แนวทางการพัฒนาการบริหารด้านสาธารณูปการของพระสังฆาธิการในอําเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
Main Article Content
บทคัดย่อ
วิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาแนวนโยบายในบริหารด้านการสาธารณูปการของพระสังฆาธิการในอําเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ๒) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการบริหารด้านสาธารณูปการของพระสังฆาธิการในอําเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และ ๓) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการด้านสาธารณูปการของพระสังฆาธิการในอําเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ให้ข้อมูลสําคัญและการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างมีจํานวนทั้งสิ้น ๓๐ รูป/คน แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ ๑) ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ๑๕ รูป/คน และ ๒) ผู้สนทนากลุ่ม ๑๕ รูป/คน ผลการวิจัย พบว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาและการพัฒนา คือ ๑) จัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ พร้อมทั้งระบุเลขและชื่อวัด ๒) ใช้ระบบการยืม-คืนที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีลายเซ็นผู้ยืมและผู้คืน พร้อมทั้งระบุวันที่ยืม-คืนไว้อย่างชัดเจน ๓) ให้ชาวบ้านในชุมชนเข้ามีส่วนร่วมในการคิด ตัดสินใจ รับผลประโยชน์ และประเมินผลร่วมกัน ในทุกเรื่อง ๔) หากผู้รับเหมาเปิดบิลแต่ออกชื่อบิลเป็นชื่อของวัด ผู้รับเหมาอ้างชื่อวัดเพื่อติดสินเชื่อในการไปเอาของจากร้าน ต้องลงบันทึกประจําวัน หรือดําเนินคดีตามกฎหมาย ๕) ทําสัญญาหรือข้อตกลงที่ทางวัดสร้างขึ้นที่เป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุการลงโทษผู้ทิ้งงานไว้อย่างชัดเจน เช่น ดําเนินการปรับเงิน หรือยกเลิกสัญญา เป็นต้น และหากเป็นเรื่องเงินทุนการก่อสร้างจํานวนมาก ถึงหลักล้านบาท ในอนาคตจําเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยการฟ้องร้อง ๖) สร้างจิตสํานึกของคน คือ คณะกรรมการ ชาวบ้าน ให้มีความเป็นจิตอาสาให่สูง เพราะถ้าหากมีจิตอาสาต่ํา จะไม่มีความหวงแหนในสินทรัพย์สมบัติของวัดเป็นของตนเอง แนวนโยบายการพัฒนาในอนาคต คือ ทําระบบการจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ ที่เป็นโปรแกรมระบบยืม-คืน ด้วยคอมพิวเตอร์ โดยมีการจัดแบ่งหมวดหมู่ของศาสนวัตถุ และทําเป็นระบบสแกนบาร์โค้ด เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการยืม-คืน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสารเอกสารอ้างอิง
กรมการศาสนา. พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์. กรุงเทพฯ : การศาสนา, ๒๕๔๒.
กันต์กมล ไชยราช. “ผู้นําท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชุมชน : กรณีศึกษาอําเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี”. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๕๑.
ขุนภูนพิเลขกิจ. ประวัติการสร้างเมืองเชียงของ (เจ้าหนานบุษรศ จิตตางกูร) พ.ศ. ๒๔๔๘. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://moohao.blogspot.com, [๒ ก.ย. ๒๕๖๐].
ณดา จันทร์สม. รายงานฉบับสมบูรณ์การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สํานักวิจัยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๕๕.
ติน ปรัชญพฤทธิ์. ศัพท์รัฐประศาสนศาสตร์. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๖.
ปกรณ์ ตันสกุล. “การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานของพระสังฆาธิการในวัดพัฒนาตัวอย่าง”. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏบ่านสมเด็จเจ่าพระยา, ๒๕๔๖.
พระเกษมศักดิ์ วรสกฺโข (อาสนะทอง). “บทบาทพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์อําเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์”, ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์). บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔.
พระครูสันติธรรมาภิรัต (บุญชัย สนฺติกโร). “บทบาทพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ จังหวัดราชบุรี”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา). บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔.
พระมหาชวลิต ชาตเมธี (คงแก้ว). “บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ : ศึกษาเฉพาะกรณี พระสังฆาธิการในจังหวัดภูเก็ต”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์). บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒.
พระมหาธฤติ รุ่งชัยวิทูร. “รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต. บันฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗.
พระมหามณเฑียร วรธมฺโม (ซ้ายเกลี้ยง), “บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์จังหวัดพังงา”.วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์). บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓.
เสนาะ ติเยาว์. หลักการบริหาร. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๙.