การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามหลักไตรสิกขาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะหลักสัปปุริสธรรม 7 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
คำสำคัญ:
หลักสูตรฝึกอบรม, หลักไตรสิกขา, เสริมสร้างคุณลักษณะ, หลักสัปปุริสธรรม 7บทคัดย่อ
บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรมตามหลักไตรสิกขาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะหลักสัปปุริสธรรม 7 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา 2) ศึกษาประสิทธิผลของการใช้หลักสูตรฝึกอบรม ได้แก่ 2.1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนก่อนและหลังการฝึกอบรม 2.2) ศึกษาคุณลักษณะหลักสัปปุริสธรรม 7 ของนักเรียนหลักจากการได้รับการฝึกอบรม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านบึงหัวแหวน ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม และจัดกิจกรรมตามหลักสูตรฝึกอบรมตามหลักไตรสิกขาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะหลักสัปปุริสธรรม 7 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา โดยใช้แผนการทดลองแบบ One Group Pretest – Posttest Design ทำการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย หลักสูตรฝึกอบรมตามหลักไตรสิกขาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะสัปปุริสธรรม 7 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา จำนวน 6 หน่วย, แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการฝึกอบรมแบบปรนัย 4 ตัวเลือกจำนวน 30 ข้อ, แบบประเมินคุณลักษณะหลักสัปปุริสธรรม 7 จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ได้แก่ 1) ร้อยละ (%) 2) ค่าเฉลี่ย () 3) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ 4) การทดสอบค่าที (t-test แบบ dependent)
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลการพัฒนาและหาประสิทธิของหลักสูตรฝึกอบรมตามหลักไตรสิกขา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะหลักสัปปุริสธรรม 7 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา พบว่า หลักสูตรฝึกอบรมมีค่าเฉลี่ยของระดับความเหมาะสมเท่ากับ 4.089 ซึ่งอยู่ในระดับมาก และก่อนนำหลักสูตรไปทดลองใช้จริง ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขากับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย พบว่า หลักสูตรฝึกอบรมมีค่าประสิทธิ์ภาพ E1/E2 เท่ากับ 77.36/76.48
2. ประสิทธิผลของหลักสูตรฝึกอบรม จากการทดลองใช้หลักสูตรจริงกับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย พบว่า 2.1) ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนหลังจากได้รับการฝึกอบรมสูงกว่าก่อน การฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2.2) คุณลักษณะหลักสัปปุริสธรรม 7 ของนักเรียนในระหว่างและหลังการฝึกอบรม พบว่า ด้านการรู้จักเหตุอยู่ในระดับดีมาก ด้านการรู้จักผลอยู่ในระดับดีมาก และด้านการรู้จักตนอยู่ในระดับดี
เอกสารอ้างอิง
ขวัญษา เอกจิตต์ และอุทัย สติมั่น. (2559). “หลักไตรสิกขากับการพัฒนาคน”. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์, 3(2), 170-178.
เครือวัลย์ ลิ่มอภิชาต. (2531). หลักและเทคนิคการฝึกอบรมและการพัฒนา. กรุงเทพฯ : สยามศิลป์ การพิมพ์.
จิราภรณ์ วัชรปราการ. (2550). การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม เรื่อง การประเมินผลตามสภาพจริง สำหรับวิทยากรอาชีพระยะสั้น อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี (วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต). นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช. (2545). คู่มือการเขียนแผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. กรุงเทพฯ : แม็ค.
นนทวัฒน์ สุขผล. (2543). เทคนิคการฝึกอบรมอย่างมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : เอ็กซ์เปอร์เน็ท.
พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธัมมจิตโต). (2562). ปฎิญญาโรงเรียนวิถีพุทธบูรณาการหลักไตรสิกขา. เรียกใช้เมื่อ 22 เมษายน 2564 จาก https://www.thairath.co.th/news/society/1497451
พระปลัดสาธิต อมโรม. (2558). ศึกษาการจัดการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 เขตบางคอแหลม สังกัดกรุงเทพมหานคร (วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต). พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
เริงลักษณ์ โรจน์พันธ์. (2529). เทคนิคการฝึกอบรม. กรุงเทพฯ : ภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
วิน เชื้อโพธิ์หัก. (2537). การพัฒนาบุคคลและการฝึกอบรม. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
วิจิตร อาวะกุล. (2540). การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต). (2561). การพัฒนาที่ยั่งยืน. กรุงเทพฯ : ผลิธรรม.
สนฤดี ศรีสวัสดิ์. (2551). การพัฒนาชุดการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้หลักการเรียนรู้แบบไตรสิกขา เรื่อง การเสริมทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร


