ปัจจัยทำนายการปรับตัวในโรงเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในช่วงการเปลี่ยนผ่าน เข้าสู่โรงเรียนใหม่: การรับรู้สภาพแวดล้อม โอกาสในการมีส่วนร่วม และระบบสนับสนุน
คำสำคัญ:
การปรับตัวในโรงเรียน;, การเปลี่ยนผ่านทางการศึกษา, สภาพแวดล้อมทางการศึกษา, การมีส่วน ร่วมในกิจกรรม, นักเรียนมัธยมศึกษาบทคัดย่อ
การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โรงเรียนใหม่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อการปรับตัวด้านอารมณ์ สังคม และการเรียนรู้ของนักเรียน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ของนักเรียนต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพของโรงเรียน ระดับความท้าทายในการมีส่วนร่วมในกิจกรรม และการปรับตัวในโรงเรียนในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โรงเรียนใหม่ รวมทั้งเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่สามารถทำนายระดับการปรับตัวของนักเรียน โดยอาศัยกรอบแนวคิดด้านการปรับตัวในโรงเรียนและการสนับสนุนทางจิตสังคมการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลจากนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานครจำนวน 370 คน ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่รับรู้สภาพแวดล้อมทางกายภาพของโรงเรียนในระดับปานกลางมีความท้าทายในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมในระดับตํ่า และมีระดับการปรับตัวในโรงเรียนอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง ปัจจัยที่สามารถทำนายระดับการปรับตัวของนักเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ การรับรู้สภาพแวดล้อมทางกายภาพของโรงเรียน ระดับความท้าทายในการมีส่วนร่วมในกิจกรรม และจำนวนชั่วโมงการนอนต่อวัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมและระบบสนับสนุนภายในโรงเรียนที่เอื้อต่อการปรับตัวและสุขภาวะของนักเรียนในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โรงเรียนใหม่
เอกสารอ้างอิง
Deci, E. L., & Ryan, R. M. (1985). Intrinsic motivation and self-determination in human behavior.
Springer. https://doi.org/10.1007/978-1-4899-2271-7
Earthman, G. I. (2002). School facility conditions and student academic achievement.
https://escholarship.org/uc/item/5sw56439
Fischer, A. H., Kret, M. E., & Broekens, J. (2018). Gender differences in emotion perception and
self-reported emotional intelligence: A test of the emotion sensitivity hypothesis. PLOS
ONE, 13(1), e0190712. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0190712
Fredricks, J. A., Blumenfeld, P. C., & Paris, A. H. (2004). School engagement: Potential of the
concept, state of the evidence. Review of Educational Research, 74(1), 59–109.
https://doi.org/10.3102/00346543074001059
Hodson, D. (2008). Towards scientific literacy. Brill. https://doi.org/10.1163/9789087905071
Meece, J. L., & Eccles, J. S. (Eds.). (2010). Handbook of research on schools, schooling, and
human development. Routledge. https://doi.org/10.4324/9780203874844
Owen, S., Dickson, D., Stanisstreet, M., & Boyes, E. (2008). Teaching physics: Students’ attitudes
towards different learning activities. Research in Science & Technological Education,
(2), 113–128. https://doi.org/10.1080/02635140802036734
Phudphong, M., & Ruangmontri, K. (2020). The development of student care and support
system using professional learning community for teachers under the Secondary
Education Service Area Office 32 schools. Journal of MCU Nakhondhat, 7(6), 257–269.
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/view/244544
Tanner, C. K. (2009). Effects of school design on student outcomes. Journal of Educational
Administration, 47(3), 381–399. https://doi.org/10.1108/09578230910955809
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
หมวดหมู่
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร

