วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame <p> วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา (Journal of Academic Multidisciplinary Education) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานวิจัย และผลงานทางวิชาการ ด้านสังคมศาสตร์ และแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปรัชญา ศาสนา รัฐศาสตร์ สังคมศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ พัฒนศึกษา พัฒนาสังคม การบริหารการศึกษา การศึกษา และสหวิทยาการ ซึ่งทางวารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษาเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยบทความที่จะได้รับการตีพิมพ์จะต้องผ่านการกลั่นกรองและประเมินคุณภาพจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความของทางวารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา (Peer Review) จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนการตีพิมพ์</p> <p>ISSN 3088-1617 (Online)</p> <p>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ 6 ฉบับ</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์<br />ฉบับที่ 2 มีนาคม - เมษายน<br />ฉบับที่ 3 พฤษภาคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม<br />ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p><a href="https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/about/submissions">เริ่มการส่งบทความ คลิก!</a></p> th-TH บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร journal.jame.ssa@gmail.com (ดร.ณัฐพงษ์ พรมวงษ์) journal.jame.ssa@gmail.com (นายอชิรวิชญ์ โพละ) Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งภาคการเกษตรในพื้นที่ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3087 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และอุปสรรคการจัดการทรัพยากรน้ำภาคการเกษตรในพื้นที่ตำบลศรีดอนมูล 2) เพื่อศึกษากระบวนการจัดการทรัพยากรน้ำภาคการเกษตรในตำบลศรีดอนมูล และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งภาคการเกษตรที่เหมาะสมในพื้นที่ศึกษาดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้ศึกษาแนวคิดด้านการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชน และแนวคิดการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเป็นกรอบในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ตัวแทนเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 25 คน โดยใช้การคัดเลือก<br />แบบเจาะจง และมีผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มจำนวน 9 คน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและตรวจสอบความสอดคล้อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ 2) แนวคำถามสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอผลด้วยการเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) พื้นที่ตำบลศรีดอนมูลประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง น้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่ม ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่ยังไม่ครอบคลุม การเข้าถึงองค์ความรู้ด้านน้ำที่จำกัด และการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ยังไม่ทั่วถึง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 2) กระบวนการจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่มีการดำเนินงานตามขั้นตอนบางส่วนแต่ยังขาดฐานข้อมูลน้ำที่เป็นระบบ บุคลากรด้านเทคนิคไม่เพียงพอ และการดำเนินงานยังขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำไม่เต็มศักยภาพ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 3) แนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เหมาะสมควรมุ่งเน้นการจัดการน้ำแบบบูรณาการ การวางแผนโดยมีส่วนร่วม การพัฒนาศักยภาพชุมชน และการนำเทคโนโลยี เช่น ธนาคารน้ำใต้ดินแบบพอเพียง ระบบ IoT และเซนเซอร์ติดตามน้ำ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว</p> <p>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ช่วยยืนยันความสำคัญของข้อมูลน้ำที่เป็นระบบ การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมอื่น ๆ และเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายด้านน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป</p> วชิราภรณ์ ชมภูเมืองชื่น; สามารถ จันทาพูน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3087 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประเมินวัฏจักรชีวิตและกลยุทธ์การลดคาร์บอนฟุตพรินต์สู่ต้นแบบโรงงานเชือดไก่ฮาลาล เชิงนิเวศ : กรณีศึกษาโรงงานเชือดไก่ฮาลาลในจังหวัดสระบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3157 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์คาร์บอนฟุตพรินต์ของโรงงานเชือดไก่ฮาลาลจังหวัดสระบุรี 2) ระบุปัจจัยที่ส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต และ 3) เสนอแนวทางลดคาร์บอนฟุตพรินต์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสาน (Mixed Methods) บนกรอบการประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) ร่วมกับการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญด้านฮาลาล การผลิต และการควบคุมคุณภาพ ข้อมูลเชิงปริมาณมาจากการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต คำนวณร่วมกับค่า Emission Factor จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์กระบวนการเพื่อระบุจุดวิกฤติ (Hotspots) ตาม Halal Control Points (HCPs) ผลการวิจัยพบว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยเท่ากับ 4.21 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อไก่ 1 กิโลกรัม โดยแหล่งปล่อยหลักมาจากฟาร์ม (93.40%) รองลงมาคือกระบวนการเชือดฮาลาล (4.66%) การลวกด้วยแก๊ส (1.81%) การใช้น้ำ (0.11%) และการขนส่ง (0.02%) ปัจจัยสำคัญที่เป็นจุดวิกฤติได้แก่ การใช้พลังงานในระบบทำความเย็น การใช้แก๊สในกระบวนการลวก การใช้น้ำในกระบวนการทำความสะอาด และของเสียที่ไม่เป็นไปตามหลักฮาลาล แนวทางลดคาร์บอนฟุตพรินต์ที่เหมาะสม ได้แก่ การใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ การลดระยะทางขนส่ง การนำน้ำกลับมาบำบัดใช้ใหม่ การลดของเสียตามหลัก HCPs และการนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) มาใช้เพื่อติดตามและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน งานวิจัยนี้สามารถช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม หลักศาสนา และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมถึงการขอฉลากคาร์บอนในอนาคต</p> สุริยะ ขันธชัย; อนันต์ สะเล็ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3157 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาการใช้ระบบแชทบอทในไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ในการตอบข้อคำถามแก่นิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2787 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการใช้ระบบแชทบอทในไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์ นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตอบข้อคำถามแก่นิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา 2) เพื่อสามารถนำผลจากการศึกษาระบบแชทบอทในไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์ นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตอบข้อคำถามแก่นิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมุ่งเน้นกลุ่มนิสิตระดับปริญญาตรีที่มีความประสงค์ในการจองหอพักนิสิต (UP Dorm) ของมหาวิทยาลัยพะเยา การดำเนินงานวิจัยประกอบด้วยการออกแบบและพัฒนาระบบแชทบอทที่สามารถตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับหอพัก เช่น ขั้นตอนการจองหอพัก กำหนดเวลาเข้าอยู่ เอกสารที่ต้องใช้ และปัญหาที่พบบ่อย พร้อมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้งานเพื่อนำมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบ ผลการวิจัยพบว่า ระบบแชทบอทที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการของนิสิตได้อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านความรวดเร็ว ความถูกต้องของข้อมูล และประสบการณ์ใช้งาน โดยนิสิตผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมาก และมีแนวโน้มที่จะใช้งานระบบอย่างต่อเนื่องในอนาคต นอกจากนี้ ระบบยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบตอบคำถามอัตโนมัติในหน่วยงานการศึกษา หรือองค์กรภาครัฐที่มีลักษณะข้อมูลเป็นระบบ และมีความต้องการให้บริการแก่ผู้ใช้งานจำนวนมากอย่างมีประสิทธิภาพ</p> อิศรา จติกุล; บวรศักดิ์ ศรีสังสิทธิสันติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2787 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ในบริบทดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เฉพาะบุคคล https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3129 <p>บทความวิชาการนี้ มุ่งศึกษาและนำเสนอการจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษให้ตอบสนองความแตกต่างเฉพาะบุคคลโดยนำเสนอแนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (AI Driven Personalized Learning) กลยุทธ์การสอนที่มีประสิทธิภาพ 4 แนวทาง ได้แก่ 1) การเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสหลายช่องทาง 2) การจัดการสอนแบบเฉพาะบุคคล 3) การใช้เทคโนโลยีช่วยสอน และ 4) การเรียนรู้ที่พร้อมการตอบกลับทันที โดยบูรณาการ Generative AI ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลบูรณาการเข้ากับการออกแบบการเรียนรู้ตามหลักการ Universal Design for Learning (UDL) บทบาทของปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาส่งเสริมการสร้างสื่อการเรียนรู้ เช่น อินโฟกราฟิก วิดีโอ เสียงบรรยาย และเทคโนโลยีเสมือนจริง VR/AR เพื่อตอบสนองรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไปของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียนแบบถนัดเรียนรู้จากการมองเห็น (visual learners) ถนัดเรียนรู้จากการฟัง (auditory learners) หรือผู้เรียนถนัดเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ (kinesthetic learners) แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาสนับสนุนการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนบกพร่องทางการเรียนรู้จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อีกทั้งจะช่วยส่งเสริมความเสมอภาคในการเรียนรู้อย่างยั่งยืน</p> พสุเทพ มนต์แก้ว; รองศาสตราจารย์ ดร.กิตติชัย สุธาสิโนบล, สุวิชา วันสุดล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3129 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 บ้านอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยผู้สูงอายุ และการประยุกต์ใช้ในประเทศไทย: การทบทวนขอบเขต https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2270 <p>การเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ <strong>(</strong>Smart Home) เพื่อยกระดับความปลอดภัย ความเป็นอิสระในการดำรงชีวิต และการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในบริบทของสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะสามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ ผ่านระบบสนับสนุนการดูแลสุขภาพ การตรวจจับการหกล้ม การควบคุมสภาพแวดล้อมภายในบ้าน และการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นภายในที่อยู่อาศัยของตนเอง อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่ ช่องว่างด้านทักษะดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษาที่ค่อนข้างสูง รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำเทคโนโลยีไปใช้อย่างแพร่หลาย ประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่นและฟินแลนด์ ได้เป็นผู้นำในการบูรณาการเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะเข้ากับระบบการดูแลผู้สูงอายุ และแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์เชิงบวก อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้ยังคงเผชิญกับความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและภาระค่าใช้จ่ายจากนวัตกรรมดังกล่าว ในบริบทของประเทศไทย การแก้ไขอุปสรรคเหล่านี้ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบเงินอุดหนุน รวมถึงการพัฒนารูปแบบการดูแลแบบผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและการดูแลโดยบุคคล อาจช่วยส่งเสริมความเป็นอิสระของผู้สูงอายุ ลดภาระของระบบบริการสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมได้ นอกจากนี้ การวิจัยและพัฒนาในอนาคตที่สอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะสามารถปรับใช้และขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสังคมสูงวัย การลดช่องว่างทางดิจิทัล การลดต้นทุนของเทคโนโลยี และการพัฒนาระบบการดูแลที่เข้าถึงได้ง่าย จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถยกระดับความปลอดภัย ความเป็นอิสระ และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงอายุ พร้อมทั้งช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชากรในระยะยาว</p> Sujimon Mungkalarungsi; Nuntawan Watanachote ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/2270 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 สุขภาวะบนฐานความปลอดภัยในโรงเรียนอนุบาล: การเตรียมความพร้อมเด็กต่อสถานการณ์ภัยพิบัติ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3492 <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาวะ และความปลอดภัยในโรงเรียนอนุบาล เด็กปฐมวัยเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ความรู้สึกปลอดภัย จึงเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนรู้และพัฒนาการ การจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับวัย ช่วยส่งเสริมสุขภาวะของเด็ก ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและเหตุไม่คาดคิด อีกทั้งยังช่วยเตรียมความพร้อมให้เด็กสามารถรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างเหมาะสมบทความวิชาการนี้ผู้เขียนนำเสนอประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะ และความปลอดภัยของเด็กปฐมวัยในมิติด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม สถานการณ์ความปลอดภัย ในโรงเรียนอนุบาลในบริบทปัจจุบัน ประเภทของภัยพิบัติ และเหตุฉุกเฉินที่ส่งผลกระทบต่อเด็กปฐมวัย ตลอดจนแนวทางการจัดสภาพแวดล้อมและการเตรียมความพร้อมเด็กในการรับมือภัยพิบัติอย่างเหมาะสม กับวัย รวมถึงบทบาทความร่วมมือระหว่างครู ผู้ปกครอง ชุมชนในการส่งเสริมสุขภาวะและความปลอดภัย ของเด็ก บทความนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการความปลอดภัย การออกแบบสภาพแวดล้อม และการจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในโรงเรียนอนุบาล เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสุขภาวะ เด็กอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p> <p> </p> ฟาร์เดียน ดะมะ; กมลวรรณ อังศรีสุรพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3492 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความผาสุกบุคลากรเป็นสินทรัพย์ภูมิคุ้มกัน: การบูรณาการคุณภาพและความเสี่ยงในอุดมศึกษา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3039 <p>สถาบันอุดมศึกษาเผชิญปัญหาจากการบริหารจัดการแบบแยกส่วนระหว่างการพัฒนาคุณภาพและการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเน้นการปฏิบัติตามกฎระเบียบมากกว่าการพัฒนาอย่างแท้จริง ส่งผลให้บุคลากรเกิดภาวะหมดไฟและต่อต้านระบบคุณภาพ ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านคน ที่ถูกมองข้ามแต่ส่งผลร้ายแรงต่อความสำเร็จขององค์กร บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์สามประการ ได้แก่ 1) นำเสนอกรอบแนวคิดใหม่ที่มองความผาสุกของบุคลากรตามหลัก PERMA (Positive Emotion, Engagement, Relationships, Meaning, Accomplishment) เป็นสินทรัพย์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุดขององค์กร ไม่ใช่เพียงสวัสดิการ 2) วิเคราะห์ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุระหว่าง PERMA ความเสี่ยงด้านคน และคุณภาพในอุดมศึกษาและ 3) เสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้บริหารและสำนักพัฒนาคุณภาพและบริหารความเสี่ยงในการนำกรอบแนวคิดนี้ไปใช้ การทบทวนวรรณกรรมครอบคลุมสองหัวข้อหลัก ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพและความเสี่ยงด้านคนในอุดมศึกษา และกรอบแนวคิด PERMA พร้อมการประยุกต์ใช้ในองค์กร การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนใน PERMA สามารถลดความเสี่ยงด้านคนสี่ประเภทหลัก ได้แก่ ภาวะหมดไฟ (Burnout) กลุ่มบุคลากรที่อยากไปแต่ไปไม่ได้ (Reluctant Stayers) ความเหนื่อยล้าจากการเปลี่ยนแปลง (Change Fatigue) และการต่อต้านระบบคุณภาพ (Resistance to Quality Systems) กรอบแนวคิดนี้ใช้ PERMA เป็นตัวชี้วัดนำ (Leading Indicator) ที่ทำนายความเสี่ยงล่วงหน้า แทนที่จะรอวัดผลลัพธ์หลังเกิดปัญหานัยเชิงปฏิบัติการเสนอแนวทางสามระดับ ได้แก่ ระดับผู้บริหาร (ย้ายงบประมาณความผาสุกเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์) ระดับสำนัก (พัฒนา PERMA Profiler และออกแบบกระบวนการ Audit แบบสนทนา) และระดับหน่วยงาน (จัดกิจกรรมเสริมสร้าง PERMA และออกแบบงานให้เกิด Flow State) บทความนี้สร้างคุณค่าในการเติมเต็มช่องว่างของการบูรณาการสามสาขาวิชา (Well-being Science, Risk Management และ Quality Development) และเสนอเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติจริงเพื่อสร้างองค์กรที่มีภูมิคุ้มกันและวัฒนธรรมคุณภาพที่ยั่งยืน</p> ฐณัฏฐ์ อัฑฒ์ทิวัตถ์ธนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสหศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jame/article/view/3039 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700