วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame
<p> วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา (Journal of Academic Multidisciplinary Education) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานวิจัย และผลงานทางวิชาการ ด้านสังคมศาสตร์ และแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปรัชญา ศาสนา รัฐศาสตร์ สังคมศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ พัฒนศึกษา พัฒนาสังคม การบริหารการศึกษา การศึกษา และสหวิทยาการ ซึ่งทางวารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษาเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยบทความที่จะได้รับการตีพิมพ์จะต้องผ่านการกลั่นกรองและประเมินคุณภาพจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความของทางวารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา (Peer Review) จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนการตีพิมพ์</p> <p>ISSN 3088-1617 (Online)</p> <p>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ 6 ฉบับ</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์<br />ฉบับที่ 2 มีนาคม - เมษายน<br />ฉบับที่ 3 พฤษภาคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม<br />ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><a href="https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/about/submissions">เริ่มการส่งบทความ คลิก!</a></p>
สมาคมสังคมศึกษาสัมพันธ์
th-TH
วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
3088-1617
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
-
เทคนิคการจัดการเรียนการสอนด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรมในยุคดิจิทัล แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้สอน
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2245
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ในสาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรมที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้เรียน และความต้องการของอุตสาหกรรมบริการ โดยอาศัยการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ (Systematic Synthesis) บทความนี้ ได้นำเสนอ 4 เทคนิคสำคัญ ได้แก่ (1) การเรียนรู้แบบโครงงาน (2) การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ (3) การเรียนรู้แบบผสมผสานและกลับด้าน และ (4) การเรียนรู้เชิงรุก ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา D.A.R.E. Model ที่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ การบูรณาการเทคโนโลยี การเรียนรู้จากการปฏิบัติ การสะท้อนคิด เพื่อพัฒนาทักษะ และการออกแบบการเรียนรู้แบบผสมที่เน้นการมีส่วนร่วม โดย D.A.R.E. Model ถือเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในสาขาบริการที่ต้องการพัฒนา Soft Skills และการใช้เทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์ นอกจากนี้ บทความยังได้พัฒนา D-TEACH Model ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างครูที่มีสมรรถนะดิจิทัลครบวงจร ได้แก่ รู้เทคโนโลยี ใช้เป็น สร้างการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วน นำการเปลี่ยนแปลง คิดสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรม และรักษาความเป็นมนุษย์ องค์ประกอบของโมเดลนี้สะท้อนว่าครูยุคใหม่ต้องเป็นทั้ง นักเทคโนโลยีทางการศึกษา นักออกแบบการเรียนรู้ นักนวัตกรรมการสอน และผู้นำเชิงคุณธรรม ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและสนับสนุนการพัฒนาผู้เรียนในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>
อนิรุทธิ์ เจริญสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-27
2026-02-27
2 1
1
17
-
ความท้าทายในการจัดบริการสุขภาพตามกฎหมายปกครองเรื่องการมอบอำนาจ : มุมมองผู้บริหารหน่วยบริการสาธารณสุข
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2551
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับหลักการมอบอำนาจที่ใช้ในการจัดบริการสุขภาพ ปัญหาที่พบในการปฏิบัติราชการ และเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจตามกฎหมายปกครองในปัจจุบัน ซึ่งบริการสาธารณสุขเป็นหนึ่งในบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดหาให้กับประชาชนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องมีความต่อเนื่อง เสมอภาค และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป แต่เมื่อหน่วยบริการสาธารณสุขของรัฐไม่ได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายทำให้<br />การลงนามผูกพันเพื่อดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีความขัดข้องล่าช้าเนื่องจากเป็นอำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งในราชการส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคแล้วแต่กรณี กฎหมายจึงได้วางหลักเกณฑ์การมอบหมายให้บุคคลอื่นใช้อำนาจหรือปฏิบัติราชการแทนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานภาครัฐขึ้นเพื่อแก้ไขอุปสรรคดังกล่าวและในทางปฏิบัติยังพบปัญหาเรื่องความเข้าใจของผู้รับมอบอำนาจโดยเฉพาะแนวคิดทฤjaษฎี ฐานอำนาจตามกฎหมาย ขั้นตอนวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ในการมอบอำนาจ ตลอดจนขอบเขตของการใช้อำนาจที่ได้รับมอบนั้นจนทำให้หลายครั้งมีการปฏิบัติราชการไปโดยปราศจากอำนาจ จึงเห็นว่ากระทรวงสาธารณสุขควรมีการซักซ้อมความเข้าใจในหลักการมอบอำนาจให้กับผู้บริหารหน่วยบริการสาธารณสุขโดยเฉพาะโรงพยาบาล<br />เนื่องจากเป็นผู้มีบทบาทหลักในการจัดบริการสุขภาพ และในอนาคตควรปรับฐานะให้หน่วยบริการสาธารณสุขเป็นนิติบุคคลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ รวมทั้งผู้บริหารองค์กรของรัฐควรมีความสามารถในการสร้างดุลยภาพระหว่างความต้องการขององค์กร บุคลากร และประชาชนกับระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินประการหนึ่ง และควรมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนหน่วยงานและพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้บรรลุเป้าหมายภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้อีกประการหนึ่งบริการสาธารณสุขเป็นหนึ่งในบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดหาให้กับประชาชนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อหน่วยบริการสาธารณสุขนั้นมิได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายปกครอง การลงนามผูกพันการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงมีอุปสรรคเนื่องจากอำนาจนั้นอาจเป็นของผู้ดำรงตำแหน่งในส่วนกลางจึงต้องมอบหมายให้บุคคลอื่นใช้อำนาจหรือปฏิบัติราชการแทนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติราชการ ดังนั้นผู้บริหารองค์กรภาครัฐโดยเฉพาะหน่วยบริการสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้มีบทบาทในการจัดทำบริการสาธารณะด้านสุขภาพให้กับประชาชนตามอำนาจหน้าที่จึงควรมีความสามารถในการสร้างดุลยภาพระหว่างความต้องการขององค์กร บุคลากร และประชาชนกับระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินประการหนึ่ง และควรมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนหน่วยงานและพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้บรรลุเป้าหมายภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้อีกประการหนึ่ง</p> <p> </p>
จิรัชญา กลีบสุวรรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-27
2026-02-27
2 1
1
17
-
The Exercise of Discretion in Adjudicating Disputes Related to Neglect of Duty Required by Law
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2229
<p>The exercise of discretion in adjudicating disputes related to neglect of duty required by law was an analysis of the neglect of duty of government officials and its effects on people’s rights and well-being. The study focused on the importance of exercising suitable discretion in justice process, developing specific standards of conduct, and training government officials about law and ethics to prevent the abuse of power. Moreover, guidelines for solving the neglect of duty were suggested that included developing clear regulations, setting appropriate penalties, and creating a mechanism for continuous monitoring the performance of duty to ensure transparency and accountability in public service. These measures will promote confidence in judicial processes as well as protect people’s rights efficiently.</p>
การุณย์ ชัยวณิชย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
2 1
1
19
-
สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษาลักษณะพิเศษ กรณีศึกษาการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2578
<p>การจัดการศึกษาลักษณะพิเศษที่มุ่งส่งเสริมความเป็นเลิศด้านวิชาการ เป็นความท้าทายต่อการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ บทความนี้มุ่งวิเคราะห์สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา โดยเปรียบเทียบสมรรถนะหลักที่เป็นแนวคิดพื้นฐาน เช่น การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริการที่ดี การสั่งสม<br />ความเชี่ยวชาญ และสมรรถนะทางการบริหาร อาทิ ภาวะผู้นำ วิสัยทัศน์ และการวางกลยุทธ์ กับสมรรถนะเฉพาะด้านการจัดการศึกษาลักษณะพิเศษที่มุ่งส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ ทั้งนี้จากความท้าทาย<br />และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำไปสังเคราะห์เป็นองค์ประกอบสมรรถนะ<br />ที่เหมาะสมสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาด้านการจัดการศึกษาลักษณะพิเศษ จากการสังเคราะห์องค์ประกอบ<br />ที่จำเป็น พีระมิดของสมรรถนะสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาที่จัดการศึกษาลักษณะพิเศษเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งประกอบด้วย 1) สมรรถนะด้านวิชาการและหลักสูตร 2) สมรรถนะด้านการบริหารจัดการ <br />3) สมรรถนะด้านการพัฒนาบุคลากรและองค์กร 4) สมรรถนะด้านการสร้างความสัมพันธ์และเครือข่าย <br />และ 5) สมรรถนะด้านวิสัยทัศน์และการบริหารนวัตกรรมในองค์กร จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถนำพาสถานศึกษาไปสู่เป้าหมายความเป็นเลิศได้อย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนากรอบสมรรถนะที่เฉพาะเจาะจงสำหรับพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาลักษณะพิเศษในประเทศไทยและผลิตทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถโดดเด่นเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ Thailand 4.0</p>
กาญจนา จันทมัตตุการ
สุนทรี วรรณไพเราะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-27
2026-02-27
2 1
1
14
-
ภาวะผู้นำแบบร่วมรู้สึก: คุณลักษณะที่สำคัญของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคการเปลี่ยนแปลง
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2630
<p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;">บทความวิชาการนี้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับภาวะผู้นำแบบร่วมรู้สึก ซึ่งภาวะผู้นำแบบร่วมรู้สึก (Empathetic Leadership) เป็นคุณลักษณะสำคัญสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างพลิกผันในหลายมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งการยึดถือคุณค่า ด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม ในองค์กร ดังนั้นบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างหรือการควบคุมภารกิจภายในองค์กรเท่านั้น หากแต่ต้องเป็นผู้นำที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ เข้าใจ และเข้าถึงความรู้สึกของครู บุคลากร และนักเรียนได้อย่างลึกซึ้ง จากการวิเคราะห์เอกสารทางวิชาการและรายงานการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ค้นพบองค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำแบบร่วมรู้สึกซึ่งประกอบด้วย การตระหนักรู้ในตนเอง การกำกับตนเอง การสื่อสารอย่างร่วมรู้สึก การมองจากมุมของผู้อื่น ความยืดหยุ่น การเสริมพลังอำนาจบุคลากร และการร่วมงานอย่างมีเมตตากรุณา เพื่อเสนอเป็นแนวทางการสร้างภาวะผู้นำแบบร่วมรู้สึกสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สำหรับแนวทางการสร้างภาวะผู้นำแบบร่วมรู้สึกนั้น สามารถพัฒนาได้ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การสร้างความตระหนักรู้ในตนเอง การสร้างความสามารถในการกำกับและยับยั้งใจตนเอง การมีทักษะการฟัง อย่างลึกซึ้ง และการยึดหลักพรหมวิหาร 4 อันจะนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจ ความเข้าใจในความต้องการ ของบุคลากร และการพัฒนาสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
ชิยานันท์ ถาวร
ณัฐรุจา พลวัน
คุณพระรักษ์ นาคแก้ว
มัทนา วังถนอมศักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-27
2026-02-27
2 1
1
18
-
การพัฒนาความสามารถในการสร้างนวัตกรรมโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CCPR MODEL ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2783
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียน<br />ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CCPR MODEL ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการสร้างผลงานนวัตกรรมของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CCPR MODEL ระหว่างเรียน และหลังเรียน แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียวแบบวัดซํ้า ตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) จำนวน 40 คน<br />เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CCPR MODEL แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงนวัตกรรม แบบประเมินความสามารถในการสร้างผลงานนวัตกรรม และสถิติใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซํ้า (repeated measure ANOVA) และการทดสอบที (t-test for Dependent Sample) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ<br />การจัดการเรียนรู้ CCPR MODEL มีความสามารถในการคิดเชิงนวัตกรรม หลังเรียนสูงกว่าระหว่างเรียน และก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความสามารถในการสร้างผลงานนวัตกรรมหลังเรียนสูงกว่าระหว่างเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ศิริศุกร์ ศิริโชคชัยตระกูล
ภวนันท์ นุ่นกลาง
วัฒนา คนรู้
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
2 1
1
18
-
การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากข้าวเหนียวดำและมะม่วงนํ้าดอกไม้สีทอง โดยใช้กระบวนการสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชน
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2412
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อให้นักเรียนสามารถออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร<br />สุขภาพจิตจากข้าวเหนียวดำและมะม่วงนํ้าดอกไม้สีทองโดยใช้กระบวนการสะเต็มศึกษา (2) เพื่อศึกษาผลของการบริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต่อระดับความเครียดของอาสาสมัครในชุมชนบ้านแฮด และ (3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของอาสาสมัครต่อผลิตภัณฑ์และกิจกรรมสุขภาพจิต</p> <p>การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง กลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง (one-group pretest–posttest design)<br />กลุ่มตัวอย่างคืออาสาสมัครในชุมชนบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น ที่มีภาวะเครียดระดับต้นถึงปานกลาง จำนวน 30 คน ได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจงโดยใช้แบบสอบถาม DASS-21 เป็นเครื่องมือคัดกรองในส่วนของการจัดการเรียนรู้ ใช้กระบวนการสะเต็มศึกษาแบบโครงงาน ให้ นักเรียนมีส่วนร่วมในการสำรวจวัตถุดิบ ออกแบบสูตร ทดลองผลิต และปรับปรุงผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพจิต จำนวน 6 รายการ จากนั้นนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ในโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตระยะเวลา 2 สัปดาห์ร่วมกับกิจกรรมผ่อนคลายจิตใจ</p> <p>เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินภาวะเครียด DASS-21 (หมวด Stress) แบบสอบถาม<br />ความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์และกิจกรรมสุขภาพจิต แบบสังเกตพฤติกรรม และสมุดบันทึกกระบวนการสะเต็มของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน(t-test แบบกลุ่มสัมพันธ์ และคำนวณขนาดของผลด้วย Cohen’s d)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนสามารถออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพจิตได้ครบ<br />ทั้ง 6 รายการ ตามเกณฑ์ด้านโภชนาการ ความเป็นไปได้ในการผลิต และความยอมรับของผู้บริโภค<br />ในชุมชน (2) ระดับความเครียดของอาสาสมัครลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนเฉลี่ยความเครียดก่อนทดลองเท่ากับ 18.40 (SD = 4.52) ลดลงเหลือ 10.20 (SD = 3.81) มีค่าขนาดของผล Cohen’s d = 1.81 ซึ่งอยู่ในระดับสูงมาก และ (3) กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์และกิจกรรมในระดับมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านรสชาติ ความรู้สึกผ่อนคลายหลังบริโภค และความน่าสนใจของกิจกรรมสุขภาพจิต</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้กระบวนการสะเต็มศึกษาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร<br />จากทรัพยากรท้องถิ่น สามารถเป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และการออกแบบนวัตกรรมของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ธนวิชญ์ สุดงูเหลือม
นภัสชล บุญผิว
อิทธิพัทธ์ มีเพชร
พลอยประดับ ขำทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
2 1
1
15
-
การศึกษาเชิงวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและมาตรการป้องกันภาวะเจ็บป่วยจากความร้อนในกีฬา กลางแจ้งสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2162
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาวะเจ็บป่วยจากความร้อนในนักเรียน<br />ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเสี่ยงกับความรุนแรงของอาการเจ็บป่วย และ 3) เสนอแนวทางการดูแลและป้องกันที่เหมาะสม ภายใต้กรอบการดื่มนํ้าล่วงหน้า สภาพแวดล้อมสนับสนุน และการสังเกตสัญญาณเตือน</p> <p>กลุ่มตัวอย่างจำนวน 150 คน คัดเลือกด้วยวิธีสุ่มแบบชั้นภูมิจากนักเรียนชั้น ม.1–ม.3 โรงเรียน<br />วัดหนองใหญ่ กรุงเทพมหานคร เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม (CVI = 0.85; Cronbach’s α = 0.82) และคู่มือสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา Pearson’s Correlation และ ANOVA ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการวิเคราะห์<br />แก่นสาระ (Thematic Analysis) เพื่อให้เกิดความเข้าใจเชิงลึกของบริบทและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาวะเจ็บป่วยจากความร้อน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 56.7 ของนักเรียนมีความรู้ระดับปานกลาง พฤติกรรมเสี่ยงสำคัญ ได้แก่<br />การไม่ดื่มนํ้าก่อนออกกำลังกาย (ร้อยละ 60.0) และการเล่นกีฬาช่วง 11.00–14.00 น. (ร้อยละ 11.0) พฤติกรรมดื่มนํ้าล่วงหน้ามีความสัมพันธ์เชิงลบกับอาการเจ็บป่วยจากความร้อน (r = –0.52, p < 0.01) ขณะที่การเล่นกีฬาช่วงแดดแรงมีความสัมพันธ์เชิงบวก (r = 0.47, p < 0.01)</p> <p>ข้อเสนอแนวทาง ได้แก่ การเพิ่มจุดนํ้าดื่มเย็นให้เข้าถึงง่าย การปรับเวลาฝึกซ้อม และการจัดกิจกรรมฝึกปฏิบัติตามสถานการณ์ (การเรียนรู้ตามสถานการณ์: Scenario-Based Training) เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) และการสนับสนุนจากเพื่อน (Peer Support) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงภาวะเจ็บป่วยจากความร้อนในนักเรียน</p>
ชลธิชา แก้วมี
กนกรส ดีนก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
2 1
1
18
-
ปัจจัยทำนายการปรับตัวในโรงเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในช่วงการเปลี่ยนผ่าน เข้าสู่โรงเรียนใหม่: การรับรู้สภาพแวดล้อม โอกาสในการมีส่วนร่วม และระบบสนับสนุน
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2242
<p>การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โรงเรียนใหม่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อการปรับตัวด้านอารมณ์ สังคม และการเรียนรู้ของนักเรียน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ของนักเรียนต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพของโรงเรียน ระดับความท้าทายในการมีส่วนร่วมในกิจกรรม และการปรับตัวในโรงเรียนในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โรงเรียนใหม่ รวมทั้งเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่สามารถทำนายระดับการปรับตัวของนักเรียน โดยอาศัยกรอบแนวคิดด้านการปรับตัวในโรงเรียนและการสนับสนุนทางจิตสังคมการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลจากนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานครจำนวน 370 คน ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่รับรู้สภาพแวดล้อมทางกายภาพของโรงเรียนในระดับปานกลางมีความท้าทายในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมในระดับตํ่า และมีระดับการปรับตัวในโรงเรียนอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง ปัจจัยที่สามารถทำนายระดับการปรับตัวของนักเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ การรับรู้สภาพแวดล้อมทางกายภาพของโรงเรียน ระดับความท้าทายในการมีส่วนร่วมในกิจกรรม และจำนวนชั่วโมงการนอนต่อวัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมและระบบสนับสนุนภายในโรงเรียนที่เอื้อต่อการปรับตัวและสุขภาวะของนักเรียนในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โรงเรียนใหม่</p>
จิดาภา วิศวกรวิศิษฎ์
ศุจิมน มังคลรังษี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
2 1
1
15