https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/issue/feed วารสารศรีขวาวนคร 2026-08-12T10:04:48+07:00 Asst.Prof.Dr.Naitawan Kumkom joskn2025@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>ISSN:</strong> 3088-1447 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม– สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม) </p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์: </strong></p> <p>วารสารศรีขวาวนคร มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงทางด้าน สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การศึกษา การจัดการและบริหารธุรกิจ ศิลปะ ดนตรี การแสดง และวัฒนธรรมโดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษาและนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><strong>: </strong>บทความวิจัย, บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ: </strong></p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ในลักษณะปกปิดความลับของทั้งสองฝ่าย (Double blind peer-reviewe) ที่ผู้พิจารณาบทความจะไม่ทราบชื่อ หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความก็ไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นกัน</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่: </strong></p> <p>วารสารศรีขวาวนครจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความละ 3,000 โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมิน ในกรณีที่บรรณาธิการปฏิเสธการตีพิมพ์หรือกรณีที่ผู้เขียนขอยกเลิกบทความเองจะคืนค่าตีพิมพ์ แต่หากมีการส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ววารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียมให้ </p> https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/3711 บทบาทการมีส่วนร่วมกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 2026-03-11T18:42:59+07:00 อชิรญา การะเกตุ achiraya.dao@gmail.com โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ jawjumpa@hotmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1) ระดับบทบาทการมีส่วนร่วม 2) ระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทการมีส่วนร่วมกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1</p> <p> กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จำนวน 334 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราประมาณค่า 6 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.989 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของครู โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับ 1 คือการมีส่วนร่วมในการประเมินผล รองลงมาคือการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และอันดับสุดท้ายคือ การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ตามลำดับ ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของครู โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับ 1 คือ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ รองลงมาคือ การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และอันดับสุดท้ายคือ การวัดผล ประเมินผลการเรียน ตามลำดับ ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทการมีส่วนร่วมกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2026-08-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีขวาวนคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/3720 นิเวศวิทยาเชิงสาเหตุกับสมรรถนะดิจิทัลผู้บริหารของครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 2026-03-06T10:38:40+07:00 จุฑาภรณ์ เดือนกอง chimera.pin28@gmail.com โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ jawjumpa@hotmail.com <p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาระดับนิเวศวิทยาเชิงสาเหตุ 2) ศึกษาระดับสมรรถนะดิจิทัลผู้บริหาร 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของนิเวศวิทยาเชิงสาเหตุกับสมรรถนะดิจิทัลผู้บริหารของครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู จำนวน 322 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ การหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) นิเวศวิทยาเชิงสาเหตุ โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับ 1 คือ ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ รองลงมาคือด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ และอันดับสุดท้ายคือ ด้านการพัฒนาตนเอง ตามลำดับ 2) สมรรถนะดิจิทัลผู้บริหาร โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือด้านพื้นฐานแอปพลิเคชัน รองลงมา คือ ด้านพื้นฐานคอมพิวเตอร์และออนไลน์ ด้านแอปพลิเคชันหลักในการทำงาน และอันดับสุดท้าย คือ ด้านความรู้พื้นฐานคอมพิวเตอร์ ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างนิเวศวิทยาเชิงสาเหตุกับสมรรถนะดิจิทัลผู้บริหารของครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ผลการวิเคราะห์ นิเวศวิทยาเชิงสาเหตุกับสมรรถนะดิจิทัลผู้บริหาร ด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณ ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ มีค่าเท่ากับ 0.521 และสามารถอธิบายความผันแปรของนิเวศวิทยาเชิงสาเหตุกับสมรรถนะดิจิทัลผู้บริหาร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 27.20 และผลการทดสอบสมมติฐาน นิเวศวิทยาเชิงสาเหตุกับสมรรถนะดิจิทัลผู้บริหาร พบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2026-08-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีขวาวนคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/3722 ทักษะ 3R8Cs กับการบริหารสถานศึกษา ของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 2026-03-06T10:43:43+07:00 ธิดารัตน์ สระหงษ์ทอง thidarat.srahongthong@gmail.com โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ jawjumpa@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะ 3R8Cs ของบุคลากรการศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะ 3R8Cs กับการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 327 คน โดยกำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางของ Krejcie &amp; Morgan เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับทักษะ 3R8Cs ของบุคลากรการศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับ 1 คือ ทักษะความเมตตากรุณา มีคุณธรรม และมีระเบียบวินัย รองลงมา ทักษะความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ ทักษะทางอาชีพและการเรียนรู้ ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ไขปัญหา ทักษะการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ทักษะความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรมและกระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม การเขียน การสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ การคำนวณ และอันดับสุดท้ายคือ การอ่าน ตามลำดับ 2) ระดับการบริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูงมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับ 1 คือ ด้านการบริหารงบประมาณ รองลงมา ด้านการบริหารบุคคล ด้านการบริหารวิชาการ และอันดับสุดท้ายคือ ด้านการบริหารทั่วไป ตามลำดับ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะ 3R8Cs กับการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะ 3R8Cs กับการบริหารสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา ด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณ พบว่า ทักษะ 3R8Cs ทั้ง 11 ตัวสามารถร่วมกันพยากรณ์ค่าเฉลี่ยการบริหารสถานศึกษา ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.926 และค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ ( ) เท่ากับ .858 แสดงว่า ทักษะ 3R8Cs สามารถอธิบายความแปรปรวนของการบริหารสถานศึกษาได้ร้อยละ 85.80</p> 2026-08-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีขวาวนคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/3735 ปัจจัยสิ่งแวดล้อมนิเวศวิทยากับการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนอนุบาลราชบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 2026-03-06T10:47:01+07:00 ประทีป บุญมา prateebboonma30@gmail.com โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ jawjumpa@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยสิ่งแวดล้อมนิเวศวิทยา 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ให้ความสำคัญเชิงอิทธิพลนิเวศวิทยากับประสิทธิผลทางการบริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 132 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ หาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยสัมประสิทธิ์อย่างง่ายของเพียรสัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) นิเวศวิทยาเชิงสาเหตุโดยรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับ 1 คือ ด้านสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหาร รองลงมาคือ ด้านจริยธรรม และอันดับสุดท้าย ด้านนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ตามลำดับ 2) ประสิทธิผลด้านการบริหารสถานศึกษา โดยรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือ งานงบประมาณ รองลงมา งานวิชาการ อันดับ 3 คือ งานบุคคล และอันดับสุดท้าย คืองานทั่วไป ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรของปัจจัยที่ให้ความสำคัญเชิงอิทธิพลนิเวศวิทยากับประสิทธิผลทางการบริหารสถานศึกษา ด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณ พบว่าปัจจัยด้านสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหาร ปัจจัยด้านจริยธรรม และปัจจัยด้านนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณมีค่าเท่ากับ 0.784 และสามารถอธิบายความผันแปรของปัจจัยที่ให้ความสำคัญเชิงอิทธิพลนิเวศวิทยากับประสิทธิผลทางการบริหารสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 61.50 และผลทดสอบสมมติฐานปัจจัยที่ให้ความสำคัญเชิงอิทธิพลนิเวศวิทยากับประสิทธิผลทางการบริหารสถานศึกษา พบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.01</p> 2026-08-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีขวาวนคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/3748 วงจรการบริหารกับความพร้อมสถานศึกษายุคดิจิทัลของครู สังกัดโรงเรียนมัธยมศึกษาเทศบาลเมืองปทุมธานี 2026-03-11T18:49:52+07:00 อภิญญา สังข์ทุ่ง aphinyabeen@gmail.com โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ jawjumpa@hotmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหาร 2) ศึกษาระดับความพร้อมสถานศึกษายุคดิจิทัล 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารกับความพร้อมสถานศึกษายุคดิจิทัลของครูสังกัดโรงเรียนมัธยมศึกษาเทศบาลเมืองปทุมธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) การบริหารโดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือด้านการ รองลงมา คือด้านการนำแผนที่วางไว้ไปปฏิบัติ ด้านการตรวจสอบ และอันดับสุดท้ายคือด้านการนำแผนที่แก้ไขแล้วไปปฏิบัติใหม่ตามลำดับ 2) ความพร้อมสถานศึกษายุคดิจิทัล โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือใบรับรองมาตรฐานความสามารถด้านคอมพิวเตอร์สากล (ICDL) ระดับพื้นฐานสำหรับแรงงาน (The International Computer Driving License (ICDL) Workforce Basics) รองลงมาคือใบรับรองความรู้ความสามารถด้านดิจิทัล (Digital Literacy Certification (IC3)) ตามลำดับ<strong><em> </em></strong>3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารกับความพร้อมสถานศึกษายุคดิจิทัลของครูสังกัดโรงเรียนมัธยมศึกษาเทศบาลเมืองปทุมธานี ในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.000 ผลการวิเคราะห์ การบริหารกับความพร้อมสถานศึกษายุคดิจิทัล ด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณ ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ มีค่าเท่ากับ 0.930 และสามารถอธิบายความผันแปรของการบริหารกับความพร้อมสถานศึกษายุคดิจิทัล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 90.00 และผลการทดสอบสมมติฐาน การบริหารกับความพร้อมสถานศึกษายุคดิจิทัล พบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 </p> 2026-08-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีขวาวนคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/3749 ความสัมพันธ์เชิงพฤติกรรมกับการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ บุคลากรทางการศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 2026-03-11T18:53:04+07:00 อาภัสรา ไกรนาจันท์ aputsawa9358@gmail.com โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ jawjumpa@hotmail.com <p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาระดับพฤติกรรม 2) ศึกษาระดับการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของบุคลากรทางการศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน ได้มาโดยใช้ตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ ทาร์โร่ ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) พฤติกรรมของบุคลากรทางการศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านเข้าใจสถานการณ์ รองลงมา คือ ด้านให้คำแนะนำเมื่อเกิดปัญหา ด้านให้คำแนะนำกับบุคลากรที่ขาดประสบการณ์ <span style="font-size: 0.875rem;">และอันดับสุดท้าย คือ ด้านสนับสนุนบุคลากรที่รับผิดชอบงานที่มีความสำคัญ ตามลำดับ 2) การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล รองลงมาคือด้านการส่งต่อนักเรียน ด้านการคัดกรองนักเรียน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา และอันดับสุดท้ายคือด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณ พบว่า ด้านเข้าใจสถานการณ์ ด้านให้คำแนะนำเมื่อเกิดปัญหา ด้านให้คำแนะนำกับบุคลากรที่ขาดประสบการณ์ และด้านสนับสนุนบุคลากรที่รับผิดชอบงานที่มีความสำคัญ ตามลำดับ ความสำคัญใหม่ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่าเท่ากับ 0.910 และสามารถอธิบายความผันแปรของพฤติกรรมกับการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 82.80 (R</span><sup>2</sup><span style="font-size: 0.875rem;">=0.828) และผลการทดสอบสมมติฐานพฤติกรรมกับการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</span></p> 2026-08-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีขวาวนคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/3762 การประชาสัมพันธ์กับการบริหารงานของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ 2026-03-17T10:08:31+07:00 จิรณัฏฐ์กร เปาริสารคุณกร kokib.181994@gmail.com โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ jawjumpa@hotmail.com <p> บทความวิจัยฉบับนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหาร และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานประชาสัมพันธ์กับการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรผู้รับผิดชอบงานบริหาร 4ฝ่าย และครูหรือเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ จำนวน 175 คน ได้มาโดยใช้ตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ Krejcie &amp; Morgan เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม การสถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการบริหารงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการประเมินผลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการกำหนดปัญหา ด้านการดำเนินงานและการสื่อสาร และด้านการวางแผน ตามลำดับ 2) การบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารในภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยด้านการบริหารงานบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการบริหารงานทั่วไป ด้านการบริหารงบประมาณ และด้านการบริหารวิชาการ ตามลำดับ 3) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานประชาสัมพันธ์กับการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ ด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณ พบว่า การบริหารงานประชาสัมพันธ์มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับการบริหารสถานศึกษา ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่าเท่ากับ0.906 และสามารถอธิบายความผันแปรของการบริหารงานประชาสัมพันธ์กับการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 82 (R2= 0.820) และผลการทดสอบสมมติฐานการบริหารงานประชาสัมพันธ์กับการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2026-08-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีขวาวนคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/4137 แนวทางการเสริมสร้างประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา 2026-06-09T19:06:37+07:00 อัมรินทร์ เหนือร้อยเอ็ด ballhot30@gmail.com <p> บทความนี้นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลและแนวทางการเสริมสร้างการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา โดยใช้กรอบแนวคิดการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Human Resource Management: SHRM) เป็นฐานในการวิเคราะห์ เพื่อเชื่อมโยงการบริหารบุคลากรเข้ากับพันธกิจและเป้าหมายของสถานศึกษา องค์ประกอบสำคัญของ SHRM ได้แก่ การวางแผนกำลังคน การสรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพ การพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง การประเมินผลที่เป็นธรรม และการบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม ผลการศึกษาชี้ว่า ความสอดคล้องระหว่างนโยบายการบริหารบุคลากรกับบริบทของสถานศึกษา เช่น วัฒนธรรมองค์การ โครงสร้างการบริหาร และนโยบายต้นสังกัด มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับประสิทธิผลการดำเนินงาน แนวทางการพัฒนาที่เสนอประกอบด้วยการสรรหาและพัฒนาบุคลากร การสร้างแรงจูงใจและวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง การพัฒนาภาวะผู้นำ การจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารบุคลากร ทั้งนี้ ประสิทธิผลของการบริหารงานบุคคลสะท้อนผ่านพันธกิจที่ชัดเจน ภาวะผู้นำด้านวิชาการ บุคลากรที่เหมาะสมและทุ่มเท การทำงานที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ และบรรยากาศการทำงานที่ดี ซึ่งทั้งหมดเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสถานศึกษาที่มีคุณภาพและตอบสนองต่อความท้าทายในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิผล</p> 2026-08-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีขวาวนคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/4138 แนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอนของครู ผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนวัดสัมมาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 2026-06-09T19:17:35+07:00 อัมรินทร์ เหนือร้อยเอ็ด ballhot30@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการและแนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอนของครูผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยศึกษาจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ครูโรงเรียนวัดสัมมาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 จำนวน 17 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเรียนรู้จากการปฏิบัติงานร่วมกันของกลุ่มครูที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยมีองค์ประกอบสำคัญได้แก่ วิสัยทัศน์ร่วม การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำแบบกระจาย การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ และชุมชนแห่งความไว้วางใจ สำหรับแนวทางการพัฒนาศักยภาพที่สำคัญ ประกอบด้วย การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม การออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบท การสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสะท้อนคิดและปรับปรุงแผนการสอน การปฏิบัติจริงและการสังเกตการณ์ การสนับสนุนด้านนโยบายและงบประมาณ ตลอดจนการสรุปผลและต่อยอดสู่นวัตกรรมการสอน ทั้งนี้ ปัจจัยความสำเร็จที่จะช่วยให้กระบวนการ PLC ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำของผู้บริหาร การจัดสรรเวลาและทรัพยากร การสร้างวัฒนธรรมความไว้วางใจ การมีเป้าหมายที่ชัดเจน และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-08-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีขวาวนคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/4185 ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อำนาจของผู้บริหารกับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนวัดบ้านชุ้ง(อิสระวิทยา) 2026-07-03T18:38:34+07:00 ภาคภูมิ ทองลาด kokib.181994@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพี่อศึกษาการการใช้อำนาจของผู้บริหารที่ส่งผลต่อขวัญและขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของครู และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อำนาจของผู้บริหารกับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนวัดบ้านชุ้ง(อิสระวิทยา) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ครูโรงเรียนวัดบ้านชุ้ง(อิสระวิทยา) ในปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 6 คน สถิติที่ใช้การแจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช่ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนมากเป็นผู้หญิง มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป มีประสบการณ์การทำงานไม่เกิน 5 ปี ระดับการใช้อำนาจของผู้บริหารในการปฏิบัติงาน พบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนในรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน ระดับขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน พบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ในรายด้านอยู่ระดับมากทุกด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อำนาจของผู้บริหารกับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครู ในภาพรวมมีความสัมพันธ์ในระดับมาก โดยมีค่าความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01</p> 2026-08-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีขวาวนคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/4186 บทบาทในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยของผู้ปกครอง โรงเรียนวัดบ้านชุ้ง(อิสระวิทยา) 2026-07-12T09:45:51+07:00 ภาคภูมิ ทองลาด kokib.181994@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์และการดำเนินการวิจัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจบทบาทของผู้ปกครองในการสนับสนุนพัฒนาการเด็กปฐมวัย พร้อมทั้งเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อบทบาทดังกล่าว โดยวิเคราะห์จำแนกตามระดับการศึกษาเป็นเกณฑ์หลัก กลุ่มประชากรที่ศึกษาประกอบด้วยผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านชุ้ง(อิสระวิทยา) รวมจำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเอง โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) รายข้อเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัยข้อค้นพบจากการศึกษาปรากฏผลดังนี้ ในภาพรวมพบว่าผู้ปกครองมีระดับการแสดงบทบาทเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง อย่างไรก็ดี เมื่อจำแนกเป็นรายประเด็นพบว่า มี 2 ด้านที่ผู้ปกครองมีระดับการปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์มาก ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมถึงด้านการร่วมมือจัดกิจกรรมระหว่างสถานศึกษากับชุมชนและท้องถิ่น</p> 2026-08-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีขวาวนคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/4282 ผ้าหมี่บ้านขวาว ลายดาวล้อมเดือน ยาบดอกสะแบง: จากสมปักพระราชทานชั้นยศ สู่ประเพณีบุญเดือน 6 2026-07-12T09:59:20+07:00 ชัยชิต พันชูกลาง chaychitphanchuklang@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติ พัฒนาการ และความหมายเชิงสัญลักษณ์ของผ้าหมี่บ้านขวาว ลายดาวล้อมเดือน ยาบดอกสะแบง ตั้งแต่สมปักพระราชทานชั้นยศจนเชื่อมโยงสู่ประเพณีบุญเดือน 6 2) ศึกษากระบวนการผลิต การใช้ประโยชน์ และการสืบทอดภูมิปัญญา และ 3) วิเคราะห์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ พร้อมแนวทางอนุรักษ์และพัฒนาเป็นทุนทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน การวิจัยเป็นเชิงคุณภาพโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางวัฒนธรรม เก็บข้อมูลจากเอกสารและภาคสนามในพื้นที่บ้านขวาว จังหวัดร้อยเอ็ด โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ผู้ให้ข้อมูล 50 คน ได้แก่ ผู้รู้ ผู้ปฏิบัติ และประชาชนทั่วไป โดยใช้การสัมภาษณ์ การสังเกต การสนทนากลุ่ม และการประชุมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตรวจสอบสามเส้า เพื่อความน่าเชื่อถือ ครอบคลุมมิติประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผ้าหมี่บ้านขวาว ลายดาวล้อมเดือน ยาบดอกสะแบง มีพัฒนาการเชื่อมโยงจากผ้าสมปักปูมในราชสำนัก สู่การสืบทอดเป็นภูมิปัญญาทอผ้าไหมมัดหมี่ของชุมชนบ้านขวาว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยพัฒนาลวดลายเฉพาะถิ่นที่สะท้อนความเชื่อเรื่องจักรวาล ความอุดมสมบูรณ์ และสัมพันธ์กับประเพณีบุญเดือน 6 2) ด้านกระบวนการผลิต ชุมชนยังคงสืบทอดองค์ความรู้ตั้งแต่การเลี้ยงไหม การย้อมสี การมัดลาย และการทอผ้า ผ่านการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แม้มีการปรับให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ 3) ด้านคุณค่า ผ้าหมี่บ้านขวาวมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และเศรษฐกิจ สามารถพัฒนาเป็นทุนทางวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืน โดยแนวทางอนุรักษ์ควรมุ่งพัฒนาฐานข้อมูล ถ่ายทอดภูมิปัญญา ออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย สร้างแบรนด์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม</p> 2026-08-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศรีขวาวนคร