหารของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 297 คน จากประชากร 1,306 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วนของประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.927 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย &nbsp;ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณขั้นตอน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับทักษะการบริหารของผู้บริหาร โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งทักษะด้านการศึกษาและการสอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด&nbsp; รองลงมาคือทักษะด้านมโนภาพ และทักษะด้านความรู้ความคิด มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) ระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งการกำหนดมาตรฐานการศึกษมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือการจัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ และการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ทักษะการบริหารของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ เท่ากับ 0.890 ตัวแปรที่มีอิทธิพลในการทำนายตามลำดับจากมากที่สุด ได้แก่ ทักษะด้านเทคนิค&nbsp; ทักษะด้านความรู้ความคิด ทักษะด้านมนุษย์&nbsp; และทักษะด้านการศึกษาและการสอน&nbsp; เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสามารถพยากรณ์การดำเนินงานประกันคุณภาพภายได้ร้อยละ 79.10</p> Patcharaphon Chaporton ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 ความคาดหวังและความพึงพอใจของครูที่มีต่อการใช้ระบบสารสนเทศ Q-info ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1547 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความคาดหวังของครูที่มีต่อการใช้ระบบสารสนเทศ Q-info 2) ความความพึงพอใจของครูที่มีต่อการใช้ระบบสารสนเทศ Q-info และ 3) เปรียบเทียบความคาดหวังและความพึงพอใจของครูที่มีต่อการใช้ระบบสารสนเทศ Q-info ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 297 คน จากประชากร 1,306 คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าทดสอบที (t-test for Dependent Samples)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความหวังของครูที่มีต่อการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โปรแกรม Q-info อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า การพัฒนาครูให้เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ การดูแลนักเรียนทั่วถึงเพิ่มโอกาสการศึกษาเพื่อชีวิตอนาคตอย่างเท่าเทียม และการได้รับความเชื่อมั่นศรัทธาจากพ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) ระดับความเพิ่งพอใจของครูที่มีต่อการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โปรแกรม Q-info โดยรวมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการพัฒนาครูให้เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ การพัฒนาครูให้เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน และการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับความถนัดของนักเรียน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด</p> Patcharaphon Chaporton ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1548 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร 2) ระดับปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของครู และ 3) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 297 คน จากประชากร 1,105 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วนของประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.923&nbsp; สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (𝑥̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณขั้นตอน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก การสนับสนุนวัฒนธรรมองค์การที่มีประสิทธิผล มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ การจัดตั้งควบคุมองค์การให้สมดุล และการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) ระดับระดับปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ผู้บริหารสามารถบริหารจัดการดูแลในกระบวนการทำงานของบุคลากรให้ได้มาตรฐาน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด) รองลงมาคือ ผู้บริหารทำให้ครูมีความสุขและเกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานภายในสถานศึกษา และผู้บริหารทำให้ผู้รับบริการพึงพอใจในคุณภาพของงานบริการ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ เท่ากับ 0.887 ตัวแปรที่มีอิทธิพลในการทำนายตามลำดับจากมากที่สุด มุ่งเน้นการปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ สนับสนุนวัฒนธรรมองค์การที่มีประสิทธิผล และการบริหารทรัพยากรในองค์การ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสามารถพยากรณ์การดำเนินงานประกันคุณภาพภายได้ร้อยละ 78.70</p> Patcharaphon Chaporton ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 จรรยาบรรณวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1730 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาจรรยาบรรณวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา กลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารการศึกษา กลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครู และผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนกลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 118 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) จรรยาบรรณวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า จรรยบรรณวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ รองลงมา พบว่ามี 2 ข้อที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน ได้แก่จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ รองลงมาคือ จรรยาบรรณต่อตนเอง และจรรยาบรรณที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ จรรยาบรรณต่อสังคม 2) แนวทางการพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มกรุงธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 5 แนวทาง ได้แก่ 1) สร้างเครือข่ายกับผู้นำทางการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลด้านการศึกษา อย่างสม่ำเสมอ 2) ผู้บริหารควรมีวินัยในตนเอง มุ่งมั่นพัฒนาความรู้ ทักษะ และบุคลิกภาพให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวิชาชีพอยู่เสมอ 3) จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ออกแบบหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการและความแตกต่างของผู้เรียน&nbsp; 4) จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาตนเองร่วมกัน 5) ) เชิญบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในอาชีพต่างๆ มาเป็นวิทยากร หรือให้คำแนะนำแก่นักเรียนและสมาชิกในชุมชน</p> รสสุคนธ์ พิจอมบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรกลุ่มโรงเรียนอำเภอลำสนธิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1767 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรกลุ่มโรงเรียนอำเภอลำสนธิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 จำนวน 113 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรกลุ่มโรงเรียนอำเภอลำสนธิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความรับผิดชอบ รองลงมา คือ ด้านความสำเร็จในการทำงาน และด้านที่ต่ำที่สุด คือ ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน</li> <li class="show">แนวทางการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรกลุ่มโรงเรียนอำเภอลำสนธิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 มีแนวทาง ดังนี้ 1) ร่วมสร้างแนวทางการวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกให้บุคลากร 2) ให้ผู้อื่นร่วมแสดงความคิดเห็น 3) การทำงานด้วยความเต็มใจและให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนร่วมงานและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 4) ควรกระจายงานไปให้บุคลากรทุกคนเพื่อที่บุคลากรจะได้เต็มที่กับงานที่ได้รับมอบหมาย 5) อธิบายให้เห็นความสำคัญและคุณค่าของการได้เลื่อนขั้นในการปฏิบัติงาน 6) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาหรือเลื่อนขั้นตามเกณฑ์ต่าง ๆ และชี้แจงแนะนำให้บุคลากรเข้าใจอย่างชัดเจน</li> </ol> วิจิตรา เอี่ยมโอฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 การบริหารงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเถอละแม จังหวัดชุมพร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1777 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเรื่อง การบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอละแม จังหวัดชุมพร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) เพื่อศึกษาการบริหารงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอละแม จังหวัดชุมพร (2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอละแม จังหวัดชุมพร ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก นักวิชาการศึกษา ครู ผู้ดูแลเด็ก และคณะกรรมการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 60 คน ใช้เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>(1) การบริหารงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น อำเภอละแม จังหวัดชุมพร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการบังคับบัญชาสั่งการ รองลงมาคือ ด้านการวางแผน และด้านต่ำสุดคือ ด้านการประสานงาน</p> <p>(2) แนวทางการการบริหารงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอละแม &nbsp;จังชุมพร พบว่า (1) การวางแผนถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้สำเร็จลุล่วง (2) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กควรมีการจัดบุคลากรในการดำเนินงานครบถ้วนทุกฝ่าย ทุกหน้าที่ (3) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการกำหนดสายการบังคับบัญชาและให้คำปรึกษาแก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างชัดเจนเพื่อความคล่องตัว ในการบริหาร (4) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่เพื่อการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (5) บุคลากรที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กควรมีความเข้าใจที่ชัดเจนและรับรู้โดยทั่วกันกับการติดตามผลการประเมินพัฒนา หรือการประเมินการปฏิบัติงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก</p> อรทัย ดีเจย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร ในสหวิทยาเขตด่านช้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1802 <p>การวิจัย ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร ในสหวิทยาเขตด่านช้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตด่านช้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3&nbsp; (2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตด่านช้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 15 คน ข้าราชการครู จำนวน 148 คน รวมจำนวน 163 คน ใช้เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร ในสหวิทยาเขตด่านช้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการบริหารความเสี่ยง รองลงมา คือ ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และต่ำสุด คือ ด้านบรรยากาศองค์กรนวัตกรรม</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตด่านช้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 &nbsp;พบว่ามีแนวทางการพัฒนาดังต่อไปนี้ (1) ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภายใต้&nbsp; การกำหนดวิสัยทัศน์ให้สอดคล้องกับบริบทสถานศึกษา (2) เปิดโอกาสให้บุคลากรทาง การศึกษาทุกท่านได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างอิสระ (3) วิธีการดึงศักยภาพของบุคลากรที่มีความแตกต่างกันและสร้างพื้นที่ให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น (4) การพัฒนาการวางแผนวิเคราะห์ ระบุความเสี่ยงกำหนดแนวทางเพื่อที่จะป้องกันหรือลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหาย (5) จัดอบรมแก่บุคลากรทางการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการเรียนการสอนและการสื่อสารภายในสถานศึกษา (6) การสร้างขวัญและกำลังใจให้บุคลากรเพื่อให้เกิดความมุ่งมั่น ทุ่มเท และมีความสุขในการทำงาน</p> อุดมลักษณ์ ศรีพิมานวัฒน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 การบริหารงานวิชาการด้านการใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1807 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการด้านการใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการด้านการใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 จำแนกตามระดับการจัดการศึกษาและขนาดของโรงเรียน ประชากร ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 จาก 154 โรงเรียน ครูจำนวน 1,790 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้จากการประมาณค่าขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane, 1967, p.886.) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 441 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานวิชาการด้านการใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือนวัตกรรมทางการศึกษา รองลงมา คือสื่อทางการศึกษา และต่ำสุดคือเทคโนโลยีทางการศึกษา</li> <li>แนวทางการพัฒนา ที่ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นตรงกัน จำนวน 3 คน เกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการด้านการใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 มีแนวทางดังต่อไปนี้ (1) ผู้บริหารมีการประเมินสื่อและเทคโนโลยีที่ใช้ ให้ตรงกับตัวชี้วัดที่ครูสอน (2) ผู้บริหารเข้าไปประเมินการใช้สื่อการสอน จากในห้องเรียน (3) ผู้บริหารมีการให้ครูสรุปการไปอบรมทุกครั้ง (4) ครูมีนวัตกรรมทางการศึกษาแบบใหม่ อยู่เสมอ (5) ผู้บริหารมีการแนะนำ การพัฒนานวัตกรรม ของครูอยู่เสมอ</li> </ol> อุษาสิริ ประเสริฐจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 การบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1808 <p>การวิจัยเรื่องการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน&nbsp; มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการบริหารโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์&nbsp; สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และ 2) แนวทางในการพัฒนาการบริหารโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครู จำนวน 202 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;</p> <ol> <li class="show">สภาพการบริหารโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน พบว่า ระดับการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้าน&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลยุทธ์รองลงมา คือ ด้านโครงสร้างองค์การ และต่ำสุดคือ ด้านค่านิยมร่วม</li> </ol> <p>2. แนวทางในการพัฒนาการบริหารโรงเรียนวังไกลกังวลในพระบรมราชูปถัมภ์ สังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน มีดังต่อไปนี้ 1) ควรมีการจัดโครงสร้างการบริหารให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน 2) ควรมีรูปแบบการบริหารที่เป็นเอกลักษณ์ แบบมีส่วนร่วมและบูรณาการอย่างชัดเจนและปฏิบัติได้จริง 3) ควรมีรูปแบบการประเมินผู้เรียนพัฒนาการเรียนการสอน 4) ควรพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาตามสภาพจริง โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและสถานศึกษาที่เกี่ยวข้อง 5) ควรมีการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ 6) ควรสนับสนุนให้บุคลากรได้รับการพัฒนาศักยภาพในการทำงานทั้งในด้านวิชาการ คุณธรรมจริยธรรม จรรยาบรรณครู 7) บุคลากรควรได้รับการพัฒนาศักยภาพที่สอดคล้องกับงาน มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละ ส่งผลให้นักเรียน มีคุณภาพสู่ความเป็นเลิศ และ 8) ควรส่งเสริมความเข้มแข็งของโรงเรียนในการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ</p> <p>&nbsp;</p> พีระพงษ์ เย็นทรวง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในอำเภอดอนเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1822 <p>การวิจัยเรื่อง การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในอำเภอดอนเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในอำเภอดอนเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี และ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในอำเภอดอนเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ครูโรงเรียนในอำเภอดอนเจดีย์&nbsp; สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี จำนวน 2 โรงเรียน ประกอบด้วย ครูโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี จำนวนทั้งสิ้น 111 คนและครูโรงเรียนสระกระโจมโสภณพิทยา จำนวน 36 คน รวมทั้งสิ้น 147 คน ผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง จำนวน 2 ฉบับ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง&nbsp; สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่&nbsp; ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;</p> <ol> <li class="show">การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในอำเภอดอนเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี พบว่า ระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในอำเภอดอนเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรีโดยรวม ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านที่ 5 หลักความโปร่งใส อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านที่ 1 หลักความรับผิดชอบ อยู่ในระดับมากที่สุด และต่ำสุดคือ ด้านที่ 2 หลักการกระจายอํานาจ อยู่ในระดับมาก &nbsp;</li> <li class="show">แนวทางการพัฒนาการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนในอำเภอ ดอนเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี มีแนวทาง ดังต่อไปนี้ 1) มีขั้นตอนการแก้ปัญหาที่ชัดเจน รองรับปัญหาหรือเหตุการณ์ต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาและควบคุมความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับสถานศึกษาได้ 2) สถานศึกษาควรจัดทำคู่มือในการปฏิบัติงาน กำหนดขอบเขตของภาระงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น 3) ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมให้บุคลากรและนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วมประชุมกับคณะครูเพื่อให้มีส่วนในการรับรู้ในการจัดกิจกรรมของสถานศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา 4) สถานศึกษาควรจัดทำข้อมูลสารสนเทศของนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยใช้ข้อมูลด้านความต้องการ ความคาดหวังและความนิยมชมชอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อนำข้อมูลมากำหนดแผนกลยุทธ์และทิศทางของการดำเนินงาน ให้สอดคล้องต่อความต้องการของ ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 5) สถานศึกษาควรมีการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สามารถตรวจสอบการดำเนินการของสถานศึกษาได้ 6) ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนควรยึดหลักการครองตน ครองคน ครองงานมาใช้ในการปฏิบัติงานในสถานศึกษา 7) ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมให้บุคลากรและนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วมประชุมกับคณะครูเพื่อให้มีส่วนในการรับรู้ในการจัดกิจกรรมของสถานศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา 8) สถานศึกษาควรมีการส่งเสริมให้การจัดการความเสี่ยงเป็นวัฒนธรรมองค์กร 9) สถานศึกษาควรมีการวางแผนงานหรือโครงการเป็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและพัฒนากลวิธีใหม่ๆในการนำแผนไปปฏิบัติในการดำเนินงาน 10) สถานศึกษาควรจัดทำคู่มือการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับระเบียบของราชการ โดยมีการร่วมกันวางกรอบแนวปฏิบัติ ข้อบังคับ ข้อตกลงต่างๆ ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ และควรให้ความรู้ครูและบุคลากรเรื่องกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับต่างๆที่ใช้ในการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ</li> </ol> ณัฐวุฒิ เย็นทรวง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1823 <p>การวิจัยเรื่อง ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี และ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี ประชากรในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูของโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี จำนวนทั้งสิ้น 111 คน โดยไม่รวมผู้วิจัย จำแนกเป็น 1) ฝ่ายบริหาร ประกอบด้วย ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 5 คน และ 2) ฝ่ายปฏิบัติการสอนหรือครู จำนวน 106 คน ผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง จำนวน 2 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่&nbsp; ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1.ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี &nbsp;พบว่า ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านที่ 4&nbsp; ด้านการประสานงานการใช้หลักสูตร&nbsp; อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านที่ 2 ด้านการสื่อสารเป้าหมายของโรงเรียน อยู่ในระดับมาก ด้านที่ 1 ด้านการกำหนดเป้าหมายของโรงเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด&nbsp; ด้านที่ 5 ด้านการตรวจสอบความก้าวหน้าของนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่ 3 ด้านการนิเทศและการประเมินผลการสอน อยู่ในระดับมาก ด้านที่ 9 ด้านการจัดให้มีสิ่งจูงใจให้กับครู อยู่ในระดับมาก ด้านที่ 8 ด้านการพัฒนาและสร้างมาตรฐานวิชาการ อยู่ในระดับมาก ด้านที่ 6 ด้านการควบคุมการใช้เวลาในการสอน อยู่ในระดับมาก ด้านที่ 7 ด้านการส่งเสริมให้มีการพัฒนาวิชาชีพ อยู่ในระดับมาก และต่ำสุดคือ ด้านที่ 10 ด้านการจัดให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก</p> <p>2.แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ว่า แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี เป็นพหุแนวทาง ซึ่งจากการวิจัยพบว่าแนวทางในการพัฒนาพฤติกรรมผู้นำทางวิชาการมี 8 แนวทาง ดังนี้ 1) ผู้บริหารควรร่วมกับครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการศึกษานโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด และวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของโรงเรียน เพื่อสะท้อนปัญหา ข้อเสนอแนะ รวมทั้งกำหนดเป้าหมายของโรงเรียน ค่าเป้าหมายและเกณฑ์มาตรฐานด้านวิชาการ และการวัดผลประเมินผลนักเรียนร่วมกัน 2) ควรมีการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เป้าหมายของโรงเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น เช่น ประกาศ โปสเตอร์ หรือในเว็บไซต์ของโรงเรียน 3) ควรมีการกำหนดให้การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเป็นแผนงานที่ต้องดำเนินงานเป็นประจำทุกปีการศึกษา 4) ควรมีการสำรวจความพร้อมในการติดต่อสื่อสารและจัดให้มีกิจกรรมที่ให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียน 5) ควรมีการกำหนดปฏิทินวิชาการและกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนอย่างชัดเจนในทุกปีการศึกษา 6) ควรมีการสำรวจความต้องการและส่งเสริมให้ครูได้รับการอบรมและพัฒนาทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน 7) ควรมีการกำหนดให้มีการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร หรือสอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเลือกที่จะเรียนรู้ตามความต้องการและความถนัดของตนเองได้&nbsp; และ8) ควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมากที่สุด</p> เสาวลักษณ์ ชินวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 การพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ภาษาจีน https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/935 <pre class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwia9LbE7JGIAxX1R2wGHWp2KSMQ3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาจีนระดับอนุบาล 2) เพื่อจัดทำแนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาจีนระดับอนุบาล ผู้ตอบแบบสอบถามในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ได้แก่ 31) ผู้ปกครองนักเรียน 219 คน; 2) ครูสอนชั้นอนุบาล 34 คน ได้มาจากเทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น<br></span></pre> <pre class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwia9LbE7JGIAxX1R2wGHWp2KSMQ3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">ใช้โรงเรียนอนุบาลหลิวเฉิงเป็นกรณีศึกษา เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบสอบถามคำถามที่มีระดับคะแนน 5 ระดับ และ 2) ชุดคำถามสำหรับผู้เชี่ยวชาญการสนทนากลุ่ม 3 คน ข้อมูลและข้อมูลที่รวบรวมนำมาวิเคราะห์และนำเสนอในรูปแบบความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาครั้งนี้ระบุว่า:<br></span></pre> <pre class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwia9LbE7JGIAxX1R2wGHWp2KSMQ3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">1) เชี่ยวชาญปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ภาษาก่อนวัยเรียนและคุณลักษณะของการเรียนรู้ภาษาก่อนวัยเรียนให้อยู่ในระดับ "ระดับสูง" นอกจากนี้ความต้องการดำเนินกิจกรรมฝึกอบรมภาษาในชีวิตประจำวัน ได้รับการจัดอันดับในระดับ "สูง" ด้วย 2) แนวปฏิบัติสำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาจีนที่สร้างขึ้นจำนวน 3 หน่วย คือ 1) เป้าหมายการฝึกความสามารถทางภาษาสำหรับเด็กอายุ 3 ถึง 6 ปี<br></span></pre> <pre id="tw-target-text" class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwia9LbE7JGIAxX1R2wGHWp2KSMQ3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">2) บูรณาการทรัพยากรในด้านต่างๆ และคัดแยกการรวบรวมกิจกรรมทางภาษาในชีวิตประจำวันของเด็ก โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ โรงเรียนอนุบาล และครอบครัว 3) ปรับปรุงมาตรฐานการประเมินภาษาที่มีอยู่ ทั้งสามหน่วยได้รับการประเมินและรับรองโดยผู้เชี่ยวชาญในด้านความถูกต้องและความเหมาะสมของเนื้อหา และนำเสนอในรูปแบบค่า IOC ตั้งแต่ 0.67 ถึง 1.00 ซึ่งหมายความว่าแนวทางดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาจีนระดับอนุบาลได้</span></pre> <pre id="tw-target-text" class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwia9LbE7JGIAxX1R2wGHWp2KSMQ3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">&nbsp;</span></pre> <pre id="tw-target-text" class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwia9LbE7JGIAxX1R2wGHWp2KSMQ3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">&nbsp;</span></pre> <pre id="tw-target-text" class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwia9LbE7JGIAxX1R2wGHWp2KSMQ3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">&nbsp;</span></pre> Nithipattara Balsiri ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4 การพัฒนาแนวทางการจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมทักษะการวาดภาพด้วยตนเอง https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/936 <pre class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwiClJSJm5SIAxWswjgGHSlBNW0Q3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อสำรวจปัญหาการพัฒนาทักษะการวาดภาพด้วยตนเองของนักเรียนระดับประถมศึกษา และ 2) เพื่อจัดการกลยุทธ์เพื่อพัฒนาทักษะการวาดภาพของนักเรียนระดับประถมศึกษา และเพื่อตรวจสอบปัญหาที่มีอยู่ในกระบวนการ ของการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างสำหรับการสำรวจครั้งนี้ประกอบด้วยนักเรียน 309 คน และครู 28 คน<br></span></pre> <pre class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwiClJSJm5SIAxWswjgGHSlBNW0Q3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">ความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามได้รับการประเมินโดยใช้ระดับคะแนน Likert ห้าจุด และข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมได้รับการวิเคราะห์ ตีความ และนำเสนอในรูปแบบของการนับความถี่ เปอร์เซ็นต์ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถูกต้องและการบังคับใช้ของคู่มือการใช้งานเพื่อปรับปรุงความสามารถในการวาดภาพของนักเรียนได้รับการประเมินผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาของความคิดเห็นและแนวคิดของการอภิปรายกลุ่มโฟกัสทั้งสาม และได้รับอนุมัติจากคณะศึกษาศาสตร์ I0C Index<br></span></pre> <pre class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwiClJSJm5SIAxWswjgGHSlBNW0Q3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">ข้อค้นพบที่สำคัญของการวิจัยครั้งนี้ มีดังนี้ 1) การสอนศิลปะช่วยปลูกฝังทักษะจินตนาการและการสังเกตของนักเรียน ในกระบวนการสอนศิลปะ จินตนาการและทักษะการสังเกตของนักเรียนมีความสำคัญอย่างยิ่ง 2) การสอนศิลปะช่วยชี้แนวทางการพัฒนาความสนใจของนักเรียน และความสนใจคือครูที่ดีที่สุด วิธีการกระตุ้นความสนใจของนักเรียนในการเรียนรู้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสอนศิลปะ<br></span></pre> <pre id="tw-target-text" class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwiClJSJm5SIAxWswjgGHSlBNW0Q3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">เอกสารนี้จะระบุหลักการและแนวทางปฏิบัติหลักที่ควรรวมอยู่ในคู่มือนี้ผ่านการทบทวนวรรณกรรมที่ครอบคลุม การศึกษาศิลปะ การจัดการเชิงกลยุทธ์ และกลยุทธ์การสอนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา นอกเหนือจากการขอความคิดเห็นจากครูศิลปะที่มีประสบการณ์ที่ Yuanqu County Central โรงเรียนประถมศึกษาเพื่อให้แน่ใจว่าการนำคู่มือนี้ไปปฏิบัติในห้องเรียนเป็นไปตามเป้าหมายและนำไปปฏิบัติได้จริง</span></pre> <pre id="tw-target-text" class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwiClJSJm5SIAxWswjgGHSlBNW0Q3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">&nbsp;</span></pre> <pre id="tw-target-text" class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwiClJSJm5SIAxWswjgGHSlBNW0Q3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">&nbsp;</span></pre> <pre id="tw-target-text" class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="Translation" aria-label="Translated text" data-ved="2ahUKEwiClJSJm5SIAxWswjgGHSlBNW0Q3ewLegQIBxAU"><span class="Y2IQFc" lang="th">&nbsp;</span></pre> Nithipattara Balsiri ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 3 4