ความรู้ความสามารถและแรงจูงใจที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของ ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของอาชีวศึกษาภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร
คำสำคัญ:
ความรู้ความสามารถ, แรงจูงใจ, ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานบทคัดย่อ
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน 2) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และ 3) ศึกษาความรู้ความสามารถและแรงจูงใจที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและด้านบัญชีของอาชีวศึกษาภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานครจำนวน 196 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรวัด 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)
ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของอาชีวศึกษาภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 36-40 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์ในการทำงานระหว่าง 11-15 ปี และมีรายได้ระหว่าง 20,001-25,000 บาท 2) ผลการทดสอบสมมติฐานปัจจัยด้านความรู้ความสามารถที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของอาชีวศึกษาภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานคร พบว่า มีจำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการปฏิบัติงานส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานมากที่สุด โดยส่งผลในทิศทางเดียวกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน รองลงมาเป็นด้านทักษะทางวิชาชีพบัญชี และด้านความรู้ทางวิชาชีพบัญชีซึ่งส่งผลในทิศทางเดียวกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และผลการทดสอบสมมติฐานปัจจัยด้านแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติ งานด้านการเงินและบัญชี พบว่า มีจำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานมากที่สุด โดยส่งผลในทิศทางเดียวกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน รองลงมาเป็นด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและด้านความสำเร็จในงาน ซึ่งส่งผลในทิศทางเดียวกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
Downloads
เอกสารอ้างอิง
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. (2565). จำนวนผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของ อาชีวศึกษาภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานคร.
จันทัปปภา ปุณยวิทิตโรจน์ ศรัณยา เลิศพุทธรักษ์ และธีรวัฒน์ หังสพฤกษ์. (กุมภาพันธ์, 2563). ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของนักบัญชี. [Paper presentation], การประชุมวิชาการระดับนานาชาติและระดับชาติด้านบริหารธุรกิจและการบัญชี 2563, เชียงใหม่.
ทิพย์สุดา ทาสีดำ ผกามาศ บุตรสาลี และสายฝน อุไร. (2563). "ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ บัญชีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ." วารสารสหวิทยาการจัดการ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ 4(2): 51-61.
ปริยากร ปริโยทัย. (2561). "ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะวิชาชีพบัญชีกับประสิทธิภาพการปฏิบัฏิบัติบัติ งานของนักบัญชีในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาใน ประเทศไทย." วารสารราชธานีนวัตกรรมทางสังคมศาสตร์ 1(2): 8-20
พิมพ์ ฉัตรเงิน. (2562). ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะวิชาชีพและแรงจูงใจกับประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชีการประปาส่วนภูมิภาคเขต 2. การค้นคว้าอิสระ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคลธัญบุรี.
วิภาวรรณ เส็งสาย. (2561).ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ การทำงานของพนักงานในบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดนครปฐม. วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สิรินภา ทาระนัด. (2561). ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการส่วนท้องถิ่นในเขตพื้นที่ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ปริญญาหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่.
พัชรินทร์ กลายสุวรรณ. (2560). แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัท ไฮเวย์ จำกัด. สารนิพนธ์หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต กลุ่มวิชาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชนวิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา.
Herzberg, F. et al. (1959). The Motivation to work. New York: John Wiley and Sons.
Kreicie and Morgan. (1970). D.W. Determining Sample Size for Research Activities." Psychological measurement, 30(3), 607-610.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร