https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jssi/issue/feed วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์ 2026-06-28T17:17:23+07:00 สถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ socialscienceinnovation.12@gmail.com Open Journal Systems <p> <strong> วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์</strong> ISSN 3057-0948 (Online) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2567 โดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ ประเทศไทย จัดพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ (2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ)</p> <p>-ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (DOIs) ได้รับการระบุในฐานข้อมูล DataCite (https://search.datacite.org/works?query=DR.KET)</p> <p>-วารสารกำลังพัฒนาปรับปรุงรูปแบบและประเด็นหลักเพื่อเป็นไปตามเกณฑ์การประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI เพื่อรองรับการประเมินจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย</p> https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jssi/article/view/4158 ALGORITHMIC VISIBILITY AND CULTURAL POWER: A THEORETICAL REFLECTION ON THAI DIGITAL MEDIA 2026-06-03T15:28:27+07:00 Qinghao Guo s65584946019@ssru.ac.th Kaijie Yang s65584946019@ssru.ac.th Xinbo Wang s65584946019@ssru.ac.th <p>This academic article examines how algorithmic visibility reshapes cultural power in Thai digital media under conditions of platformization. Rather than treating algorithms as neutral mechanisms of content distribution, the article conceptualizes algorithmic systems as cultural infrastructures that actively structure what becomes visible, recognizable, and culturally dominant. Drawing on theories of platform governance, algorithmic power, and communication art (Bucher, 2018; Gillespie, 2014; Couldry &amp; Hepp, 2017), the article develops a theoretical framework to analyze how Thai cultural expression is selectively amplified, reorganized, and hierarchized in digital environments. It argues that cultural power in platformized media is increasingly determined by visibility regimes shaped through algorithmic filtering, repetition, and engagement optimization. Thai digital media thus becomes a site where cultural identity is not only expressed but also algorithmically negotiated. By reframing visibility as a form of power, this article contributes to communication art scholarship and advances theoretical understanding of digital culture beyond representational paradigms.</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jssi/article/view/3434 แนวทางการบริหารจัดการสถานศึกษาเชิงนวัตกรรม 2026-03-23T15:06:44+07:00 สถาพร ประนิล sathapaw@outlook.com <p>การบริหารจัดการสถานศึกษาเชิงนวัตกรรมเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสถานศึกษาต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านสังคม เทคโนโลยี นโยบายทางการศึกษา และความคาดหวังของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด หลักการ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสถานศึกษาเชิงนวัตกรรม รวมทั้งนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงเอกสาร โดยการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดจากเอกสารทางวิชาการ งานวิจัย และนโยบายด้านการศึกษา ผลการศึกษา พบว่า การบริหารจัดการสถานศึกษาเชิงนวัตกรรมควรมุ่งเน้นการพัฒนาในหลายมิติ ได้แก่ การบริหารวิชาการที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและการเรียนรู้เชิงรุก การบริหารบุคลากรที่เน้นการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การบริหารงบประมาณและทรัพยากรอย่างสร้างสรรค์และคุ้มค่า การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร รวมถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่ายทางการศึกษา นอกจากนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม มีวิสัยทัศน์ และสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม บทความนี้คาดหวังว่าจะเป็นแนวทางเชิงวิชาการที่ช่วยสนับสนุนผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำแนวคิดการบริหารจัดการสถานศึกษาเชิงนวัตกรรมไปปรับใช้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jssi/article/view/3991 ทฤษฎีพหุนันทนาการ: จากกิจกรรมเชิงเส้นสู่ระบบนิเวศการมีส่วนร่วม เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของผู้สูงวัยไทย 2026-05-09T16:57:46+07:00 เตชภณ ทองเติม spsc_network@hotmail.com <p>ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดของไทย สุขภาวะและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงวัยกำลังเผชิญข้อจำกัดจากกรอบแนวคิดนันทนาการเชิงเส้นที่ไม่สามารถอธิบายความซับซ้อนของการมีส่วนร่วมและผลลัพธ์เชิงหน้าที่ได้อย่างเพียงพอ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิพากษ์ข้อจำกัดของกรอบแนวคิดดังกล่าว 2) พัฒนาทฤษฎีพหุนันทนาการ (Plural Recreation Theory: PRT) เป็นกรอบแนวคิดเชิงระบบที่สอดคล้องกับบริบทผู้สูงวัยไทย 3) อธิบายกลไกที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมกับสมรรถภาพการทำหน้าที่และความสามารถในการกำกับตนเอง และ 4) เสนอแนวทางการวิเคราะห์และออกแบบกิจกรรมนันทนาการในบริบทไทย โดยใช้การสังเคราะห์องค์ความรู้ที่บูรณาการมิติชีวภาพ พฤติกรรม และโครงสร้างสังคม</p> <p>ผลการสังเคราะห์ภายใต้กรอบ PRT พบว่า นันทนาการสำหรับผู้สูงวัยทำงานในลักษณะระบบเปิดที่มีปฏิสัมพันธ์แบบไม่เป็นเชิงเส้น ผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ พหุรูปแบบ พหุมิติ พหุระดับ และพหุความหมาย ซึ่งร่วมกันส่งเสริมการปรับตัวทางสรีรวิทยา การบูรณาการสุขภาวะกายและจิตสังคม การลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึง และการสร้างคุณค่าและความหมายของชีวิต กลไกเหล่านี้ช่วยยกระดับสมรรถภาพเชิงหน้าที่และความสามารถในการกำกับตนเอง ทำให้ผู้สูงวัยเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับบริการเป็นผู้กำหนดวิถีชีวิตของตนเอง บทความเสนอให้ปรับการออกแบบนันทนาการจากกิจกรรมเชิงเดี่ยวสู่การสร้างระบบนิเวศการมีส่วนร่วมที่บูรณาการโครงสร้าง กลไกการปรับตัวทางสรีรวิทยา และคุณค่าของชีวิต เพื่อส่งเสริมสมรรถภาพเชิงหน้าที่ การดูแลตนเอง คุณภาพชีวิต และการธำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างยั่งยืนในสังคมไทยร่วมสมัย</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jssi/article/view/4066 คน ป่า เหมี้ยง: การพัฒนาคุณค่าทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมสู่การจัดการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติบำบัดอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง 2026-06-21T08:22:53+07:00 รัชฎาภรณ์ ทองแป้น pongsatorn.kjn2518@gmail.com พงศธร คำใจหนัก 1976ratchadaporn@gmail.com ชนม์ธนัช สุวรรณ Chontanatsuwan@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) วิเคราะห์คุณค่าทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนบ้านป่าเหมี้ยงในฐานะทุนภูมิสังคม ที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์พื้นที่กับกลไกการปกครองท้องถิ่น (2) ศึกษากระบวนการบริหารจัดการพื้นที่และการปรับตัวเชิงนโยบายของชุมชนภายใต้โครงสร้างอำนาจเชิงพื้นที่และข้อจำกัดของนโยบายการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณค่าทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมสู่รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติบำบัดอย่างยั่งยืน บนฐาน ธรรมาภิบาลชุมชนและการจัดการเชิงพื้นที่ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 38 คน ได้แก่ ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรกรผู้ทำสวนเหมี้ยง เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสังเกตการณ์ภาคสนาม และแนวคำถามสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การตีความเชิงบรรยาย และการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย ตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนบ้านป่าเหมี้ยงมีทุนภูมิสังคมที่เข้มแข็งและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ประกอบด้วยทุนทางสังคม 3 มิติ ได้แก่ ทุนแบบยึดเหนี่ยว ทุนแบบเชื่อมโยง และทุนแบบเชื่อมโยงกับอำนาจ ชุมชนใช้ยุทธศาสตร์การต่อรอง 3 แบบ ได้แก่ การใช้ข้อมูล/แผนที่ GPS การสร้างพันธมิตรเครือข่าย และการสร้างผลงานเชิงประจักษ์ผ่านการท่องเที่ยว จนสามารถเปลี่ยนสถานะจากผู้บุกรุกมาเป็นหุ้นส่วนการอนุรักษ์ได้ ผลการสังเคราะห์นำไปสู่กรอบ "ธรรมาภิบาลเชิงพื้นที่" สำหรับการจัดการท่องเที่ยวธรรมชาติบำบัดอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ โครงสร้างธรรมาภิบาลร่วม 3 ภาคส่วน การแบ่งโซนพื้นที่ 3 โซน ระบบกระจายผลประโยชน์ 3 กองทุน และกลไกการเรียนรู้และปรับตัว คุณูปการทางวิชาการของการวิจัยนี้คือการพัฒนาแนวคิด "ทุนภูมิสังคม" เป็นกรอบบูรณาการข้ามศาสตร์ระหว่างรัฐประศาสนศาสตร์และภูมิศาสตร์มนุษย์</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jssi/article/view/4071 AI-BASED ACTIVE TEACHING COMPETENCY MODEL FOR DIGITAL BUSINESS EDUCATION AND TECH-STARTUP ECOSYSTEM DEVELOPMENT IN PRIVATE COLLEGES 2026-06-21T08:38:55+07:00 Ntapat Worapongpat dr.thiwat@gmail.com <p>This study aimed to 1) identify the components of AI-based active teaching competencies among academic staff in digital business faculties at private higher education institutions, 2) develop and validate a Buddhist-integrated AI-based Active Learning competency model for Tech-Startup education, and 3) propose practical guidelines for applying the model to interdisciplinary curricula and integrated degree programs. This quantitative study employed a survey research design. The sample consisted of 380 academic staff members from digital business faculties in private higher education institutions, selected using multi-stage sampling. Data were collected through a five-point Likert-scale questionnaire covering six competency dimensions: AI-based instructional design, AI-supported facilitation and assessment, AI literacy and ethics, Buddhist learning competency, entrepreneurial learning design, and readiness for interdisciplinary curriculum development. Descriptive statistics, Confirmatory Factor Analysis (CFA), and Structural Equation Modeling (SEM) were employed for data analysis.</p> <p> The findings indicated that all six competency dimensions were rated at a high level. Structural Equation Modeling demonstrated that AI-based instructional design, AI-supported facilitation and assessment, AI literacy and ethics, Buddhist learning competency, and entrepreneurial learning design significantly influenced the proposed competency model. Among these factors, Buddhist learning competency exerted the strongest effect. Furthermore, the competency model significantly enhanced readiness for interdisciplinary curriculum development, including integrated Bachelor's–Master's and Master's–Doctoral programs. The proposed model demonstrated satisfactory goodness-of-fit with the empirical data based on established model fit indices.</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสังคมศาสตร์