https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/issue/feed
วารสารศรีขวาวนคร
2025-12-29T19:16:09+07:00
Asst.Prof.Dr.Naitawan Kumkom
joskn2025@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>ISSN:</strong> 3088-1447 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม– สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม) </p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์: </strong></p> <p>วารสารศรีขวาวนคร มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงทางด้าน สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การศึกษา การจัดการและบริหารธุรกิจ ศิลปะ ดนตรี การแสดง และวัฒนธรรมโดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษาและนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><strong>: </strong>บทความวิจัย, บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ: </strong></p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ในลักษณะปกปิดความลับของทั้งสองฝ่าย (Double blind peer-reviewe) ที่ผู้พิจารณาบทความจะไม่ทราบชื่อ หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความก็ไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นกัน</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่: </strong></p> <p>วารสารศรีขวาวนครจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความละ 3,000 โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมิน ในกรณีที่บรรณาธิการปฏิเสธการตีพิมพ์หรือกรณีที่ผู้เขียนขอยกเลิกบทความเองจะคืนค่าตีพิมพ์ แต่หากมีการส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความแล้ววารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียมให้ </p>
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/2698
พฤติกรรมเชิงจริยธรรมกับการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ร่วมกับการทำงานอย่างริเริ่มสร้างสรรค์ของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ
2025-09-01T20:16:54+07:00
อรรถพล ทองจันทร์
auttaponbuey.30@gmail.com
โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
jawjumpa@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับพฤติกรรมเชิงจริยธรรม 2) ศึกษาระดับการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ร่วมกับการทำงานอย่างริเริ่มสร้างสรรค 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเชิงจริยธรรมกับการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ร่วมกับการทำงานอย่างริเริ่มสร้างสรรค์ของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) พฤติกรรมเชิงจริยธรรมโดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับ 1 คือด้านลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตน-ทั่วไป รองลงมาคือด้านความเชื่ออำนาจในตน-ทั่วไป ตามลำดับ 2) การทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ร่วมกับการทำงานอย่างริเริ่มสร้างสรรค์ โดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านการคิดทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ร่วมกับการคิดทำงานอย่างริเริ่มสร้างสรรค์ รองลงมา คือ ด้านพฤติกรรมการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ร่วมกับพฤติกรรมการทำงานอย่างริเริ่มสร้างสรรค์ ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเชิงจริยธรรมกับการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ร่วมกับการทำงานอย่างริเริ่มสร้างสรรค์ ด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณ พบว่า ด้านลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตน-ทั่วไป ด้านความเชื่ออำนาจในตน-ทั่วไป ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่าเท่ากับ 0.900 และสามารถอธิบายความผันแปรของพฤติกรรมเชิงจริยธรรมกับการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ร่วมกับการทำงานอย่างริเริ่มสร้างสรรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 90.00 (R<sup>2</sup>=0.911) และผลการทดสอบสมมติฐานพฤติกรรมเชิงจริยธรรมกับการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ร่วมกับการทำงานอย่างริเริ่มสร้างสรรค์ และพบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> <p> </p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีขวาวนคร
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/2761
มนุษยนิยมเชิงนิเวศกับการพัฒนาวิชาชีพครูของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
2025-09-08T11:43:56+07:00
กมลชนก พันชมภู
kamolchanok252535@gmail.com
โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
jawjumpa@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับมนุษย์นิยมเชิงนิเวศ 2) ศึกษาระดับการพัฒนาวิชาชีพครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นิยมเชิงนิเวศกับการพัฒนาวิชาชีพครูของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) มนุษย์นิยมเชิงนิเวศ อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือด้านทัศนคติต่อวิชาชีพ รองลงมา คือด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ด้านความก้าวหน้าและผลตอบแทน ด้านนโยบายขององค์การ ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และอันดับสุดท้ายคือด้านลักษณะงาน ตามลำดับ 2) การพัฒนาวิชาชีพครูโดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ รองลงมา คือ ด้านการปฏิบัติงาน และอันดับสุดท้ายคือด้านการปฏิบัติตน ตามลำดับ 3) <em>มนุษย์นิยมเชิงนิเวศกับการพัฒนาวิชาชีพครูของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยภาพรวม มีค่าความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ</em><em> 0.01</em></p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : มนุษย์นิยมเชิงนิเวศ, การพัฒนาวิชาชีพครู,การบริหาร</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีขวาวนคร
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/2763
สมรรถนะครูการศึกษาพิเศษกับนิเวศวิทยาสังคมศาสตร์ของบุคลากรทางการศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
2025-09-08T11:45:07+07:00
ธีราภรณ์ ศรีอนันต์
madamkikkie13@gmail.com
โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
jawjumpa@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ) ศึกษาระดับสมรรถนะครูการศึกษาพิเศษ 2) ศึกษาระดับนิเวศวิทยาสังคมศาสตร์ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะครูการศึกษาพิเศษกับนิเวศวิทยาสังคมศาสตร์ของบุคลากรทางการศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช่ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า1) สมรรถนะครูการศึกษาพิเศษโดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านสมรรถนะด้านการจัดการศึกษาพิเศษ รองลงมา คือ ด้านสมรรถนะด้านจิตวิญญาณความเป็นครูการศึกษาพิเศษ และอันดับสุดท้ายคือ ด้านสมรรถนะด้านการสร้างเครือข่ายและทีมงานในการจัดการศึกษาพิเศษ ตามลำดับ 2)นิเวศวิทยาสังคมศาสตร์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือด้านสภาพแวดล้อมด้านอาคารสถานที่ รองลงมา คือด้านสภาพแวดล้อมด้านสังคมกลุ่มเพื่อน ด้านสภาพแวดล้อมด้านการเรียนการสอน และอันดับสุดท้ายคือด้านสภาพแวดล้อมด้านการบริหาร ตามลำดับ 3)ความสัมพันธ์ของสมรรถนะครูการศึกษาพิเศษกับนิเวศวิทยาสังคมศาสตร์โดยภาพรวม มีค่าความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีขวาวนคร
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/2766
ลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน และเหตุผลเชิงจริยธรรม กับพฤติกรรมจริยธรรมของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง
2025-09-09T22:52:07+07:00
อัจฉรา คงคณะ
autchara_16@hotmail.co.th
โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
jawjumpa@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน และเหตุผลเชิงจริยธรรม (จิตพฤติกรรม) 2) ศึกษาระดับพฤติกรรมการทำงานและ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตนและเหตุผลเชิงจริยธรรมกับพฤติกรรมจริยธรรมของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ แจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน และเหตุผลเชิงจริยธรรม (จิตพฤติกรรม) โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในระดับมาก อันดับที่ 1 คือ ด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ รองลงมา คือ ด้านเหตุผล เชิงจริยธรรม และอันดับสุดท้าย คือ ด้านความเชื่ออำนาจในตน ตามลำดับ 2) พฤติกรรมจริยธรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านทัศนคติ รองลงมา คือ ด้านค่านิยม และอันดับสุดท้าย คือ ด้านคุณธรรม ตามลำดับ 3) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตนและเหตุผลเชิงจริยธรรม (จิตพฤติกรรม) กับพฤติกรรมจริยธรรม ด้วยวิธีถดถอยพหุคูณ มีค่าเท่ากับ 0.912 และสามารถอธิบายความผันแปรของจิตพฤติกรรมกับพฤติกรรมจริยธรรมของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 87.80 (R<sup>2</sup>=0.878)และผลการทดสอบสมมติฐานลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตนและเหตุผลเชิงจริยธรรม (จิตพฤติกรรม) กับพฤติกรรมจริยธรรมและพบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> <p> </p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีขวาวนคร
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/2767
ความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพกับคุณภาพชีวิตของของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2
2025-09-11T22:24:34+07:00
พยอม กุลสง
payomkunsong2@gmail.com
โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
jawjumpa@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาระดับความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพ 2)ศึกษาระดับคุณภาพชีวิต 3)ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพกับคุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 313 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ แจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1)ความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพภายในตน รองลงมาคือ ด้านความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพแบบบังเอิญ และอันดับสุดท้ายคือ ด้านความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพจากผู้อื่นตามลำดับ 2)คุณภาพชีวิต โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านด้านสุขภาพ รองลงมาคือ ด้านสัมพันธภาพทางสังคม และอันดับสุดท้ายคือ ด้านการด้านสิ่งแวดล้อม ตามลำดับ 3)ความสัมพันธ์ของความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพกับคุณภาพชีวิตในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.000 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพกับคุณภาพชีวิต พบว่า ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่าเท่ากับ 0.912 และสามารถอธิบายความผันแปรของความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพกับคุณภาพชีวิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 87.80 (R<sup>2</sup>=0.878) และผลการทดสอบสมมติฐานความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพส่งผลทางบวกคุณภาพชีวิตและพบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีขวาวนคร
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/2768
จิตลักษณะเดิมในบุคคลกับความเอื้ออาทรและความสมานฉันท์ของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์
2025-09-09T23:03:05+07:00
จริยา เบ้าสารี
jjarimim@gmail.com
โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
jawjumpa@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับจิตลักษณะเดิมในบุคคล 2) ศึกษาระดับความเอื้ออาทรและความสมานฉันท์ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของจิตลักษณะเดิมในบุคคลกับความเอื้ออาทรและความสมานฉันท์ของบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 306 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) จิตลักษณะเดิมในบุคคล โดยภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านการเชื่ออำนาจในตน รองลงมา คือด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ด้านเหตุผลเชิงจริยธรรม และอันดับสุดท้าย คือ ด้านการมุ่งอนาคตและควบคุมตน ตามลำดับ 2) ความเอื้ออาทรและความสมานฉันท์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือ ด้านจิตลักษณะพฤติกรรมเอื้ออาทร รองลงมาคือ ด้านจิตลักษณะพฤติกรรมสมานฉันท์ ตามลำดับ 3) <em>ความสัมพันธ์ของจิตลักษณะเดิมในบุคคลกับความเอื้ออาทรและความสมานฉันท์โดยภาพรวม มีค่าความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ</em><em> 0.01</em></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีขวาวนคร
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/2769
ปัจจัยการบริหารการนิเทศกับการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2
2025-09-24T19:36:37+07:00
วราภรณ์ ใบภักดี
waraporn9818@gmail.com
โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
jawjumpa@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยการบริหารการนิเทศ 2) ศึกษาระดับการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารการนิเทศกับ การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครู จำนวน 313 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ แจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยการบริหารการนิเทศ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า อันดับที่ 1 คือปัจจัยด้านองค์กร รองลงมาคือ ปัจจัยด้านบริบทพื้นที่ และอันดับสุดท้ายคือ ปัจจัยด้านบุคคล ตามลำดับ 2) การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน อันดับที่ 1 คือ ขั้นการจัดโครงการ รองลงมา คือ ขั้นวางแผน และอันดับสุดท้าย คือ ขั้นประเมินผล ตามลำดับ 3) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหาร การนิเทศกับการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ ด้วยวิธีถดถอยพหุคูณ มีค่าเท่ากับ 0.900 และสามารถอธิบายความผันแปรของปัจจัยการบริหารการนิเทศกับการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้ร้อยละ 91.10 (R<sup>2</sup>=0.911) และผลการทดสอบสมมติฐานปัจจัยการบริหารการนิเทศกับการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้และพบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีขวาวนคร
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/3169
บทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยใน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลขวาว
2025-12-20T11:28:48+07:00
น้ำฝน โงชาฤทธิ์
chaychitphanchuklang@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลขวาว และ2)เพื่อเปรียบเทียบบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลขวาว จำแนกตามระดับการศึกษาของผู้ปกครอง ประกอบด้วย ด้านพัฒนาการด้านร่างกาย พัฒนาการด้านอารมณ์ และ จิตใจ พัฒนาการด้านสังคม พัฒนาการด้านสติปัญญา โดยจำแนกตามสถานภาพของผู้ปกครองในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลขวาว ได้แก่ด้านระดับการศึกษาของผู้ปกครอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ปกครองจำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเป็นเพศหญิง มีอายุ 30-35 ปี มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี และมีอาชีพรับจ้าง บทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลขวาว โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อันดับหนึ่ง คือ พัฒนาการด้านร่างกาย รองลงมาคือ พัฒนาการด้านสังคม พัฒนาการด้านสติปัญญา และอันดับสุดท้ายคือ พัฒนาการด้านอารมณ์ และ จิตใจ ผลการเปรียบเทียบบทบาทของการเปรียบเทียบบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลขวาวพบว่า ผู้ปกครองของเด็กที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลขวาวไม่ต่างกัน</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีขวาวนคร
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/3178
ผู้ทรงอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ต่อทัศนคติและความตั้งใจเชิงพฤติกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
2025-12-20T11:36:51+07:00
สุชีรา สายะรัตนชัย
kokib.181994@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของผู้ทรงอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ต่อทัศนคติและความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามกับผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทย จำนวน 400 ตัวอย่าง ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยสมการโครงสร้างผ่านโปรแกรม AMOS 22</p> <p>ผลการศึกษาเผยให้เห็นว่า ความเชี่ยวชาญและความไว้วางใจส่งผลโดยตรงต่อความน่าดึงดูดใจของผู้ทรงอิทธิพล ส่วนความน่าดึงดูดใจและความคล้ายคลึงกันมีผลโดยตรงต่อทัศนคติที่มีต่อผู้ทรงอิทธิพล และทัศนคติที่เกิดขึ้นมีอิทธิพลต่อความตั้งใจติดตาม เลียนแบบ และแนะนำผู้ทรงอิทธิพลตามลำดับ ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ทรงอิทธิพลด้านการท่องเที่ยวบนโซเชียลมีเดียคือควรสร้างทัศนคติเชิงบวกให้ผู้ติดตามผ่านความน่าดึงดูดใจและความคล้ายคลึงกัน โดยความน่าดึงดูดใจสามารถเสริมสร้างได้จากความเชี่ยวชาญและความไว้วางใจ</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีขวาวนคร
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/joskn/article/view/3250
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
2025-12-28T11:39:27+07:00
จิรวรรณ ทองพายัพ
thongphayup@gmail.com
<p><em>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ </em>1)ศึกษาปัญหาและอุปสรรคของข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 2) เสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ กลุ่มข้าราชการตำรวจ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ฯ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาเชิงคุณภาพ จะทำการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 15 คน โดยเลือกใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ และเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง โดยแบ่งกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1) กลุ่มผู้บังคับบัญชา ชั้นสัญญาบัตร 2) กลุ่มผู้ปฏิบัติ 3) กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พ.ร.บ.ฯ</p> <p><em>ผลการวิจัยพบว่า </em><em>1) </em>ปัญหาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจับกุม ควบคุมตัว ส่งมอบ จนถึงการสอบสวนคดีสูญหาย โดยเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร เทคโนโลยี มาตรฐานการดำเนินงาน และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน แม้กฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ในทางปฏิบัติยังมีความไม่ชัดเจนในการตีความกฎหมาย กรอบเวลา และกลไกการทำงานร่วมกัน ทำให้การบังคับใช้ยังขาดประสิทธิภาพ<em> 2) </em>พบประเด็นสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ วัฒนธรรมองค์กรที่เคารพสิทธิมนุษยชน การพัฒนาความรู้กฎหมาย การดูแลเหยื่ออย่างเป็นระบบ ระบบตรวจสอบที่โปร่งใส และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ประเด็นดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายอย่างชอบธรรม มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศรีขวาวนคร