ความเครียดและการปรับตัวของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเครียดและการปรับตัวของนักศึกษา เปรียบเทียบความเครียดและการปรับตัวตามตัวแปร เพศ รายได้ กลุ่มสาขา ลักษณะการอยู่อาศัย สถานภาพสมรสของบิดามารดา บุคลิกภาพ การอบรมเลี้ยงดู สัมพันธภาพระหว่างนักศึกษากับเพื่อน และหาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและการปรับตัวของนักศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๐ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ จํานวน ๔,๗๙๐ คน ได้กลุ่มตัวอย่างจํานวน ๓๘๐ คน แล้วทําการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามบุคลิกภาพ การอบรมเลี้ยงดู สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนกับนักศึกษา ความเครียดและการปรับตัว การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T - test) การทดสอบการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One - way analysis of variance) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน ผลการวิจัย พบว่า
๑. นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีระดับความเครียดอยู่ในระดับสูงกว่าปกติเล็กน้อย และมีการปรับตัวในระดับปานกลาง
๒. เมื่อเปรียบเทียบความเครียดของนักศึกษา ตามตัวแปรต่าง ๆ ดังนี้ นักศึกษาที่มีเพศบุคลิกภาพ การอบรมเลี้ยงดู สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนต่างกัน แหล่งเงินทุนมาจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง กองทุนกู้ยืม (กยศ.) การทํางานหารายได้ ลักษณะการอยู่อาศัย และสถานภาพครอบครัว ต่างกัน พบว่ามีความเครียดไม่แตกต่างกัน สําหรับนักศึกษาสาขาวิชาต่างกัน มีความเครียดแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ๐.๐๕ พบว่านักศึกษาสาขาวิศวกรรมเครื่องกลมีคะแนนเฉลี่ยความเครียดแตกต่างกับนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม และวิศวกรรมอุตสาหการ
๓. เมื่อเปรียบเทียบการปรับตัวของนักศึกษา ตามตัวแปรต่าง ๆ ดังนี้ นักศึกษา ที่มีเพศบุคลิกภาพ การอบรมเลี้ยงดู สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนต่างกัน แหล่งเงินทุนมาจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง กองทุนกู้ยืม (กยศ.) การทํางานหารายได้ ลักษณะการอยู่อาศัย และสถานภาพครอบครัว ต่างกัน พบว่ามีการปรับตัวไม่แตกต่างกัน สําหรับนักศึกษาสาขาวิชาต่างกัน มีการปรับตัวแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ๐.๐๕ พบว่านักศึกษาสาขาวิศวกรรมอุตสาหการมีคะแนนเฉลี่ยการปรับตัวแตกต่างกับนักศึกษาสาขาวิศวกรรมเครื่องกลและสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ส่วนนักศึกษาสาขาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมมีคะแนนเฉลี่ยการปรับตัวไม่แตกต่างกัน
๔. นักศึกษามีคะแนนความเครียดและคะแนนการปรับตัวไม่มีความสัมพันธ์กัน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสารเอกสารอ้างอิง
กรมสุขภาพจิต, “คู่มือคลายเครียด”, (ครั้งที่ ๖) กรุงเทพฯ : ดีไซน์คตอนดักชั่น, ๒๕๔๑.
กาญจนี โชติชัยวิวงศ์กุล, “ปัจจัยบางประการที่เกี่ยวข้องกับความเครียดของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๑ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล”, สารนิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (จิตวิทยาพัฒนาการ), มหาวิทยาลัยศรีนคริน ทรวิโรฒ, ๒๕๔๗.
คันธารัตน์ ยอดพิชัย, “ความสัมพันธ์ระหว่างความสัมพันธ์ในครอบครัว ความฉลาดทางอารมณ์กับความเครียดของนิสิตนักศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐในกรุงเทพมหานคร”,วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย :มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๙.
ชมพูนุท ศรีเสาวลักษณ์, “การอบรมเลี้ยงดูกับการให้เหตุผลเชิงจริยธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในกลุ่มโรงเรียนมัธยมศึกษาส่วนกลางที่ ๑๑/๗ กรุงเทพมหานคร”, ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต. สาขาจิตวิทยาการศึกษาแนะแนว, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, ๒๕๓๐.
ทวีทรัพย์ ผาใต้ และคณะ, “การศึกษาความเครียดและการจัดการความเครียดของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ชั้นปีที่ ๑ ภาคปกติ”. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสาธารณสุขชุมชน, มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, ๒๕๕๓.
นิรมล สุวรรณโคตร, “การปรับตัวของนิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ ๑ มหาวิทยาลัยนเรศวร”, วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการอุดมศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒ, ๒๕๕๓.
พวงรัตน์ ทวีรัตน์, “วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์”, พิมพ์ครั้งที่ ๘. กรุงเทพมหานคร : เจริญผล., ๒๕๔๐.
พีรภาว์ ลิมปนวัสส์, “ความเครียด การจัดการความเครียด และการปรับตัวของนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานคร”, วิทยานิพนธ์ ปริญญาวิทยาศาสตร
มหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๙.
วิเชียร เกตุสิงห์, “ค่าเฉลี่ยกับการแปลความหมายในวิจัยการศึกษา”, ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๓ กุมภาพันธ์ – มีนาคม ๒๕๓๘ หน้า ๘-๑๑ สํานักสารสนเทศทางการศึกษาแห่งชาติ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, ๒๕๓๘.
สร้อยศรี อนันต์ประเสริฐ, “ความเครียดและสุขภาพจิตของนักศึกษาแพทย์แผนโบราณแบบประยุกต์ โรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมารภัจจ์) กรุงเทพมหานคร”, ปริญญานิพนธ์ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (สุขศึกษา), ๒๕๔๔.
สุคนธ์ทิพย์ หนุนพล, “ความเครียดและการปรับตัวของนักศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญโรงเรียนผู้ใหญ่ อําเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี”, ปริญญานิพนธ์ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (สุขศึกษา), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, ๒๕๔๔.
สุทธิดา สายสุดา, “ความเครียดและการจัดการความเครียด ของนักเรียนช่วงชั้นที่ ๓ ที่มีผลการเรียนแตกต่างกัน”, วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๐.
สุรพงษ์ ชูเดช และวิภาวี เอี่ยมวรเมธ, “ตัวแปรในการทํานายสุขภาพจิตและการปรับตัวของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี” วารสารการวิจัยและการพัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (กรกฎาคม – กันยายน), ๒๕๔๕.
อุษา เชาวลิต, “ปัจจัยบางประการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผชิญปัญหาของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีศรีธัญญา.” ปริญญานิพนธ์ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (จิตวิทยาพัฒนาการ), กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๔๐.
อุษากร แซ่เหล้า, “ความเครียดและการปรับตัวของนิสิตชั้นปีที่ ๑ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.”, ปริญญานิพนธ์ วิทยาศาสตรมหําาบัณฑิต (สุขศึกษา) กรุงเทพมหานคร, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๕๐.
Yamane, Taro, “Statistics An Introductory Analysis.” 3rd Edition, Harper and Row, New York.Missing, 1973.