วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp
<p><span style="font-size: 0.875rem;"> วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ รับบทความตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้านพุทธศาสตร์ ด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บทความที่รับตีพิมพ์จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ และผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองบทความ (Peer Review) อย่างน้อย จำนวน 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double-blind Peer Review)</span></p> <p class="p1"><strong>กำหนดออกเผยแพร่<br /></strong>ปีละ 2 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p>
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่
th-TH
วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่
2408-2457
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
-
จากศีลสู่บทลงโทษ : การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ “ศีล 5” กับฐานความผิดในกฎหมายอาญา และแนวทางการป้องกันอาชญากรรมด้วยหลักพุทธธรรม
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3230
<p> การวิเคราะห์เชิงปรัชญาเปรียบเทียบนี้ มุ่งเน้นระหว่าง ศีล 5 ซึ่งเป็นหลักจริยธรรมเชิงป้องกันในพระพุทธศาสนากับฐานความผิด และปรัชญาการลงโทษในประมวลกฎหมายอาญาไทย เพื่อนำเสนอแนวทางการบูรณาการเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ผลการวิเคราะห์พบว่า ศีล 5 ทำหน้าที่ควบคุม เจตนา ภายในและ ความประมาท (ปมาทะ) อันเป็นรากเหง้าของการกระทำผิด ซึ่งเป็นมิติที่กฎหมายอาญา ซึ่งเน้นการควบคุม พฤติกรรมภายนอก มิได้ครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ การวิเคราะห์แสดงความสัมพันธ์โดยตรงของศีลทุกข้อกับความผิดทางอาญาที่สำคัญ บทความเสนอข้อเสนอแนะว่า ระบบยุติธรรมทางอาญาควรนำหลักพุทธธรรม โดยเฉพาะแนวคิดกรรมและสติ มาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้าง ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) โดยเน้นการสร้าง ความสำนึกผิด และการฟื้นฟูจิตใจ ของผู้กระทำผิด เพื่อให้การลงโทษมิใช่เพียงการแก้แค้น แต่เป็นการป้องกันอาชญากรรมอย่างยั่งยืนจากรากฐานทางจิตใจ</p>
พระรังสิมันตุ์ ศศิรัตนศรีโสภณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-11
2026-01-11
11 2
89
99
-
การพัฒนาคุณลักษณะความคิดทางคณิตศาสตร์ผ่านกระบวนการ Kyozaikenkyu ร่วมกับวิธีการสอนแบบเปิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3225
<p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ Kyozaikenkyu ร่วมกับวิธีการสอนแบบเปิด 2) เพื่อพัฒนาคุณลักษณะความคิดทางคณิตศาสตร์ผ่านกระบวนการ Kyozaikenkyu ร่วมกับวิธีการสอนแบบเปิด ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Kyozaikenkyu ร่วมกับวิธีการสอนแบบเปิด ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การนำเสนอสถานการณ์ปัญหา 2) การเรียนรู้ด้วยตนเอง 3) การอภิปรายหน้าชั้นเรียน และ 4) การสรุปจากแนวคิดของนักเรียน นักเรียนมีคุณลักษณะความคิดทางคณิตศาสตร์ ประกอบด้วย 1) มีความพยายามที่จะลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเองนักเรียน ไม่พึ่งพาครูและทดลองทำหลายวิธี 2) มีความพยายามที่จะลงมือทำอย่างมีเหตุผล การวาดภาพ เชื่อมโยงข้อมูล และอธิบายเพิ่มเติมในใบกิจกรรม 3) มีความพยายามแสดงแนวคิดออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เข้าใจง่ายและใช้สัญลักษณ์ได้อย่างเหมาะสม และ 4) มีความพยายามที่จะค้นหาวิธีการหรือแนวคิดที่ดีกว่าเดิม มีการหาทางลัดเพื่อให้ได้คำตอบอย่างรวดเร็ว</p>
ธนกฤต สมศรี
รุสนันท์ แก้วตา
สุภัทร์ เขียนโพธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-10
2026-01-10
11 2
1
17
-
รูปแบบการนิเทศการสอนโดยใช้กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้บูรณาการความฉลาดรู้ ตามกรอบการประเมิน PISA 2025 ของโรงเรียนวัดนารายณิการาม
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3211
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศการสอนโดยใช้กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้บูรณาการชุดความฉลาดรู้ตามกรอบการประเมิน PISA 2025 ของสถานศึกษา และ 2) เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการนิเทศฯ ของสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม จำนวน 9 คน และผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการ หรือครูผู้รับผิดชอบ จำนวน 22 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างสำหรับการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1) การนิเทศการสอนโดยใช้กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้บูรณาการชุดความฉลาดรู้ตามกรอบการประเมิน PISA 2025 ของสถานศึกษา ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการเตรียมการสอน (2) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (3) ด้านการใช้สื่อ นวัตกรรมการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ (4) ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และ (5) ด้านการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผล และ 2) ผลการประเมินความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และความเป็นไปได้ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีกลไกการขับเคลื่อน รวม 17 กลไก</p>
คณิศร ผู้มีทรัพย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-10
2026-01-10
11 2
18
32
-
พิธีกรรมพื้นบ้าน : ศึกษาวิเคราะห์คติความเชื่อและการถ่ายทอดภูมิปัญญาทางพิธีกรรมขึ้นท้าวทั้ง 4 สู่เยาวชนในจังหวัดแพร่
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3232
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมขึ้นท้าวทั้ง 4 ของชุมชนในจังหวัดแพร่ 2) เพื่อศึกษาคติความเชื่อในพิธีกรรมขั้นท้าวทั้ง 4 ของชุมชนในจังหวัดแพร่ 3) เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาทางพิธีกรรมขึ้นท้าวทั้ง 4 สู่เยาวชนในจังหวัดแพร่ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) โดยการลงพื้นที่สัมภาษณ์เชิงลึก และจัดกิจกรรมการถ่ายทอดเชิงปฏิบัติการ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) พิธีขึ้นท้าวทั้งสี่เป็นประเพณีบวงสรวงท้าวจตุโลกบาล พระอินทร์ และพระแม่ธรณี รวม 6 องค์ เพื่อความเป็นสิริมงคลของงานและชุมชน สืบทอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ โดยจัดก่อนงานมงคลต่าง ๆ การจัดพิธีต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชน ทั้งการเตรียมเครื่องบูชา อาหาร และตุง มีการสร้างแท่นไม้ และวาง “สะตวง” 6 กระทงเพื่อถวายแด่เทพทั้งหก อาจารย์ผู้ประกอบพิธีจะอัญเชิญเทพให้มาคุ้มครองและดลบันดาลความผาสุกร่มเย็นแก่ทุกคนในงาน</p> <p> 2) พิธีขึ้นท้าวทั้งสี่ในจังหวัดแพร่จัดขึ้นเพื่อบวงสรวงและอัญเชิญเทพผู้คุ้มครองโลกให้ดูแลบ้านเมือง สะท้อนความเชื่อผสมผสานพุทธ พราหมณ์ร่วมกับความเชื่อเรื่องผีพื้นบ้าน ใช้เครื่องสังเวย “สะตวง” อาหาร ข้าวเหนียว แกงหวาน หมากพลู ดอกไม้ และธงสีต่าง ๆ นิยมประกอบก่อนงานมงคล เช่น ขึ้นบ้านใหม่ งานบุญ ปีใหม่ เพื่อเสริมความมั่นใจและความเป็นสิริมงคล พิธีนี้แสดงถึงความศรัทธา ความกตัญญู และความผูกพันกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่<br />สืบทอดยาวนาน</p> <p> 3) การถ่ายทอดพิธีขึ้นท้าวทั้งสี่สู่เยาวชนแบ่งเป็น 5 กระบวนการหลัก เริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้ผ่านผู้รู้ในชุมชน ถ่ายทอดประวัติและความเชื่อของพิธี ให้เยาวชน<br />มีประสบการณ์จริงในการเตรียมงาน ฟ้อนรำ ตีกลอง และอัญเชิญท้าวทั้งสี่ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างรุ่น ทั้งองค์ความรู้ คำบูชา และคุณค่าทางจิตวิญญาณ ใช้สื่อยุคใหม่และกิจกรรมชุมชนเพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมและความสำคัญของพิธีกรรม</p> <p> ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางอนุรักษ์และฟื้นฟูพิธีกรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ในชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเป็นต้นแบบการถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่เยาวชนในรูปแบบเชิงปฏิบัติการที่สามารถประยุกต์ใช้กับประเพณีอื่นได้ต่อไป</p>
อภิชา สุขจีน
พระอนุสรณ์ กิตฺติวณฺโณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-11
2026-01-11
11 2
33
46
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา พระพุทธศาสนา เรื่อง พระธรรม มงคลชีวิต (มงคล 38) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพุทธโกศัยวิทยา โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก Active Learning
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3241
<p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชา พระพุทธศาสนา เรื่องพระธรรม มงคลชีวิต (มงคล 38) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพุทธโกศัยวิทยา โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก Active Learning เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล 1) แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา พระพุทธศาสนา เรื่อง พระธรรม มงคลชีวิต (มงคล 38) ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก Active Learning จำนวน 1 แผน จำนวน 1 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน วิชา พระพุทธศาสนา เรื่อง พระธรรม มงคลชีวิต (มงคล 38) จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 2/2 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนพุทธโกศัยวิทยา รวมทั้งสิ้น 15 คน ผู้วิจัยได้ทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการศึกษา ค่าเฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐานค่า t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา พระพุทธศาสนา เรื่องพระธรรม มงคลชีวิต (มงคล 38) โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก Active Learning หลังเรียนมีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 </p>
พระภาณุวัฒน์ แสนอิ
ชลธิชา จิรภัคพงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-11
2026-01-11
11 2
47
56
-
วิเคราะห์ความเชื่อเรื่องการบูชาท้าวเวสสุวัณของประชาชน ในอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3238
<p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของท้าวเวสสุวัณที่ปรากฏในพระพุทธศาสนา 2. เพื่อศึกษาความเชื่อเรื่องการบูชาในพระพุทธศาสนา 3. เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อเรื่องการบูชาท้าวเวสสุวัณของประชาชนในอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร และวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า 1. ท้าวเวสสุวัณเป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลปกครองสวรรค์ทิศเหนือ มีหน้าที่ปกครองยักษ์ทั้งหลาย และท้าวเวสสุวัณเป็นพระโสดาบันมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา มีความเคารพต่อพระรัตนตรัย และเป็นตัวอย่างของผู้ที่ทำความดี ด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา 2. หลักคำสอนเรื่องความเชื่อในพระพุทธศาสนามีเหตุและผลเป็นตัวประกอบมีลักษณะที่เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ มีศรัทธาที่แท้จริงประกอบด้วยเหตุผล คือ กัมมสัทธา วิปากสัทธา กัมมัสสกตสัทธา ตถาคตโพธิสัทธา การบูชาในพระพุทธศาสนาเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความศรัทธาต่อพระรัตนตรัย โดยการบูชาแบ่งออกเป็นอามิสบูชา และปฏิบัติบูชา 3. ความเชื่อเรื่องการบูชาท้าวเวสสุวัณของประชาชนในอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ มีความสอดคล้องและความสัมพันธ์กับหลักความเชื่อในพระพุทธศาสนา ได้แก่ (1) กัมมสัทธา การปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีลธรรม (2) วิปากสัทธา การทำบุญตามหลักบุญกิริยาวัตถุ (3) กัมมัสสกตสัทธา การทำความดี ละเว้นความชั่ว (4) ตถาคตโพธิสัทธา การยึดถือคุณธรรม ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และความสอดคล้องความสัมพันธ์กับการบูชาในพระพุทธศาสนา คือ (1) อามิสบูชา การภาวนาตั้งจิตอธิษฐานตั้งมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นพุทธบูชา (2) ปฏิบัติบูชา การปฏิบัติตามหลักธรรม และมีสติในการดำเนินชีวิตช่วยป้องกันภยันตรายต่าง ๆ และมีปัญญาในการทำงาน ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต</p>
จรรจิรา สุวรรณกิจ
พระปลัดศักดิธัช สํวโร
พรหมเรศ แก้วโมลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-11
2026-01-11
11 2
57
75
-
วิเคราะห์หลักหิริโอตตัปปะเพื่อส่งเสริมแนวทางการป้องปรามทุจริตภายในองค์กรธุรกิจ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jgrp/article/view/3240
<p> บทความวิจัย มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาหลักหิริโอตตัปปะที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาการส่งเสริมจริยธรรมทางธุรกิจขององค์กรธุรกิจ 3) เพื่อวิเคราะห์หลักหิริโอตตัปปะเพื่อส่งเสริมแนวทางการป้องปรามทุจริตภายในองค์กรธุรกิจ เป็นงานวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอแนวทางการป้องปรามทุจริตภายในองค์กรธุรกิจ บรรยายเป็นเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า หิริโอตตัปปะจึงเป็นหลักธรรมคู่กัน เรียกว่า ธรรมคุ้มครองโลก เพราะช่วยยับยั้งไม่ให้คนทำความชั่ว และเป็นเกราะป้องกันตนเองจากการทำความชั่ว โดยการส่งเสริมจริยธรรมทางธุรกิจขององค์กรธุรกิจ เป็นการผสมผสานระหว่างเศรษฐกิจและจริยธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมนโยบายและการปฏิบัติขององค์กรธุรกิจ ควร ส่งเสริมจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากสังคม และหลักหิริโอตตัปปะ มีสำคัญในการป้องปรามการทุจริตภายในองค์กรธุรกิจ หิริ คือ ความละอายต่อการทำผิด และโอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อการทำผิด มีแนวทางการป้อมปรามทุจริตภายในองค์กรธุรกิจ ได้แก่ (1) สำหรับผู้บริหาร ควรมีความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตัดสินใจอย่างเป็นธรรม คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม (2) สำหรับพนักงานควรมีความละอายต่อความประพฤติที่ไม่ดี ปฏิบัติตามกฎระเบียบ รักษาทรัพย์สินขององค์กร และ (3) สำหรับองค์กรธุรกิจ ควรกำหนดจรรยาบรรณ มีระบบควบคุมป้องกันการทุจริต ดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบเพื่อความยั่งยืน</p>
กฤษณะพงศ์ ฉันทวรรณนพ
พระราชเขมากร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-11
2026-01-11
11 2
76
88