วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac <p><strong>Journal of the Graduate Arts Club<br />วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์<br /></strong></p> <p>ISSN 2985-0533 (Online)<br /><br /><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์เผยแพร่</strong><strong><br /></strong> "วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์" เป็นวารสารสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาผู้สนใจทั่วไปและแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผลงานในเชิงบูรณาการหลักการบริหารจัดการนิติบุคคล รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา พัฒนาสังคม การศึกษา และสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์ที่เชื่อมโยงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกให้กับปัญหาที่อยู่ในความสนใจของสังคม มีกำหนดเผยแพร่วารสารฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 4 ฉบับ ทั้งนี้ผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง</p> th-TH JOTGAC.4.2566@gmail.com (ดร.สมบัติ เดชบำรุง) JOTGAC.4.2566@gmail.com (ดร.สมใจ เดชบำรุง) Tue, 31 Mar 2026 15:11:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1851 <p>การวิจัยเรื่องการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี และ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี ประชากรในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูของโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี จำนวนทั้งสิ้น &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;111 คน&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง&nbsp; สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่&nbsp; ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ การวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1.การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในโลกดิจิทัลอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ความเข้าใจในความรู้และทักษะความสามารถของคนในสถานศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด&nbsp; การมีวิสัยทัศน์ในยุคดิจิทัลอยู่ในระดับมากที่สุด การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัลและการปรับปรุงอย่างเป็นระบบอยู่ในระดับมากที่สุด&nbsp; และต่ำสุดคือ การปฏิบัติที่เป็นเลิศอย่างมืออาชีพในยุคดิจิทัลอยู่ในระดับมาก</p> <ol start="2"> <li class="show">แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี มีแนวทางดังต่อไปนี้ 1) ผู้บริหารควรอำนวยความสะดวกในการบริหารสถานศึกษาด้วยนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและบรรลุวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) ผู้บริหารสถานศึกษาต้องพัฒนาตนเองให้มีวิสัยทัศน์ ตระหนัก เห็นความสำคัญ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสถานศึกษาด้วยนวัตกรรมดิจิทัล และ3) ผู้บริหารควรกำหนดวิสัยทัศน์ของสถานศึกษาให้ชัดเจนว่าต้องการไปในทิศทางใด และจะนำมาใช้กับการบริหารสถานศึกษาในเรื่องใดบ้าง</li> </ol> <p><strong>คำสำคัญ : การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล</strong></p> ชาริตา พลายละหาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1851 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1852 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร 2) แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร โดยใช้โรงเรียนทุ่งทรายวิทยาเป็นหน่วยวิเคราะห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร ผู้ให้ข้อมูลคือผู้บริหารและข้าราชการครูโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร จำนวน 68 คน สถิติที่ใช้<br>ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนทุ่งทราย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และ 2. แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร มีพหุแนวทาง ดังนี้ 1) ผู้บริหารควรพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 2) ผู้บริหารควรศึกษาแนวโน้มทางการศึกษาและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน 3) ผู้บริหารควรเปิดรับข้อเสนอแนะจากครู นักเรียน และผู้ปกครองเพื่อพัฒนาโรงเรียน 4) ผู้บริหารควรมีความยืดหยุ่นในการบริหารงาน ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง 5) ผู้บริหารควรปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์ 6) ผู้บริหารควรสนับสนุนการทำงานแบบมีส่วนร่วมและส่งเสริมให้บุคลากรรู้สึกมีคุณค่า 7) ผู้บริหารควรส่งเสริมสวัสดิการและโอกาสทางการพัฒนาสำหรับบุคลากรและนักเรียน 8) ผู้บริหารควรแนะแนวทางช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่บุคลากรและนักเรียนในยามจำเป็น <br>9) ผู้บริหารควรใช้ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากรและกระตุ้นให้บุคลากรมีความมุ่งมั่น 10) ผู้บริหารควรสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการศึกษา 11) ผู้บริหารควรเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายนอก 12) ผู้บริหารควรวางตนให้เหมาะสมและสามารถปรับตัวเข้ากับบุคคลทุกกลุ่มได้</p> รัชฎาภรณ์ สิทธิกา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1852 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลด้านการมีส่วนร่วมของครู โรงเรียนวัดสีสุก เขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1854 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาเรื่องการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลตามด้านการมีส่วนร่วมของครู โรงเรียนวัดสีสุก เขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนา การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลตามด้านการมีส่วนร่วมของครู โรงเรียนวัดสีสุก เขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร <strong>ประชากร</strong> ได้แก่ ผู้บริหารและครู โรงเรียนวัดสีสุก เขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลตามด้านการมีส่วนร่วมของครู โรงเรียนวัดสีสุก เขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 4.20 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการเปิดเผยและให้บริการข้อมูลข่าวสารแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รองลงมา คือ ด้านกลไกสนับสนุนและเสริมสร้างศักยภาพการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และต่ำสุด คือ การรับฟังและบริหารจัดการข้อคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. แนวทางการพัฒนาการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลตามด้านการมีส่วนร่วมของครู โรงเรียนวัดสีสุก เขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร ดังต่อไปนี้ (1) ส่งเสริมให้ครูมีพื้นที่แสดงความเห็นอย่างปลอดภัยและเคารพกัน (2) การมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนแรก (3) สร้างช่องทางสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ เช่น กลุ่มเฟซบุ๊ก กลุ่มไลน์ หรือกล่องรับความคิดเห็นเพื่อให้ครูรู้สึกสบายใจในการแสดงความเห็น (4) สรุปผลการติดตาม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และประเมินผลการปฏิบัติงานของครูในที่ประชุมใหญ่ของคณะครู โดยไม่ระบุชื่อรายบุคคล เพื่อสร้างความโปร่งใส&nbsp; (5) ติดตามและประเมินผลการพัฒนาอย่างเป็นระบบ</p> พิไลพร นิ่งพุทซา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1854 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 34 เขตมีนบุรี สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1855 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 34 เขตมีนบุรี สังกัดกรุงเทพมหานคร และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 34 เขตมีนบุรี สังกัดกรุงเทพมหานคร ประชากร ได้แก่ ข้าราชการครูในกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 34 เขตมีนบุรี สังกัดกรุงเทพมหานคร จาก 7 โรงเรียน จำนวน 313 คน กลุ่มตัวอย่างได้จากการประมาณค่าขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางของเครซี่ และมอร์แกน (Robert V. Krejcie and Daryle W. Morgan, 1970 P. 608) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 175 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 34 เขตมีนบุรี สังกัดกรุงเทพมหานครโดยรวม มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านที่ 7 การพัฒนาศักยภาพบุคลากร รองลงมา คือ ด้านที่ 2 การสื่อสารและจูงใจ และต่ำสุด คือ ด้านที่ 1 มุ่งผลสัมฤทธิ์</li> <li class="show">แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 34 เขตมีนบุรี สังกัดกรุงเทพมหานคร มีแนวทาง ดังนี้ 1) เปิดโอกาสให้ครูได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์โดยการประชุม อภิปราย และหาแนวทางการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนร่วมกัน 2) ควรชื่นชมและให้กำลังใจบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่การให้บริการโดยการมอบรางวัลเพื่อเป็นการยกย่องและกำลังใจแก่บุคลากร 3) ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ และฝึกทักษะการฟังตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับสูง เพื่อประโยชน์สูงสุดของการบริหารงานในสถานศึกษา 4) รับฟังความคิดเห็นโดยยอมรับข้อตกลงร่วมกันในทีม โดยมีผู้บริหารเป็นผู้รับข้อเสนอแนะด้วยความเป็นธรรม 5) ฝึกทักษะกระบวนการวิเคราะห์ ตีความ โดยใช้หลักการจับใจความสำคัญ โดยพิจารณาเหตุต่างๆ ตามบริบท และอธิบายอย่างมีเหตุผล 6) ควรปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน โดยหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้กับบุคลากร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารงานในสถานศึกษา 7) ผู้บริหารสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยให้วิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อย โดยส่งเสริมจุดเด่นของบุคลากร และแก้ไขจุดด้อยของบุลากรโดยการอบรม สัมมนา และศึกษาดูงาน 8) จัดประชุมเพื่อหารือการจัดทำแผนสำรองเพื่อปรับปรุง และพัฒนางานในส่วนที่บกพร่องเพื่อให้การบริหารงานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี</li> </ol> พงศ์พาณิชย์ รักใคร่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1855 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายที่ 2 ดอนยาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1885 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายที่ 2&nbsp; ดอนยาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 2. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายที่ 2 ดอนยาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายที่ 2 ดอนยาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1&nbsp; จำนวน 50 คน เครื่องมือที่่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายที่ 2&nbsp; ดอนยาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายที่ 2 ดอนยาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 คือ 1) ผู้บริหารควรจัดอบรมเกี่ยวกับชีวิตหลังเกษียณ 2) จัดทำโครงการส่งเสริมพัฒนาบุคลากรในการส่งเอกสารขอรับบำเหน็จบำนาญ ให้ครูได้รับสิทธิ์อย่างถูกต้อง &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3) สร้างขวัญกำลังใจและให้คำแนะนำในกรณีจำเป็นต้องออกจากงานด้วยเหตุผลบางประการ</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : การบริหารงานบุคคล</p> ชลธิชา นาควัชระ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1885 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายคุณภาพการศึกษาวังสมบูรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1886 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. การใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายคุณภาพการศึกษาวังสมบูรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. แนวทางการพัฒนาการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มเดียวกัน ประชากรในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารและข้าราชการครูในกลุ่มเครือข่ายฯ จำนวน 91 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ ภาระรับผิดชอบและตรวจสอบได้, ประสิทธิภาพ, คุณธรรมและจริยธรรม, ความเสมอภาค, ประสิทธิผล, ความโปร่งใส, การตอบสนอง, การมีส่วนร่วมและฉันทามติ, นิติธรรม และการกระจายอำนาจ&nbsp; &nbsp;2. แนวทางการพัฒนา ได้แก่&nbsp; &nbsp;&nbsp;1) บริหารโปร่งใส ตรวจสอบได้ ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า&nbsp; &nbsp;2) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน&nbsp; 3) เน้นผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและบทบาทของครู&nbsp; 4) สร้างความเท่าเทียมในการจัดการศึกษา&nbsp; 5) บริหารแบบยืดหยุ่น ทันต่อการเปลี่ยนแปลง</p> นายอดิศร เจริญยิ่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1886 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กลุ่มเครือข่ายคุณภาพการศึกษาวังสมบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1888 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กลุ่มเครือข่ายคุณภาพการศึกษาวังสมบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 เครือข่ายคุณภาพการศึกษาวังสมบูรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 ปีการศึกษา 2567 ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 1 ฉบับ วิเคราะห์ด้วยสถิติ ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยอย่างง่าย ผลวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารงานตามหลักสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 เครือข่ายคุณภาพการศึกษาวังสมบูรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด 3 ด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ด้านการบริการที่ดี ด้านการพัฒนาตนเอง และระดับมาก คือ ด้านการทำงานเป็นทีม 2. แนวทางการพัฒนาการบริหารงานตามหลักสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 เครือข่ายคุณภาพการศึกษาวังสมบูรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 ได้ 5 แนวทาง ดังนี้&nbsp; (1) การกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนและใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ (2) การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้และบริการ โดยเน้นทักษะแห่งอนาคตและการใช้เทคโนโลยี (3) การส่งเสริมความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านช่องทางสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (4) การพัฒนาทุนมนุษย์ในองค์กร ทั้งในด้านแรงจูงใจ วัฒนธรรมองค์กร และการทำงานร่วมกัน และ (5) การเสริมสร้างภาวะผู้นำและความเป็นมืออาชีพของบุคลากรผ่านการอบรมและการสร้างเครือข่ายวิชาชีพ</p> เจนจิรา เจริญยิ่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1888 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานพัสดุในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1895 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานพัสดุในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานพัสดุในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ เจ้าหน้าที่พัสดุ และผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พัสดุในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี จำนวน 140 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล&nbsp; ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.สภาพการบริหารงานพัสดุในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการวางแผนและกำหนดความต้องการพัสดุ รองลงมาคือ ด้านการเบิก-จ่ายพัสดุ และต่ำสุดคือ ด้านการบำรุงรักษาพัสดุ</p> <ol start="2"> <li class="show">แนวทางการพัฒนาการบริหารงานพัสดุในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี 1) โรงเรียนควรจัดทำแผนปฏิบัติการที่คลอบคลุมและชัดเจน โดยให้กลุ่มงานและกลุ่มสาระมีส่วนร่วมในการดำเนินการ 2) ผู้บริหารควรส่งเสริมการจัดอบรมเกี่ยวกับงานพัสดุ กฎหมายและระบบอิเล็กทรอนิคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานพัสดุให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง 3)โรงเรียนควรขอความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงเรียนใกล้เคียงหรือเขตพื้นที่การศึกษามาตรวจรับพัสดุ หากในโรงเรียนมีบุคลากรไม่เพียงพอหรือไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ 4) หากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีงบประมาณมาก ผู้บริหารควรพิจารณาการจ้างเจ้าหน้าที่พัสดุมารับผิดชอบโดยตรงเพื่อแบ่งเบาภาระครู 5) สร้างความตะหนักให้กับครูและนักเรียนในการเบิก-จ่าย ให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด 6) ผู้บริหารจำเป็นต้องกำกับดูแล และควบคุม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ให้ยึดตามระเบียบและกฎหมายเป็นหลัก ยึดถือความถูกต้องมากกว่าถูกใจ 7) โรงเรียนควรนำระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารงานพัสดุ เพื่อให้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น</li> </ol> วณัชฌาณ์ วาสิงหน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1895 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1897 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร จำนวน 48 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1) สมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านที่ 5 การทำงานเป็นทีม รองลงมา คือ ด้านที่ 4 การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านที่ 2 การบริการที่ดี</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีแนวทางการพัฒนาดังนี้ ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ 1) ผู้บริหารควรมีวิธีการในการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถานศึกษา 2) ผู้บริหารควรมี การพัฒนาระบบและเครื่องมือการติดตามการประเมินผลที่ชัดเจนอย่างเป็นระบบ 3) ควรมีการอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับผู้บริหารเกี่ยวกับการประเมินผลเชิงพัฒนา 4) อบรมการใช้เครื่องมือการติดตามผล ให้กับผู้บริหารและบุคลากร เพื่อให้ทุกคนมีทักษะในการใช้เครื่องมือ 5) การจัดการประชุมหรือการทบทวน ผลการปฏิบัติงานเป็นประจำ ด้านการบริการที่ดี 1) ผู้บริหารควรมีการประชุมผู้ปกครองหรือการเปิด ช่องทางแสดงความคิดเห็นจากผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 2) ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนหรือ ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกิจกรรมการวางแผนและการจัดการศึกษา 3) ปรับปรุงการบริการให้ตรงกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลง 4) ควรมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของผู้รับบริการ ด้านการสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ 1) มีการจัดทำแผนการพัฒนาของผู้บริหารด้านการเรียนรู้วิชาการใหม่ ๆ 2) จัดอบรม สัมมนาผู้บริหาร 3) ผู้บริหารนำเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือบริหารงานในการบริหารงาน 4) สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในสถานศึกษา เกี่ยวกับการ<br>ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ 5) จัดอบรมผู้บริหารใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ด้านความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม 1) ผู้บริหารควรจัดทำหรือทบทวนข้อตกลง จรรยาบรรณร่วมกับคณะครูที่ชัดเจน และใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจหรือพิจารณาความประพฤติ 2) จัดฝึกอบรมด้านจริยธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพ 3) สถานศึกษายกย่อง ประกาศเกียรติคุณให้แก่บุคลากรที่ ปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณ 4) ผู้บริหารเป็นแบบอย่างด้านจริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ 5) สถานศึกษา สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณธรรม ด้านการทำงานเป็นทีม 1) ผู้บริหารสนับสนุนให้ครูและบุคลากร เกิดการทำงานเป็นทีม และเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษา 2) ส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความภาคภูมิใจและแรงจูงใจ ส่งผลต่อการพัฒนาสถานศึกษา 3) สร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งความร่วมมือ เพื่อบริหารความขัดแย้ง เป็นความร่วมมือแทน<br>คำสำคัญ : สมรรถนะหลักในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา<br><br></p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>1 นักศึกษาปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์</p> <p>2 อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร. สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์</p> กชชญา วิชญะปรียา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1897 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1906 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำdรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร&nbsp; สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล รองลงมา คือ ด้านการ กระตุ้นทางปัญญา และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีแนวทางดังต่อไปนี้ 1) ผู้บริหารเป็นแบบอย่างที่ดีในการครองตน ครองคน ครองงาน มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติงาน เป็นที่ยอมรับจากครู ผู้ปกครองและเครือข่าย 2) ผู้บริหารใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมและมีความยุติธรรมและปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับทุกคน 3) ผู้บริหารให้ความสำคัญต่อค่านิยมที่ดีงามและส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติตาม สร้างวัฒนธรรมการทำงานเชิงlร้างสรรค์เพื่อพัฒนาองค์กรให้เอื้อต่อการปฏิบัติงาน 4) ผู้บริหารมีการวิเคราะห์ผู้ร่วมงานแต่ละบุคคล มีความเข้าใจและยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล และทราบถึงศักยภาพและความสามารถของผู้ร่วมงานแต่ละบุคคล 5) ผู้บริหารมีการวิเคราะห์ผู้ร่วมงานแต่ละบุคคลมีความเข้าใจและยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล และทราบถึงศักยภาพและความสามารถของผู้ร่วมงานแต่ละบุคคล 6) ผู้บริหารสร้างโอกาสให้ผู้ร่วมงานประสบความสำเร็จในการทำงาน และสนับสนุนการทำงานรูปแบบต่าง ๆ แสดงความชื่นชมผลการปฏิบัติงานของผู้ร่วมงานแม้มีข้อผิดพลาดบ้าง 7) ผู้บริหารมอบหมายหน้าที่ให้ตรงตามความรู้ ความสามารถหรือความถนัดของแต่ละบุคคล และสามารถทำงานร่วมกับผู้ร่วมงานทุกคนได้อย่างราบรื่น</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะผู้นำ, ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง, ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา</p> อารียา นวานุช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1906 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารความขัดแย้งของครูโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1910 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารความขัดแย้งของครูโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร 2) แนวทางการจัดการการลดความขัดแย้งของครูโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร โดยใช้โรงเรียนทุ่งทรายวิทยาเป็นหน่วยวิเคราะห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารความขัดแย้งของครูโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและข้าราชการครู ของโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร จำนวน 68 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br>ผลการวิจัยพบว่า 1)การบริหารความขัดแย้งของครูโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2)แนวทางการลดความขัดแย้งของครูโรงเรียนทุ่งทรายวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร มีพหุแนวทาง ดังนี้ 1) มีความมั่นใจและยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้อง 2) สื่อสารอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา 3) มีจุดยืนและกล้าปฏิเสธในเรื่องที่ไม่สมควร 4) สร้างความเข้าใจและสื่อสารอย่างชัดเจน 5) สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความร่วมมือและความรับผิดชอบ 6) สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือและเคารพซึ่งกันและกัน 7) พัฒนาภาวะผู้นำและส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม 8) ใช้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและยุติธรรม 9) หาวิธีการให้ทุกฝ่ายยอมรับ ซึ่งกันและกัน</p> นันทนัช เอกภูธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1910 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของครูในการปฏิบัติงานในโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1912 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การมีส่วนร่วมของครูในการปฏิบัติงานในโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการ<br>มีส่วนร่วมของครูในการปฏิบัติงานในโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูของโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 จำนวน 92 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้<br>ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;</p> <ol> <li class="show">การมีส่วนร่วมของครูในการปฏิบัติงานในโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี โดยรวม ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน รองลงมา คือ การมีส่วนร่วมในการประเมินผล และการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ตามลำดับ โดยพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ</li> <li class="show">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการปฏิบัติงานในโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี มีแนวทาง ดังต่อไปนี้&nbsp; 1) การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ครูมีส่วนร่วมในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลของกิจกรรม ครูมีส่วนร่วมในการวางแผนจัดสรรงบประมาณและทรัพยากร ครูมีส่วนร่วมในการแบ่งบทบาทหน้าที่ ภาระงานและมอบหมายผู้รับผิดชอบ 2) การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ครูได้ปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ครูมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมด้วยความเต็มใจและเต็มความสามารถ <br>ครูมีการบูรณาการการทำงานในทิศทางเดียวกันและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจกรรม 3) การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ครูมีส่วนร่วมการให้ความเห็นชอบโครงการและกิจกรรม ครูมีความพึงพอใจในประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติงาน 4) การมีส่วนร่วมในการประเมินผล ครูมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน และครูมีส่วนร่วมในการสะท้อนผลการดำเนินงานเพื่อปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการดำเนินงาน</li> </ol> วีระยุทธ โพธิ์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1912 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนพระนารายณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1919 <p>การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนพระนารายณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 จำนวน 103 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br>ผลการวิจัยพบว่า<br>1. สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนพระนารายณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก และรายด้านอยู่ ในระดับมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา รองลงมาคือด้านความเป็นผู้นําทางวิชาการ และด้านที่ต่ำที่สุดคือด้านการบริหารสถานศึกษา<br>2. พบว่าแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนพระนารายณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 มีแนวทางดังนี้ 1) เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญต่อการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในทุกด้าน โดยยึดหลักว่า “จะพัฒนาใครเขาต้องพัฒนาตัวเราก่อน” 2) หาแนวทางการพัฒนาการระดมทรัพยากรเพื่อการบริหารจัดการศึกษาในโรงเรียน 3) มีการแผนการควบคุมและกำกับติดตาม 4) มอบหมายให้ครูผู้สอนทุกคนออกแบบการเรียนการสอน 5) มีการจัดทำแผนปฏิบัติการของโรงเรียนให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานและมาตรฐานและตัวบ่งชี้ในการประเมินคุณภาพ 6) รู้จักยืดหยุ่นตามเหตุการณ์ ทนทานต่อปัญหาและอุปสรรค</p> สุธาทิพย์ ชุ่มสูงเนิน, อารมณ์ จินดาพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1919 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนหอวัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1922 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1.) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนหอวัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต2 (2.) เพื่อศึกษาหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนหอวัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โดยได้ศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของ บาสและอโวลิโอ โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ประชากรคือครูโรงเรียนหอวัง จำนวน 220 คน โดยผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือเกี่ยวกับสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์ จำนวน 2 ฉบับ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนหอวัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ รองลงมา คือ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และต่ำสุดคือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ</p> <ol start="2"> <li class="show">พบว่าแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนหอวัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร&nbsp; เขต 2 จากความคิดเห็นของผู้ทรงวุฒิเหมือนกันทั้ง&nbsp; 3 ท่าน ดังนี้ (1) ส่งเสริมให้บุคลากรมีการพัฒนาตนเองในด้านวิชาชีพ (2) ติดตามให้กำลังใจขณะทำงานของบุคลากรที่ปฏิบัติงานทุกคน (3) ผู้บริหารและครูวางแผน หาวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน (4) ให้คำปรึกษาและแนวทางในการช่วยเหลือบุคลากร</li> </ol> <p>คำสำคัญ : ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนหอวัง&nbsp;</p> ธีระวัฒน์ หนูขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1922 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนสันติสุข สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1949 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การตัดสินใจของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มสันติสุข สังกัดสำนักงาน&nbsp;&nbsp; เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต2&nbsp; และ 2) แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มสันติสุข สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 ตามแนวคิด ของวรูม และ แยตตัน (Vroom &amp; Yetton, 1973, 156)<strong> ประชากร</strong> ได้แก่ ครูในกลุ่มโรงเรียนสันติสุข สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 จำนวน 127 คน <strong>กลุ่มตัวอย่าง</strong> ได้จากการประมาณค่าขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางเครซี่และมอร์แกน (Robert V. Krejcie, and Daryle W. Morgan.1970:608) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li class="show">พฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนสันติสุข สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้บริหาร ใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วตัดสินใจเอง รองลงมา คือ ผู้บริหารหารือกับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นรายบุคคลแล้วตัดสินใจเอง และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ</li> <li class="show">แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนสันติสุข สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 มีพหุแนวทาง ดังต่อไปนี้ (1) ผู้บริหารศึกษาความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจ (2) ผู้บริหารตัดสินใจเลือกทางเลือกที่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ (3) ผู้บริหารชี้แจงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับทราบถึงทางเลือกที่ผู้บริหารเลือก (4) ผู้บริหารนำกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาประเมินข้อมูลเหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมาทุกแง่มุมด้วยความรอบคอบ (5) ผู้บริหารจัดให้มีสายงานปรึกษาหารือการบริหารงานในโรงเรียน (6) ผู้บริหารแบ่งแยกหน่วยงานย่อยในโรงเรียนอย่างเหมาะสม (7) ผู้บริหารจัดให้มีการทำงานโดยไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันในแต่ละแผนงาน (8) ผู้บริหารมีการระดมสมองจากผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหาที่หลากหลาย (9) ผู้บริหารช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการปฏิบัติ งานของผู้ร่วมงาน (10) ผู้บริหารให้ครูมีส่วนร่วมในการกำหนดวัตถุประสงค์ กลยุทธ์ เป้าหมายและวิธีการทำงาน</li> </ol> สุธินี เที่ยงทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชมรมบัณฑิตศิลป์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jotgac/article/view/1949 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700