การป้องกันและเสริมสร้างสุขภาพของพระสงฆ์เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในภาคเหนือ
คำสำคัญ:
การป้องกันและเสริมสร้างสุขภาพ, โรคไม่ติดต่อเรื้อรังบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อป้องกันและเสริมสร้างสุขภาพของพระสงฆ์ด้วยนวัตกรรมการป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพของพระสงฆ์เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และ 2) เพื่อประเมินประสิทธิผลความรู้การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพของพระสงฆ์ด้วยนวัตกรรมการป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพของพระสงฆ์เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed method research) โดยทำการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Analysis) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ได้แก่ กลุ่มพระสงฆ์ในเขตอำเภอเมืองแพร่ จำนวน 100 รูป พระสงฆ์ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดน่าน จำนวน 100 รูป
ผลการวิจัย พบว่า 1) การป้องและเสริมสร้างสุขภาพในภาพรวมของกลุ่มพระสงฆ์เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ภาวะน้ำหนักเกิน (อ้วน) โรคไขมันในเส้นเลือด และโรคเบาหวาน ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้หลัก 3 อ 3 ส (อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ สติ สิ่งแวดล้อม การสร้างเครือข่าย) โดยการเลือกพิจารณาที่จะฉันอาหาร ออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 วัน ครั้งละ 30-60 นาที จัดการความเครียด โดยใช้หลักจิตภาวนาทำให้จิตใจสงบสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพ พร้อมให้ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในการดำเนินการ 2) ผลการประเมินประสิทธิผลความรู้การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพของพระสงฆ์ ด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมในภาพรวมของกลุ่มพระสงฆ์หลังได้รับการถวายความรู้ เกี่ยวกับความรู้ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยมีคะแนนความรู้เฉลี่ย เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 ยกเว้นโรคเบาหวานมีความรู้เฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 80
เอกสารอ้างอิง
กรมการแพทย์. (2559). กรมการแพทย์เปิดตัวโครงการพัฒนาการดูแลสุขภาพของพระสงฆ์-สามเณรทั่วประเทศ.สารกรมการแพทย์. 21(5).
กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค สำนักโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคไม่ติดต่อ. เรียกใช้เมื่อ 11 มีนาคม 2563 จาก http://thaincd.com/2016/mission/documents-detail.php?id=13684&tid=32&gid=1-020.
จงจิตร อังคทะวานิช. (2559). สถานการณ์ปัญหาโภชนาการในพระสงฆ์จากโครงการสงฆ์ไทยไกลโรค. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.
ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ และกอบชัย พัววิไล. (2546). การวินิจฉัยและจำแนกโรคเบาหวาน, ตำราโรคเบาหวาน. สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์.
ประเวศ วะสี. (2560). พระพุทธศาสนาทุนอันยิ่งใหญ่เพื่อพัฒนาประเทศไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ.
สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2544). ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน.
ยุทธนา พูนเกิดมะเริง และนายพิชิต ปุริมาตร. (2557). การบูรณาการหลักการดูแลสุขภาพ ตามหลักพระพุทธศาสนา ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำวัน (รายงานการวิจัย). พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระกิตติญาณเมธี (สมเกียรติ รามัญวงศ์) และคณะ. (2561). การส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของพระสงฆ์ในจังหวัดลพบุรี. วารสารรัชต์ภาคย์. 12(25). 97-98.
พระครูสุวิธานพัฒนบัณฑิต และคณะ. (2558). การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพองค์รวมของพระสงฆ์ในจังหวัดขอนแก่น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของเครือข่าย. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 จังหวัดขอนแก่น. 22 (2). 117-118.
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ.เปิดเวทีคิกออฟธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์, เปิดเวทีธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ เรียกใช้เมื่อ 11 มีนาคม 2563. จาก http://www. thaihealth.or.th/Content/44179.
เสาวลักษณ์ มูลสาร, และเกษร สำเภาทอง. (2559). ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริโภคอาหารตามแนวทางของ DASH ร่วมด้วยทฤษฎีการรับรู้ความสามารถแห่งตนและแรงสนับสนุนทางสังคม เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง. วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา. 11(1), 87-98.
สุรพล อริยะเดช. (2555). ผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ของข้าราชการอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง. วารสารศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า. 29(3), 205-216.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร


