https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/issue/feed
วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
2025-12-30T20:43:09+07:00
ดร.ณัฐพงษ์ พรมวงษ์
journal.jame.ssa@gmail.com
Open Journal Systems
<p> วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา (Journal of Academic Multidisciplinary Education) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานวิจัย และผลงานทางวิชาการ ด้านสังคมศาสตร์ และแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปรัชญา ศาสนา รัฐศาสตร์ สังคมศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ พัฒนศึกษา พัฒนาสังคม การบริหารการศึกษา การศึกษา และสหวิทยาการ ซึ่งทางวารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษาเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยบทความที่จะได้รับการตีพิมพ์จะต้องผ่านการกลั่นกรองและประเมินคุณภาพจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความของทางวารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา (Peer Review) จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนการตีพิมพ์</p> <p>ISSN 3088-1617 (Online)</p> <p>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ 6 ฉบับ</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์<br />ฉบับที่ 2 มีนาคม - เมษายน<br />ฉบับที่ 3 พฤษภาคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม<br />ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><a href="https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/about/submissions">เริ่มการส่งบทความ คลิก!</a></p>
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2112
ชุมชนดีพอ
2025-05-25T16:32:14+07:00
ฺฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์
chalong33015@gmail.com
<p>ชุมชนบ้านเรานั้นมีมากมาย บ้างก็กันดาร บ้างก็อุดมสมบูรณ์ โดยชุมชนต่างก็พึ่งพาตนเองตามวิถีของแต่ละชุมชน มีหลายชุมชนที่ต้องพึ่งพาอาศัยภาครัฐ หน่วยงานภายนอก และก็มีไม่น้อยชุมชนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ การพึ่งพาตนเองได้ของชุมชนในแต่ละชุมชน ก็แตกต่างกันไปตามภูมิสังคม ซึ่งชุมชนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์ ในบทความนี้เรียกว่า “ชุมชนดีพอ”(The Immunize Community) เสมือนมีภูมิคุ้มกันชุมชน สามารถทนต่อแรงกดดันต่างๆรอบด้านได้นั้น มีอะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญ และกระบวนการของชุมชนเป็นอย่างไร ซึ่งงานวิจัยได้มองข้ามไป จึงขอเติมเต็มตามบทความนี้</p> <p>บทความวิชาการนี้ ผู้เขียนจะนำเสนอ ส่วนแรกเนื้อเรื่อง เป็นการให้ความหมายของการพัฒนาชุมชน ส่วนต่อมา ขอวิเคราะห์กรณีโครงการโอทอปนวัตวิธี ที่มุ่งศึกษาจากเอกสาร บทความวิชาการ การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และการลงพื้นที่คลุกคลีกับชุมชน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาชุมชนส่วนต่อมา นำเสนอหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่ เพื่อให้ ประชาชนพออยู่พอกินในระดับประหยัด เลี้ยงตนเองได้ ไม่อดอยาก ในหน้าแล้งก็สามารถนำน้ำที่เก็บกักไว้ในสระมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย โดยไม่ต้องอาศัยชลประทาน ในกรณีที่เกิดอุทกภัย ก็สามารถฟื้นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ภูมิสังคม คือการก่อเกิดภูมิปัญญาในการเอาตัวรอด วัฒนธรรม ประเพณีเดิมจะมีการแปรเปลี่ยนให้เข้ากับลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป จินตนาการทางสังคม เพื่อก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างรอบคอบ ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น เป็นแนวทางในการพัฒนาให้เป็นชุมชนที่พึ่งตนเองได้ คือการสร้างความสัมพันธ์กันระหว่างคนกับคนในชุมชน การทำงานร่วมกันของคนในสังคม ส่วนสุดท้าย เป็นการแสดงความเป็นชุมชนดีพอ และการสรุปองค์ความรู้ โดยคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพื่อหาความสัมพันธ์ของคนกับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ความสัมพันธ์ของคนกับทรัพยากรธรรมชาติ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันแบบเกื้อกูลกัน คนได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติก็พึ่งพาคนดูแลรักษา วัฒนธรรม ประเพณี<br />ก็คุ้มครองสร้างขวัญกำลังใจ ปกป้องคุ้มภัย ก่อให้ช่วยเหลือแบ่งปัน เป็นกลไกสำคัญในการส่งผลให้เป็นชุมชนดีพอ มีภูมิคุ้มกัน อยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน องค์ความรู้จากบทความนี้ สามารถนำไปเป็นต้นแบบในการย้อนรอยการพัฒนาชุมชน โดยชุมชนศึกษาองค์ความรู้ในท้องถิ่น ว่ามีสิ่งใดที่นำพาให้ชุมชนอยู่รอดหากขาดการช่วยเหลือจากภายนอก</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2236
การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา
2025-06-10T15:01:00+07:00
เผด็จ ลาวตุม
phadet3333@gmail.com
ธิดาวัลย์ อุ่นกอง
phadet3333@gmail.com
<p>การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษาของโรงเรียน ถือได้ว่าเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษาของโรงเรียนในยุคปัจจุบัน จากการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชนจะช่วยให้โรงเรียนเกิดการพัฒนาด้านคุณภาพผู้เรียน การพัฒนาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดการศึกษาการพัฒนาด้านสภาพภูมิทัศน์สิ่งแวดล้อมและอาคารสถานที่ สาระของบทความมีการนำเสนอเกี่ยวกับความสำคัญ องค์ประกอบ แนวทาง และหลักการในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วย การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมของชุมชน การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้ การสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดี และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยโรงเรียนนำรูปแบบแนวทางการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 3 องค์ประกอบสำคัญ ประกอบด้วย การสร้างชุมชนมีวิสัยทัศน์ร่วมกันกับสถานศึกษา (Shared Vision) การประสานความร่วมมือกับชุมชน (Synergy) และการสร้างสถานศึกษาให้เป็นแหล่งความรู้ของชุมชน (School-Based Activities) เพื่อทำให้โรงเรียนกับชุมชนมีความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งและเกิดความร่วมมืออันดีต่อกันส่งผลให้โรงเรียนมีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2359
การนิเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา
2025-07-23T20:59:00+07:00
เสาวลักษณ์ ต้องรักชาติ
saowalak.to@ku.th
พัชราภา ตันติชูเวช
saowalak.to@ku.th
สุมิตร สุวรรณ
saowalak.to@ku.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวคิดและบทบาทของการนิเทศในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา วิเคราะห์กระบวนการนิเทศที่มีประสิทธิภาพ และปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการนิเทศ <br />และเสนอแนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทของสถานศึกษา โดยผู้เขียนจะนำเสนอ 1) ความหมายและความสำคัญของการนิเทศการศึกษา 2) กระบวนการนิเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3) บทบาทของผู้บริหารและครูในการนิเทศ <strong>4) </strong>ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการนิเทศ 5) แนวโน้มและทิศทางการนิเทศในอนาคต <strong>และ </strong><strong>6) </strong>เสนอแนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทของสถานศึกษา องค์ความรู้ที่ได้จากบทความนี้ 1) การนิเทศควรมีความยืดหยุ่นและเน้นการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ 2) ควรนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการนิเทศ 3) การพัฒนาศักยภาพของศึกษานิเทศก์และครู 4) การพัฒนานโยบายที่เอื้อต่อการนิเทศที่มีคุณภาพ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานศึกษา พร้อมทั้งนำความรู้ข้อเสนอแนะต่างๆ ไปพัฒนาการนิเทศ<br />ให้ตอบโจทย์ความต้องการของครูและผู้เรียน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยรวม</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2398
การนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูภาษาไทย
2025-08-04T19:53:45+07:00
เฉลิมชาติ ลิ่มกุล
chaleamchartlimkul@gmail.com
<p>การยกระดับคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องเน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการลงมือปฏิบัติของผู้เรียน โดยเฉพาะในรายวิชาภาษาไทยที่เป็นพื้นฐานของการสื่อสารและการเรียนรู้ในกลุ่มสาระอื่น ครูจึงต้องมีสมรรถนะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการนิเทศการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ</p> <p> บทความวิชาการนี้ ผู้เขียนจะนำเสนอแนวคิดและแนวทางของการนิเทศการศึกษาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะ ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูภาษาไทย เน้นการพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และเจตคติของครูให้สามารถออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เนื้อหาหลักในบทความประกอบด้วย 1) แนวคิดเกี่ยวกับการนิเทศการศึกษา 2) แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะครู 3) แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ซึ่งการจัดการเรียนรู้เชิงรุกมีความสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างแท้จริง พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการแก้ปัญหาเพื่อเตรียมพร้อมสู่การดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 องค์ความรู้จากบทความนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาในระดับสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และวงวิชาการ ผ่านกรอบแนวคิด “5P MODEL” ซึ่งประกอบด้วย การวิเคราะห์และเตรียมการ (Preparing) การวางแผนและสร้างองค์ความรู้ (Planning) การนิเทศและติดตามแบบมีส่วนร่วม (Practicing) การประยุกต์และสะท้อนผล (Processing) การรายงานและพัฒนาต่อเนื่อง (Presenting) องค์ความรู้นี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการนิเทศภายในสถานศึกษา การจัดอบรมเพื่อเสริมสร้างทักษะและทัศนคติของครูรายวิชาต่าง ๆ การพัฒนาเครือข่ายครูนิเทศร่วม รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียน นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็นแนวทางการกำหนดนโยบายหรือพัฒนางานวิจัยในระดับชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพครู และส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> <p> </p> <p> </p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2349
สมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการของผู้เรียนในโลกยุคบานี่
2025-07-17T17:28:45+07:00
อาทิวราห์ ไตรภูมิ
arthijvara.t@ku.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการของผู้เรียนในศตวรรษ<br />ที่ 21 ซึ่งจะช่วยให้นักการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา ได้มองเห็นภาพรวมในด้านการจัดการศึกษาอย่างรอบ<br />ด้าน ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล การพัฒนาสมรรถนะการ<br />เป็นผู้ประกอบการให้กับผู้เรียน ประกอบด้วย 6 สมรรถนะที่สำคัญ ดังนี้ 1) ความคิดริเริ่มและนวัตกรรม<br />2) ทักษะการแก้ปัญหาและการคิดเชิงระบบ 3) ความยืดหยุ่นและการปรับตัว 4) ทักษะการสื่อสารและการ<br />ร่วมมือ 5) จิตวิญญาณผู้ประกอบการ และ 6) การตระหนักรู้ในตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้นการ<br />นำเสนอบทความฉบับนี้เป็นการเสริมสร้างสมรรถนะ ทักษะ และความรู้ที่จำเป็นต่อการก้าวสู่การเป็น<br />ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ โดยตระหนักว่าการพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมในด้านดังกล่าว<br />จำเป็นต้องอาศัยความพยายาม ความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และระยะเวลาในการเรียนรู้ หากปราศจากแรง<br />ขับเคลื่อนจากภายในแล้ว โอกาสในการประสบความสำเร็จในเส้นทางผู้ประกอบการย่อมเป็นไปได้ยากยิ่ง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2590
แนวโน้มของการขับเคลื่อนงานวิจัยแบบสหวิทยาการด้วย AI ในสังคมไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในยุค Society 5.0
2025-10-02T16:44:37+07:00
ธีรวัฒน์ อั้นเต้ง
mcu60.teerawat@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการใช้การวิจัยแบบสหวิทยาการในประเทศไทย โดยเฉพาะในมิติของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกระบวนการวิจัย <br />2) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มของการขับเคลื่อนงานวิจัยแบบสหวิทยาการด้วย AI ในบริบทของสังคมไทยที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ยุค Society 5.0 3) เพื่อประเมินศักยภาพ โอกาส และข้อจำกัดของการนำ AI มาสนับสนุนงานวิจัยแบบสหวิทยาการ ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการวิจัยในประเทศไทย 4) เพื่อเสนอแนวทางหรือข้อเสนอเชิงนโยบาย ในการส่งเสริมการวิจัยแบบสหวิทยาการที่ขับเคลื่อนด้วย AI สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ซึ่งประกอบด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากแบบสอบถามและการวิเคราะห์เชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) พบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัจจุบันของการใช้การวิจัยแบบสหวิทยาการในประเทศไทย พบว่า การใช้ AI ในการวิจัย<br />ในประเทศไทยได้รับการยอมรับมาก โดยเฉพาะในด้านการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำ <br />ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ และมีการประยุกต์ใช้ในหลายสาขา เช่น การแพทย์ เกษตร และสิ่งแวดล้อม</li> <li>แนวโน้มการขับเคลื่อนงานวิจัยด้วย AI ในบริบทของ Society 5.0 โดย AI ช่วยจัดการ Big Data และการวิเคราะห์เชิงลึก ทำให้วิจัยมีความแม่นยำสูงและสามารถคาดการณ์อนาคตได้ดี</li> <li>การประเมินศักยภาพ โอกาส และข้อจำกัด พบว่า AI ยกระดับคุณภาพงานวิจัยให้มีความน่าเชื่อถือสูง และสามารถตอบโจทย์ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความสามารถของบุคลากร<br />และการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญ</li> <li>แนวทางหรือข้อเสนอเชิงนโยบาย ในการส่งเสริมการวิจัยแบบสหวิทยาการที่ขับเคลื่อนด้วย AIสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) พบว่า การส่งเสริมการวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อ SDGs ควรสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างสาขาวิชา, จัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ, และฝึกอบรมบุคลากรในการใช้ AI อย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับปรุงนโยบายรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการใช้ AI อย่างเต็มที่</li> </ol> <p> </p> <p> </p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2721
การศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับโปรแกรมจำลองเสมือน PhET ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2025-10-22T13:24:12+07:00
ธนกฤต ดำสนิท
tanakitzanoom@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องไฟฟ้าของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับโปรแกรมจำลองเสมือน PhET 2) ศึกษาการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และ 3) ประเมินระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อรูปแบบการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับโปรแกรมจำลองเสมือน PhET โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 คน จากโรงเรียนบ้านเหมืองทวด จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นโรงเรียนหนึ่งในเครือข่ายนาสารที่ผู้วิจัยเลือกแบบเจาะจง จากโรงเรียนในเครือข่ายนาสาร จากนั้นสุ่มนักเรียนด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายเพื่อใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับโปรแกรมจำลองเสมือน PhET จำนวน 6 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3) แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์จำนวน 5 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับโปรแกรมจำลองเสมือน PhET วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบทีแบบกลุ่มสัมพันธ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>2) ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยมีค่าดัชนีความก้าวหน้าอยู่ในระดับสูง</p> <p>3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.58) โดยเฉพาะด้านความน่าสนใจของกิจกรรม (=4.70) และความสามารถในการนำความรู้ไปใช้จริง (=4.40)</p> <p>สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับโปรแกรมจำลองเสมือน PhET มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และเพิ่มความพึงพอใจ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2584
การประเมินหลักสูตรฝึกอบรมยกระดับสมรรถนะครูสู่มืออาชีพ ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
2025-09-19T16:42:50+07:00
จีรัษติธร มุกดาเพชร
jeerustitorn@gmail.com
น้ำอ้อย สุขเสนา
num-aoy.s@dru.ac.th
กนิศ์พิชญา อัฐมาธิตภักดี
kanitpitchaya.a@dru.ac.th
ภัทรพล พรหมมัญ
phattharapol.p@dru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหลักสูตรฝึกอบรมยกระดับสมรรถนะครูสู่มืออาชีพของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี โดยใช้ CIPP Model 4 ด้านคือ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต เป็นการวิจัยประเมินผล (Evaluation Research) โดยใช้กระบวนการวิจัยประเมินแบบผสมผสาน (Mixed Methods Evaluation) กำหนดกรอบแนวคิดการประเมินโดยใช้เกณฑ์มาตรฐานตามกรอบสมรรถนะของครูมืออาชีพของคุรุสภา (2562) และใช้การประเมิน CIPP Modelของ Stufflebeam ประชากรในการวิจัยคือครูประจำการที่เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรฯ จำนวน 234 คน เครื่องมือที่ใช้ในการได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่าการประเมินหลักสูตรฝึกอบรมยกระดับสมรรถนะครูสู่มืออาชีพ ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี โดยใช้ CIPP Model 4 ด้านคือ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (M=4.18, S.D.=0.32) ซึ่งหลักสูตรฝึกอบรมยกระดับสมรรถนะครูมืออาชีพดังกล่าวสามารถพัฒนาสมรรถนะครูประจำการให้สอดคล้อง<br />และเหมาะสมกับกรอบสมรรถนะของคุรุสภา และสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริงในการปฏิบัติการสอน โดยมีข้อเสนอแนะจากการประเมินหลักสูตรได้แก่ปรับปรุงระบบติดตามและการส่งงาน และเพิ่มจำนวนวิทยากรให้สอดคล้องเพียงพอต่อจำนวนครูประจำการที่เข้าร่วมฝึกอบรมยกระดับสมรรถนะครูสู่มืออาชีพ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา