วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp <p> วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่ รับบทความตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้านการศึกษา พระพุทธศาสนา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ภาษาศาสตร์ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บทความที่รับตีพิมพ์จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ และผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองบทความ (Peer Review) จำนวน 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double-blind Peer Review)</p> <div><strong>ISSN (เดิม)</strong></div> <div> </div> <div> <p>ISSN: 2408-2457 (Print)</p> <p><strong>ISSN (ใหม่) เริ่มใช้ตั้งแต่ ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป</strong></p> <p>ISSN 3088-3121 (Online)</p> <div><span lang="th">ผู้สนใจสามารถส่งบทความเพื่อรับการพิจารณาตีพิมพ์ได้ที่ <a href="https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/">https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp</a></span></div> </div> <p> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่</strong></p> <p>ปีละ <em><strong>2</strong></em> ฉบับ</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p> th-TH บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร jgsr.phrae@gmail.com (วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่) jgsr.phrae@gmail.com (พระครูสังฆรักษ์ศักดิ์ดา ฉนฺทโก) Thu, 19 Feb 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ภาวะผู้นำทางการศึกษาแนวพุทธบูรณาการ : การหลอมรวมวิถีธรรมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3790 <p class="5175" style="text-indent: 0cm;"><span lang="TH">บทความวิชาการเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิด ภาวะผู้นำทางการศึกษาแนวพุทธบูรณาการ ภายใต้บริบทสังคมร่วมสมัยที่การศึกษาเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และคุณค่าทางวัฒนธรรม โดยตั้งคำถามสำคัญว่า แนวคิดภาวะผู้นำที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพเชิงระบบและผลสัมฤทธิ์เชิงปริมาณเพียงด้านเดียว สามารถตอบสนองเป้าหมายการพัฒนามนุษย์และความยั่งยืนทางการศึกษาได้อย่างแท้จริงหรือไม่ บทความนี้ใช้กรอบแนวคิดจากหลักพุทธธรรมในพระพุทธศาสนา ผสานกับศาสตร์การบริหารการศึกษาสมัยใหม่ เพื่อสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดเชิงคุณธรรมที่มุ่งพัฒนาผู้นำทางการศึกษาอย่างองค์รวม ทั้งในมิติด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ระเบียบวิธีการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากพระไตรปิฎก คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และงานวิชาการร่วมสมัยด้านภาวะผู้นำและการบริหารการศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทและคุณลักษณะของผู้นำทางการศึกษาในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน</span></p> <p class="5175" style="text-indent: 0cm;"><span lang="TH">บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า ภาวะผู้นำทางการศึกษาแนวพุทธบูรณาการเป็นกระบวนทัศน์ที่สามารถเติมเต็มข้อจำกัดของแนวคิดภาวะผู้นำเชิงประสิทธิภาพ โดยมุ่งพัฒนาผู้นำให้มีความสมดุลระหว่างความสามารถเชิงบริหารกับคุณธรรมภายใน ผ่านการบูรณาการหลักพุทธธรรมสำคัญ ได้แก่ พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 ปาปณิกธรรม 3 และสาราณียธรรม 6 ซึ่งช่วยเสริมสร้างเมตตา ความรับผิดชอบ ความเป็นธรรม ความสามัคคี และการตัดสินใจอย่างมีสติและปัญญา หลักธรรมดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างครอบคลุมในทุกด้านของการบริหารสถานศึกษา ส่งผลให้เกิดบรรยากาศการทำงานที่เกื้อกูลต่อการเรียนรู้ ความร่วมมือ และความผาสุกของบุคลากรและผู้เรียน บทความเสนอว่า ภาวะผู้นำทางการศึกษาแนวพุทธบูรณาการ มีคุณค่าเชิงวิชาการในการขยายกรอบแนวคิดภาวะผู้นำให้ครอบคลุมมิติทางจริยธรรมและการพัฒนามนุษย์ และมีคุณค่าเชิงปฏิบัติในการเป็นแนวทางพัฒนาผู้บริหารการศึกษาให้สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความมั่นคง เข้มแข็ง และยั่งยืนในระยะยาว</span></p> อรอนงค์ วูวงศ์, สาธร แก่นมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3790 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์ประวัติและการสืบทอดวัฒนธรรมทางภาษาไทลื้อสู่เยาวชนในชุมชนบ้านถิ่น ตำบลบ้านถิ่น อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3514 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาภาษาไทลื้อของชุมชนบ้านถิ่น อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 2) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านภาษาไทลื้อสู่เยาวชนของชุมชนบ้านถิ่น อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 3) เพื่อเสนอแนวทางการอนุรักษ์ภาษาไทลื้อของชุมชนบ้านถิ่น อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) โดยการลงพื้นที่สัมภาษณ์เชิงลึก และจัดกิจกรรมการถ่ายทอดเชิงปฏิบัติการ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ภาษาไทลื้อในบ้านถิ่นเป็นรากฐานสำคัญของอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ชาวไทลื้อที่มีถิ่นกำเนิดจากยูนนานก่อนอพยพสู่ล้านนา ภาษามีเอกลักษณ์ทั้งด้านเสียง คำศัพท์ และอักษร ที่ได้รับอิทธิพลจากอักษรธรรมล้านนา ชุมชนยังคงรักษาประเพณี ความเชื่อผีบรรพบุรุษ และการตั้งชื่อท้องถิ่นไว้ ความพยายามฟื้นฟูตั้งแต่ทศวรรษที่ 39 รวมถึงบทบาทของสมาคมไทลื้อช่วยคงภาษาให้มั่นคง ภาษาไทลื้อจึงเป็นทั้งเครื่องมือสื่อสาร ความทรงจำ และอัตลักษณ์ที่ควรอนุรักษ์สู่คนรุ่นใหม่</p> <p>2) การถ่ายทอดภาษาไทลื้อแก่เยาวชนเน้นพื้นที่เรียนรู้ที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน เริ่มด้วยการสร้างจิตสำนึกให้เห็นคุณค่า ผ่านเรื่องเล่า เพลง และประเพณี เสริมด้วยการฝึกปฏิบัติจริง เช่น งานบุญ ฟ้อนรำ และการเขียนอักษรไทลื้อ ผู้เฒ่าและครูภูมิปัญญามีบทบาทสำคัญในการสืบทอดภาษาและค่านิยมชุมชนผสมผสานสื่อดิจิทัลเพื่อให้การเรียนรู้เข้าถึงง่าย และสร้างความภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น</p> <p>3) แนวทางอนุรักษ์ภาษาไทลื้อประกอบด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมวัฒนธรรมและสื่อดิจิทัล การบูรณาการภาษาเข้ากับงานบุญ พิธีกรรม และโครงการโรงเรียน ชุมชนผลิตสื่อใหม่ เช่น วิดีโอ เกมภาษา และแอปพลิเคชันร่วมกับเยาวชน ผู้เฒ่าและครูภูมิปัญญาเป็นแกนกลางในการถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่าและการปฏิบัติจริง มีการสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชน บันทึกภาษา และจัดทำคลังข้อมูลดิจิทัลเพื่อรักษาภาษาให้มั่นคง</p> สุพจน์ แก้วไพทูรย์, พระอนุสรณ์ กิตฺติวณฺโณ, อภิชา สุขจีน, นพรัตน์ รัตนวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3514 Sat, 27 Jun 2026 00:00:00 +0700 วิเคราะห์การพัฒนาตนตามหลักอริยทรัพย์ 7 ของพระสงฆ์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3520 <p class="5175" style="margin-top: 0cm; text-indent: 0cm;"><span lang="TH">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาหลักการพัฒนาตน ของพระสงฆ์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาหลักอริยทรัพย์ 7 ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 3) เพื่อวิเคราะห์หลักอริยทรัพย์ 7 ของพระสงฆ์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักอริยทรัพย์ 7 ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา วรรณกรรม ทางศาสนา วรรณกรรมคำสอน หนังสือวิชาการ งานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง วิทยานิพนธ์ บทความวิชาการ แล้วนำข้อมูลมาสรุปเรียบเรียงเพื่อนำเสนอข้อมูล</span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0cm; text-indent: 0cm;"><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า </span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0cm; text-indent: 0cm;"><span lang="TH">1) การพัฒนาตนของพระสงฆ์เป็นหัวใจสำคัญในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนา มีเป้าหมายสูงสุดคือความบริสุทธิ์และความหลุดพ้น กระบวนการพัฒนาครอบคลุมทั้งกาย วาจา และใจ ภายใต้หลักธรรมสำคัญ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา และความไม่ประมาท ปัจจัยเกื้อหนุนมาจากพระธรรมวินัย กัลยาณมิตร ญาติโยม และคณะสงฆ์ ขณะที่อุปสรรคคือกระแสวัตถุนิยมและการบิดเบือนพระธรรมวินัย การพัฒนาตนจึงต้องอาศัยความเพียรและการรักษาวินัยอย่างเคร่งครัด</span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0cm; text-indent: 0cm;"><span lang="TH">2) อริยทรัพย์ 7 ได้แก่ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ และปัญญา เป็นทรัพย์ภายในที่ไม่เสื่อมสูญ แตกต่างจากทรัพย์ภายนอกที่ไม่ยั่งยืน แต่ละข้อมีความหมายเชิงจริยธรรม เช่น ศรัทธาเป็นพลังใจ ศีลคือการควบคุมกายวาจา หิริและโอตตัปปะคือการละอายและเกรงกลัวต่อบาป พาหุสัจจะคือการใฝ่รู้ จาคะคือการเสียสละ และปัญญาคือความรู้รอบ การสะสมอริยทรัพย์เป็นเสบียงทางธรรมที่ทำให้พระสงฆ์ เป็นเนื้อนาบุญและหลักประกันความยั่งยืนของพระศาสนา</span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0cm; text-indent: 0cm;"><span lang="TH">3) ผลการวิเคราะห์อริยทรัพย์ 7 ในมิติของไตรสิกขา แสดงให้เห็นการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ศรัทธาและศีลสัมพันธ์กับศีลสิกขา หิริและโอตตัปปะเกื้อหนุนสมาธิสิกขา ส่วนพาหุสัจจะ จาคะ และปัญญาเป็นฐานของปัญญาสิกขา การพัฒนาตนจึงมิใช่เพียงการสะสมคุณธรรมรายข้อ แต่เป็นการบูรณาการเข้ากับการฝึกฝนอย่างครบวงจร ผลลัพธ์คือการสร้างสมดุลทั้งศีล สมาธิ และปัญญา นำไปสู่ความเป็นอริยบุคคล และความมั่นคงทางจริยธรรม</span></p> พระปลัดวีระ สํวโร, พระราชเขมากร, พรหมเรศ แก้วโมลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3520 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง อริยมรรคมีองค์ 8 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนม่วงไข่พิทยาคม จังหวัดแพร่ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/4174 <p class="5175" style="text-align: left; text-indent: 0cm;" align="left"><span lang="TH">บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา พระพุทธศาสนา เรื่อง อริยมรรคมีองค์ 8 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนม่วงไข่พิทยาคม จังหวัดแพร่ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5</span>E)<span lang="TH"> 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง อริยมรรคมีองค์ 8 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนม่วงไข่พิทยาคม จังหวัดแพร่ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5</span>E) <span lang="TH">โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนม่วงไข่พิทยาคม จังหวัดแพร่ ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 33 คน ซึ่งผู้วิจัยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาพระพุทธศาสนา เรื่องอริยมรรคมีองค์ 8 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยได้ดำเนินสร้างเครื่องมือโดยศึกษาเนื้อหาเรื่อง อริยมรรค มีองค์ 8 จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า </span>t-test <span lang="TH">แบบ </span>Dependent</p> <p class="5175" style="text-align: left; text-indent: 0cm;" align="left"><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า</span></p> <p class="5175" style="text-align: left; text-indent: 0cm;" align="left"><span lang="TH">1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา พระพุทธศาสนา เรื่อง อริยมรรคมีองค์ 8 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนม่วงไข่พิทยาคม โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5</span>E) <span lang="TH">คะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.70 ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.28 คะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 14.91 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.24</span></p> <p class="5175" style="text-align: left; text-indent: 0cm;" align="left"><span lang="TH">2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา พระพุทธศาสนา เรื่อง อริยมรรค มีองค์ 8 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนม่วงไข่พิทยาคมโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5</span>E) <span lang="TH">หลังเรียนมีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</span></p> พระวรชัย สมนึก, พระพงศทัศน์ ทุมพิลา, พฤทธ์ อินจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/4174 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 พุทธปรัชญากับจิตวิทยาว่าด้วยเงิน : การรื้อสร้างมโนทัศน์เรื่องอัตตาและเสรีภาพในยุคทุนนิยมดิจิทัล https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3883 <p><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; color: #0d0d0d;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์กระบวนทัศน์เรื่องเงินในฐานะปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาพฤติกรรมผ่านกรอบแนวคิดเชิงพุทธ 2) เพื่อวิพากษ์ความสัมพันธ์เชิงภววิทยา ระหว่างเงิน เสรีภาพ และอัตตา ในฐานะส่วนขยายของอุปาทาน ผ่านมุมมองพุทธปรัชญา และ 3) เพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดเชิงพุทธปรัชญาในการเปลี่ยนผ่านสู่เสรีภาพที่แท้จริง งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสารและการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์</span></p> <p><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; color: #0d0d0d;">ผลการวิจัยพบว่าในมิติของทุนนิยมดิจิทัล เงินทำหน้าที่เป็นโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ที่ขยาย "อัตตา" และตอกย้ำความเห็นผิดในฐานะตัวตน พฤติกรรมการจัดการเงินของมนุษย์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยตรรกะเชิงคณิตศาสตร์ แต่ถูกกำหนดโดยประสบการณ์ทางอารมณ์และอนุสัย ซึ่งสอดคล้องกับหลักพุทธปรัชญาที่มองว่าอวิชชาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มนุษย์ให้ค่าแก่เงินจนกลายเป็นอุปาทานที่บีบคั้นจิตใจ นอกจากนี้ยังพบว่าเสรีภาพทางการเงินในกระแสหลักเป็นเพียงเสรีภาพเชิงเงื่อนไขที่ตกอยู่ใต้อำนาจนำของตัณหา ผู้วิจัยจึงเสนอแบบจำลองเสรีภาพการเปลี่ยนผ่านจากภาวะแรงขับในการครอบครอง ไปสู่ภาวะแห่งความมีอยู่ด้วยความตระหนักรู้ อันนำไปสู่เสรีภาพที่แท้จริงที่ไม่ต้องอิงอาศัยอามิส เพื่อแปรเปลี่ยนมูลค่าทางเศรษฐกิจ<br />สู่เสรีภาพที่แท้จริงในเชิงจิตวิญญาณ</span></p> พระครูปลัดธันรบ โชติวํโส (วงศ์ษา) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3883 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700