วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jssi <p> <strong> วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์</strong> ISSN 3057-0948 (Online) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2567 โดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ ประเทศไทย จัดพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ (2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ)</p> <p>-ปรากฏในฐานข้อมูล google scholar ตั้งแต่ปี 2024</p> <p>-ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (DOIs) ได้รับการระบุในฐานข้อมูล DataCite (https://search.datacite.org/works?query=DR.KET)</p> <p>-วารสารกำลังพัฒนาปรับปรุงรูปแบบและประเด็นหลักเพื่อเป็นไปตามเกณฑ์การประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI เพื่อรองรับการประเมินจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย</p> สถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ เลขที่ 1 หมู่ 12 ตำบลเหล่าต่างคำ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย 43120 th-TH วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์ 3057-0948 THE EFFICIENCY OF WORK PERFORMANCE COMPETENCIES OF LOCAL GOVERNMENT PERSONNEL IN ADVANCING TOWARD A CONCRETE SMART LOCALITY: EVIDENCE FROM MAHA SARAKHAM PROVINCE https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jssi/article/view/3617 <p>This study aims to: (1) examine the level of work performance competencies of personnel in local government organizations in Mueang District, Maha Sarakham Province; and (2) analyze the organizational and managerial factors influencing such competencies. A quantitative research design was employed. The sample consisted of 175 civil servants and contract employees working in local government organizations in the study area. Data were collected using a structured questionnaire with high reliability (Cronbach’s alpha = 0.912). Statistical analyses included descriptive statistics, independent sample t-tests, one-way analysis of variance (ANOVA), correlation analysis, and multiple regression analysis. The findings reveal that the overall level of work performance competency was high (mean = 4.41), particularly in communication and coordination, task performance, and problem-solving abilities. Differences in competencies across demographic characteristics were generally not statistically significant, except for monthly income in certain dimensions. More importantly, organizational and managerial factors including career advancement opportunities, welfare and compensation, job characteristics, and organizational relationships significantly influenced work performance competencies. The regression model explained 65.40% of the variance in competency levels. In conclusion, the study highlights that internal organizational conditions play a critical role in enhancing personnel competencies. Strengthening career development systems, improving compensation structures, and fostering supportive organizational environments are essential for advancing effective and sustainable smart local governance.</p> Ntapat Worapongpat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์ 2026-04-30 2026-04-30 3 2 1 28 ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นเลิศในศตวรรษที่ 21 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jssi/article/view/3344 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีจำแนกตามขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในสถานศึกษา จำนวน 205 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.15, S.D. = 0.65) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี รองลงมาคือ ด้านความเป็นเลิศในการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี 2) ผลการเปรียบเทียบพบว่า ผู้บริหารในสถานศึกษาขนาดใหญ่มีภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีสูงกว่าผู้บริหารในสถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความพร้อมด้านทรัพยากรมีผลต่อการแสดงออกถึงบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยี</p> วัชรพงษ์ เมืองโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์ 2026-04-30 2026-04-30 3 2 29 37 ฺ การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา เรื่อง พลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jssi/article/view/3419 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาสังคมศึกษา เรื่อง พลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น วิธีดำเนินการวิจัยใช้รูปแบบกลุ่มเดียวทดลองก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดประชานิมิตร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้เทคนิค 5E ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับเทคนิค 5<strong><em>E </em></strong>มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.45/81.30 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับ มากที่สุด ข้อค้นพบจากการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การบูรณาการกระบวนการสืบเสาะหาความรู้เข้ากับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในบทบาทหน้าที่พลเมืองผ่านการลงมือปฏิบัติและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ </p> บรรจง เชิญชัยภูมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์ 2026-04-30 2026-04-30 3 2 38 52 การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jssi/article/view/3424 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 320 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์และแบบสอบถามภาคสนาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการ และด้านการพัฒนาบุคลากรตามลำดับ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์และทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสามารถร่วมกันพยากรณ์การบริหารการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษาให้สอดคล้อง กับบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัล</p> นราธิป สุขเป็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์ 2026-04-30 2026-04-30 3 2 53 61 ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์เพื่อสุขภาพที่ดี: บทบาทของพุทธศาสนิกชน https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jssi/article/view/3421 <p>บทความวิชาการเชิงแนวคิดนี้มุ่งเสนอกรอบการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการถวายภัตตาหารของพุทธศาสนิกชนให้สอดคล้องกับหลักโภชนาการและหลักธรรมเรื่อง <strong>“</strong>การให้ทาน<strong>”</strong> โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในพระสงฆ์ไทย ซึ่งมักเผชิญข้อจำกัดในการเลือกอาหารจากการทำบุญใส่บาตร บทความนี้สังเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิจัยด้านสุขภาพพระสงฆ์ หลักธรรมทางพุทธศาสนา และทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ แบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model: HBM) ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) และทฤษฎีองค์ความรู้ทางสังคม (Social Cognitive Theory: SCT) เพื่ออธิบายกลไกการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสู่ “การทำบุญด้วยเมตตาและปัญญา”</p> <p>กรอบแนวคิดประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การสื่อสารถึงความเสี่ยงและประโยชน์ (2) การออกแบบทางเลือกการถวายที่ปฏิบัติได้จริง (3) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวัด ชุมชน และหน่วยงานสาธารณสุข และ (4) การติดตามและสะท้อนผลเพื่อคงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ข้อเสนอเชิงปฏิบัติครอบคลุมแนวทาง <strong>“</strong>ตักบาตรสุขภาพ<strong>”</strong> การสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะ และการเสริมพลังแกนนำชุมชน โดยคาดว่าจะช่วยพัฒนาวัฒนธรรมการถวายภัตตาหารที่ส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ ลดภาระโรค และสนับสนุนความยั่งยืนของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย</p> อรนุช สุขอนันต์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์ 2026-04-30 2026-04-30 3 2 62 74