https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/issue/feed
วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
2026-06-30T00:00:00+07:00
ดร.ณัฐพงษ์ พรมวงษ์
journal.jame.ssa@gmail.com
Open Journal Systems
<p> วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา (Journal of Academic Multidisciplinary Education) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานวิจัย และผลงานทางวิชาการ ด้านสังคมศาสตร์ และแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปรัชญา ศาสนา รัฐศาสตร์ สังคมศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ พัฒนศึกษา พัฒนาสังคม การบริหารการศึกษา การศึกษา และสหวิทยาการ ซึ่งทางวารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษาเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยบทความที่จะได้รับการตีพิมพ์จะต้องผ่านการกลั่นกรองและประเมินคุณภาพจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความของทางวารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา (Peer Review) จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนการตีพิมพ์</p> <p>ISSN 3088-1617 (Online)</p> <p>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ 6 ฉบับ</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์<br />ฉบับที่ 2 มีนาคม - เมษายน<br />ฉบับที่ 3 พฤษภาคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม<br />ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><a href="https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/about/submissions">เริ่มการส่งบทความ คลิก!</a></p>
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3004
การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2566 ในเขตเลือกตั้งที่ 1พื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม
2025-12-01T19:11:44+07:00
วรวุฒิ จำลองนาค
worrawoot.j@msu.ac.th
พรชิตา ถิตย์ภักดี
64011310190@msu.ac.th
มณัฐชยา บรมโคตร
64011310203@msu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2. เสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปีพุทธศักราช 2566 ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลจำนวน 5 คน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนในพื้นที่ ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการเลือกตั้งทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านความรู้ความเข้าใจในการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ไปเลือกตั้งเพราะถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย แต่มีความตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิ์ของตน (2) ด้านการติดตามข่าวสาร พบว่าประชาชนได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐและการประชาสัมพันธ์ของผู้นำท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง (3) ด้านแรงจูงใจ พบว่าการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองขึ้นอยู่กับนโยบายพรรค ความโปร่งใส และคุณสมบัติของผู้สมัคร (4) ด้านความคาดหวัง พบว่าประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะราคาพืชผลทางการเกษตร และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ข้อเสนอแนะ พรรคการเมืองควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงผ่านช่องทางที่หลากหลาย และส่งเสริมกลไกให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเสนอความคิดเห็นต่อนโยบายได้ เพื่อสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3723
การพัฒนาแบบทดสอบความสามารถทางภาษาไทยเชิงลึกระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ด้วยโมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบสองพารามิเตอร์
2026-06-16T10:23:04+07:00
ธีรวัฒน์ อั้นเต้ง
mcu60.teerawat@gmail.com
พัชรี จันทร์เพ็ง
mcu60.teerawat@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบความสามารถ<br />ทางภาษาไทยเชิงลึกระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบโมเดลสองพารามิเตอร์ (2PL-IRT) และ (2) เสนอแนวทางในการสร้างและตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบที่เหมาะสมกับบริบทการศึกษาไทย การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 250 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบโมเดลสองพารามิเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า (1) แบบทดสอบมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60–1.00 และมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ในระดับดี (2) ข้อมูลมีความสอดคล้องกับโมเดล 2PL ข้อสอบมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ในระดับดี และค่าความยากครอบคลุมผู้เรียนที่มีความสามารถระดับต่ำ ปานกลาง และสูง (3) แบบทดสอบมีความเชื่อมั่นตามแนวคิดทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบเท่ากับ 0.89 และมีความแม่นยำในการวัดผู้เรียนระดับความสามารถปานกลาง<br />ถึงสูง และ (4) สามารถสังเคราะห์แนวทางการสร้างและตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบที่เหมาะสมกับบริบทการศึกษาไทย โดยเน้นการกำหนดโครงสร้างการวัด การพัฒนาข้อสอบ และการตรวจสอบคุณภาพด้วยทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเครื่องมือวัดทางการศึกษาที่มีคุณภาพได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3027
การปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ: ปลูกต้นไม้แบบไม่ต้องปลูก
2025-12-01T19:15:53+07:00
ฺบุญเหนือ พุทธบุรี
bunnueaphutthaburee@gmail.com
สุรเดช คำพะแย
bunnueaphutthaburee@gmail.com
ทิวัตถ์ ศรีดำรงค์
bunnueaphutthaburee@gmail.com
เจียระไน จะโนรัตน์
bunnueaphutthaburee@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความนี้มุ่งศึกษาและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูป่าไม้ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผ่านแนวคิดการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก การปลูกป่าในใจคน และการใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ตลอดจนเชื่อมโยงกับกรณีศึกษาพื้นที่อนุรักษ์ที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม อุทยานแห่งชาติทับลาน และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน รวมถึงการประยุกต์ใช้ในศูนย์การเรียนรู้อาบป่าภูผาเพ ผลการสังเคราะห์พบว่า การฟื้นฟูป่าไม้ที่ยั่งยืนมิได้อาศัยเพียงการปลูกต้นไม้ แต่ต้องอาศัยการเข้าใจระบบนิเวศ การเลือกใช้วิธีที่สอดคล้องกับภูมิสังคม และการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสำคัญ</p> <p>นอกจากนี้ การอาบป่า (Forest Bathing) ยังเป็นแนวทางที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาวะทางกายและใจลดความเครียด เพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างคนกับธรรมชาติ และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ให้แก่เด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง ขณะเดียวกันยังสามารถต่อยอดเป็นฐานการเรียนรู้ด้านป่าชุมชนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สร้างรายได้แก่ชุมชนได้อีกด้วย ดังนั้น ศูนย์การเรียนรู้อาบป่าจึงเป็นพื้นที่เชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3313
การคงอยู่ของความผูกพันหลังความตาย: การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาตามมุมมอง แนวคิดสายใยความผูกพันต่อเนื่องและการสร้างความหมายใหม่จากความสูญเสีย
2026-02-09T20:49:57+07:00
วรากร ทรัพย์วิระปกรณ์
warakorn13@gmail.com
<p>ปรากฏการณ์ที่ผู้สูญเสียยังคงรับรู้ถึงการ “อยู่ข้างกาย” ของผู้ล่วงลับสะท้อนความจริงทางจิตใจที่ท้าทายกรอบคิดดั้งเดิมซึ่งมองว่าการฟื้นตัวหลังความตายต้องอาศัยการตัดขาดความผูกพันทางอารมณ์<br />อย่างสิ้นเชิง งานจิตวิทยาความสูญเสียร่วมสมัยชี้ให้เห็นว่า ความรัก ความทรงจำ และความหมายมิได้สิ้นสุดลงพร้อมการจากลา หากแปรรูปและดำรงอยู่ต่อในโครงสร้างภายในของมนุษย์ บทความนี้จึงมุ่งทำความเข้าใจ “การจากลาโดยไม่เคยจากไปอย่างแท้จริง” ผ่านกรอบ ความผูกพันต่อเนื่อง และ การสร้างความหมายใหม่</p> <p>บทความนี้ผู้เขียนจะนำเสนอ 1) กรอบแนวคิด ความผูกพันต่อเนื่อง และ การสร้างความหมายใหม่ในฐานะฐานทฤษฎีของการทำความเข้าใจความสูญเสีย 2) การอธิบาย ความผูกพันต่อเนื่อง และการสร้างความหมายใหม่ ในเชิงกลไกทางจิตใจ 3) การวิเคราะห์ประสบการณ์ชีวิตที่คงอยู่ของผู้สูญเสียภายใต้กรอบทฤษฎีทั้งสอง 4) การอธิบายการฟื้นคืนจังหวะชีวิตและการดำเนินชีวิตต่อหลังความสูญเสียและ 5) นัยเชิงจิตวิทยาและนัยทางวิชาการต่อการให้คำปรึกษา การบำบัด และการวิจัย</p> <p>บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า การดำรงอยู่ของความผูกพันหลังความตายมิได้เกิดขึ้นจากการยึดติดทางอารมณ์เพียงลำพัง หากเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ความผูกพัน ความทรงจำ และการสร้างความหมายใหม่<br />ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง โดย ความผูกพันต่อเนื่อง ทำหน้าที่รักษาความสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์กับผู้ล่วงลับ ขณะที่ การสร้างความหมายใหม่ ช่วยให้ผู้สูญเสียรื้อสร้างความหมาย อัตลักษณ์ และจังหวะชีวิตใหม่ภายหลังการสูญเสีย กระบวนการทั้งสองร่วมกันอธิบายว่า ผู้สูญเสียสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องตัดขาดความผูกพันกับผู้จากไป แต่สามารถจัดวางความสัมพันธ์ดังกล่าวให้อยู่ในรูปแบบใหม่ที่มีความหมายต่อชีวิต บทความนี้จึงช่วยขยายความเข้าใจทางจิตวิทยาความสูญเสียในมิติที่เชื่อมโยงความผูกพัน อัตลักษณ์ และการดำเนินชีวิตต่อหลังความตาย พร้อมทั้งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการให้คำปรึกษา การบำบัด และการศึกษาวิจัยด้านความสูญเสียในอนาคต</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา