การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการสอนภาษาจีน ตามแนวคิดการฝึกหัดทางปัญญาของนักศึกษาวิชาชีพครู วิชาเอกการสอนภาษาจีน
คำสำคัญ:
รูปแบบการเรียนการสอน, เสริมสร้างสมรรถนะ, การฝึกหัดทางปัญญา, นักศึกษาวิชาชีพครู, การสอนภาษาจีนบทคัดย่อ
บทความเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการสอนภาษาจีน ตามแนวคิดการฝึกหัดทางปัญญาของนักศึกษาวิชาชีพครู วิชาเอกการสอนภาษาจีน โดยใช้ขั้นตอนการศึกษา 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1) การศึกษาและวิเคราะห์ ทฤษฎี หลักการ แนวคิด ข้อความรู้ที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดการฝึกหัดทางปัญญาและการเสริมสร้างสมรรถนะการสอนภาษาจีนของนักศึกษาวิชาชีพครู วิชาเอกการสอนภาษาจีน ขั้นที่ 2) การสังเคราะห์ข้อความรู้เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน ขั้นที่ 3) การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการสอนภาษาจีนตามแนวคิดการฝึกหัดทางปัญญา ขั้นที่ 4) การจัดทำเอกสารและสื่อประกอบรูปแบบการเรียนการสอนเสริมสร้างสมรรถนะการสอนภาษาจีนตามแนวคิดการฝึกหัดทางปัญญา และขั้นที่ 5 การตรวจสอบและประเมินรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการสอนภาษาจีนตามแนวคิดการฝึกหัดทางปัญญา (ก่อนการทดลองใช้)
ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการสอนภาษาจีน ตามแนวคิดการฝึกหัดทางปัญญาของนักศึกษาวิชาชีพครู วิชาเอกการสอนภาษาจีน ควรใช้การเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก เรียนรู้จากการสังเกตการณ์ปฏิบัติของตัวแบบ การกำหนดภาระงานที่เพิ่มความซับซ้อน และหลากหลายที่สะท้อนผลการเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ และมีการพัฒนาตนเองต่อเนื่องไป โดยมีขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน เป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ขั้นการจัดเตรียมของครู (ดำเนินการก่อนการจัดการเรียนการสอน) และระยะที่ 2 ขั้นผู้เรียนสร้างความรู้ (ดำเนินการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน) ซึ่งมีอยู่ 8 ขั้นตอน คือ 1. ผู้สอนดำเนินการสอนทฤษฎีและเนื้อหาสาระ 2. ผู้เรียนรวบรวมข้อมูลและสรุปความรู้ด้วยตนเองอย่างมีความหมาย 3. ผู้เรียนออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้โดยมีครูและตัวแบบช่วยให้คำแนะนำ 4. ผู้เรียนสะท้อนเนื้อหาสาระและทักษะการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ 5. ผู้สอนเตรียมตัวผู้เรียนในการปฏิบัติการสอนในสถานปฏิบัติการณ์จริง 6. ผู้เรียนนำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบไว้ไปใช้สอนจริง 7. ผู้เรียนสรุปผลการเรียนรู้และสะท้อนการเรียนรู้ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ 8. ผู้เรียนประเมินการเรียนรู้ของตนเองตามสภาพจริง
เอกสารอ้างอิง
กิ่งฟ้า สินธุวงษ์ และไพศาล สุวรรณน้อย. (2553). การประเมินผลการเรียนการสอนตาม สภาพจริง. ขอนแก่น : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ทิศนา แขมมณี. (2545). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สถาบันภาษาจีน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). แผนพัฒนาการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ (เฉพาะภาษาจีน). เรียกใช้เมื่อ 29 มกราคม 2563 จาก http://www.moe.go.th/websm/2013/dec/439.html.
สุภิญญา เรือนแก้ว. (2560). ความสำคัญของภาษาจีนในปัจจุบัน. เรียกใช้เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2563 จาก http://ning-50010110079.blogspot.com/2009/09/blog-post.html
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2561). การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ. กรุงเทพฯ : จัดพิมพ์โดยกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กระทรวงศึกษาธิการ.
Bloom, B., and others. (1971). Hand Book on Formative and Summative Evaluation of Student Learning. New York: McGraw – Hill Book Compaany Inc.
Collins, Brown & New man. (1989). Situated Cognition and the Culture of Learning. Educational Researcher, 18(1), 32-42.
Kogan. (2002). Models of Thinking in Young Children : A Study of the Creativity-Intelligence Distinction. New York : Holt, Rinehart and Winston.
Lickona, Schapps, and Lewis. (2002). Eleven principles of effective character education: Character education partnership. Retrieved October 22, 2020, from https://www.character.org/Principles/index.c9i/
Schunk, D.H. (2015). Learning theories : An educational perspective. 3rd . New Jersey : Prentice Hall.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร


