การเสริมสร้างอัตลักษณ์พุทธศาสนสถานในจังหวัดสุรินทร์อย่างยั่งยืน
คำสำคัญ:
การพัฒนาที่อย่างยั่งยืน, การเสริมสร้างอัตลักษณ์, จังหวัดสุรินทร์, พระพุทธศาสนาบทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสง (1) เพื่อศึกษาแนวการสร้างพุทธศาสนสถานในพระพุทธศาสนา (2) เพื่อศึกษาสภาพการสร้างพุทธสถานของจังหวัดสุรินทร์ในปัจจุบัน และ (3) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการสร้างอัตลักษณ์พุทธศาสนในจังหวัดสุรินทร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย การสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่มแล้วนำเสนอด้วยวิธีการพรรณาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า การสร้างพุทธศาสนสถานในพระพุทธศาสนาพบว่า มีรากฐานมาจากการสร้างที่พักอาศัยเพื่อเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ ก่อนจะพัฒนาบทบาทหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตใจและพื้นที่ทางวัฒนธรรมของชุมชน มิใช่เพียงสถานที่ประกอบศาสนพิธีเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดภูมิปัญญา และสร้างความสามัคคี โดยเน้นประโยชน์ใช้สอยที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตวิญญาณเป็นสำคัญ สภาพการสร้างพุทธสถานของจังหวัดสุรินทร์ในปัจจุบันพบว่า มีลักษณะเฉพาะตัวที่สะท้อนถึงบริบททางวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมีการผสมผสานภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมระหว่างศิลปะไทยกับศิลปะขอม (เขมร) เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ปรากฏชัดเจนในรูปแบบของซุ้มประตู เจดีย์และองค์พระประธาน รวมถึงการเลือกใช้วัสดุในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอัตลักษณ์ในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการรู้จักตนเอง คือ การสำรวจทุนทางวัฒนธรรมเดิมที่มีอยู่เพื่อนำมาต่อยอดให้โดดเด่นยิ่งขึ้น การวิเคราะห์รูปแบบการสร้างอัตลักษณ์พุทธศาสนในจังหวัดสุรินทร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนพบว่า แนวทางที่เหมาะสมที่สุด คือ การบูรณาการองค์ประกอบ 3 มิติเข้าด้วยกัน ได้แก่ (1) มิติด้านธรรมะ คือ การปลูกฝังศีลธรรมและการปฏิบัติธรรม (2) มิติด้านวัฒนธรรม คือ การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและเอกลักษณ์พื้นถิ่น และ (3) มิติด้านปัญญา คือ การทำให้วัดเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาเป็นเจ้าของร่วมในการวางแผนและดูแลรักษา เพื่อให้พุทธศาสนสถานไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างทางวัตถุ แต่สามารถหลอมรวมศาสนาให้เป็นวิถีชีวิตของชุมชนได้อย่างยั่งยืน
Downloads
เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. (2544). วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และ
ภูมิปัญญา จังหวัดสุรินทร์. กรุงเทพมหานคร: กรมศิลปากร.
ฐิติพร สะสม. (2553). ศึกษาระบบการบริหารและการจัดการวัดในพระพุทธศาสนา กรณีศึกษา: วัดพระธาตุ
แช่แห้ง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
นิศาราถ แก้ววินัด. (2568). อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์. สัมภาษณ์. 4 พฤศจิกายน.
พระครูบัณฑิตวชิโรภาส. (2568). เจ้าคณะตำบลปราสาททะนง. สนทนากลุ่มย่อย. 11 กันยายน.
พระครูศรีสุนทรสรกิจ. (2568). เจ้าคณะอำเภอลำดวน. สนทนากลุ่มย่อย. 11 กันยายน.
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช). (2551). พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์คำวัด, พิมพ์ครั้งที่ 3. ธรรมสภา.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2541). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพมหานคร: สหธรรมิก.
พระพิมลธรรม (ชอบ อนุจารี). (2554). พุทธประวัติทัศนศึกษา. กรุงเทพมหานคร: กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม 1, 10. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ลักษณา เกยุราพันธ์ และคณะ. (2559). การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนไทยพวนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ จังหวัดนครนายก. วารสาร Veridian E-Journal Silpakorn University ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ. 9 (2), 2190-2201.
วินัย ปุณยรัชตปรีดา. (2568). ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ สนทนากลุ่มย่อย. 11 กันยายน.
สุพัตรา สุภาพ. (2543). สังคมและวัฒนธรรมไทย: ค่านิยม ครอบครัว ศาสนา ประเพณี, พิมพ์ครั้งที่ 11.กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช.
อัษฎางค์ ชมดี. (2553). ร้อยเรื่อง เมืองสุรินทร์, พิมพ์ครั้งที่ 2. สุรินทร์: สํานักหนังสือสุรินทร์สโมสร.
อุบลวรรณ สุวรรณภูสิทธิ์. (2568). รองผู้อำนวยการวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์. สัมภาษณ์. 4 พฤศจิกายน.
Bagri, S. C. (1992). Buddhist Pilgrimages & Tours in India. Nodida: Trishul Publication.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร

