ภาวะผู้นําของผู้ปกครองท้องที่ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตําบลห้วยม้า อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

Main Article Content

พระอธิการวรวุทธ์ วชิโร (บุญตัน)
สมจิต ขอนวงค์

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์ของบทความวิจัยนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นําของผู้ปกครองท้องที่ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตําบลห้วยม้า อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสัปปุริสธรรมกับภาวะผู้นําของผู้ปกครองท้องที่ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตําบลห้วยม้า อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภาวะผู้นําของผู้ปกครองท้องที่ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ตําบลห้วยม้า อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีวิจัยเชิงสํารวจกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตตําบลห้วยม้า อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ จํานวน 373 คน จากจํานวนประชากรทั้งหมด 5,500 คน ได้กําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคํานวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของทาโร่ ยามาเน่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ เลือกผู้ให้ข้อมูลสําคัญแบบเจาะจง จํานวน 9 รูปหรือคน ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ประกอบบริบท นําเสนอเป็นความเรียง ประกอบตารางแจกแจงความถี่ของผู้ให้ข้อมูลสําคัญเพื่อสนับสนุนข้อมูลเชิงปริมาณ


ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นําของผู้ปกครองท้องที่ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตําบลห้วยม้า อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสัปปุริสธรรมกับภาวะผู้นําของผู้ปกครองท้องที่ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตําบลห้วยม้า อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (R=.761**) 3. ปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับภาวะผู้นําของผู้ปกครองท้องที่ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตําบลห้วยม้า อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ พบว่า ผู้ปกครองท้องที่บางท่านยังขาดความรู้และความเข้าใจ จึงไม่สามารถให้คําแนะนําที่ชัดเจนให้ประชาชนได้เท่าที่ควร ขาดการชี้แนะถึงการเสียสิทธิ์อันพึงมีของประชาชนในการมาใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ข้อเสนอแนะพบว่า ผู้ปกครองท้องที่ควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อสามารถให้คําแนะนําที่ชัดเจนกับประชาชนได้ ควรแนะนําถึงการเสียสิทธิ์อันพึงมีของประชาชนในการมาใช้สิทธิในการเลือกตั้ง

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
วชิโร (บุญตัน) พ., & ขอนวงค์ ส. (2022). ภาวะผู้นําของผู้ปกครองท้องที่ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตําบลห้วยม้า อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่. วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่, 8(2), 225–235. สืบค้น จาก https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/4255
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. (2553). คู่มือปฏิบัติงานสําหรับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน. กรุงเทพมหานคร : อาสาอารักษาดินแดน.

นนท์ชนันท์กรณ์ ฝ่ายเทศ. (2564). คุณลักษณะผู้นําทางการเมืองท้องถิ่นที่พึงประสงค์ตามหลักสัปปุริสธรรมของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี (สารนิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต). พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระเกรียงศักดิ์ กิตฺติธมฺโม (มีอาจ). (2564). ภาวะผู้นําทางการเมืองตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารเทศบาลตําบลทุ่งโฮ่ง อําเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ (สารนิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต). พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระครูวิชัยธรรมโสภณ (สุวัณ ฐิตโสภโณ). (2564). ภาวะผู้นําทางการเมืองของนักการเมืองตามทรรศนะของพระสงฆ์ในเขตการปกครองคณะสงฆ์อําเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลําภู (วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต). พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

วัชรมน จันรอง. (2563). การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่นในอําเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ (วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต). พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

ศิริพร สีเทา. (2564). การส่งเสริมการกล่อมเกลาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของตํารวจภูธรจังหวัดแพ ร่ (วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต). พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

องค์การบริหารส่วนตําบลห้วยม้า. (2561). แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2561-2565). แพร่ : กองวิชาการและแผนงาน องค์การบริหารส่วนตําบลห้วยม้า.

อํานวย ปาอ้าย. (2560). การพัฒนําภาวะผู้นําของผู้ใหญ่บ้านและกํานันในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา. วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 6(12), 8.