องค์ความรู้และการบริบาลพระสงฆ์อาพาธตามหลักพระธรรมวินัย โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในชุมชน
คำสำคัญ:
การบริบาลพระสงฆ์อาพาธ, การมีส่วนร่วมของเครือข่ายในชุมชน, องค์ความรู้ด้านสุขภาพบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ความรู้การบริบาลพระสงฆ์อาพาธตามหลักพระธรรมวินัย 2) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริบาลพระสงฆ์อาพาธตามหลักพระธรรมวินัยและศาสตร์ทางการแพทย์แบบองค์รวม และ 3) เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในชุมชนในการสร้างองค์ความรู้ในการบริบาลพระสงฆ์อาพาธตามหลักพระธรรมวินัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลรวบรวมข้อมูล ได้แก่ รวบรวมข้อมูลทางเอกสาร (Document) และจากการสัมภาษณ์ ซึ่งประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ พื้นที่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 23 รูปคน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ 1) พระสงฆ์ที่มีความรู้ด้านพระธรรมวินัย จำนวน 3 รูป 2) พระบริบาลพระสงฆ์อาพาธ จำนวน 5 รูป 3) จิตอาสา/สาธารณสุข จำนวน 5 คน 4) บุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 5 คน 5) ผู้ดูแลผู้ป่วย จำนวน 5 คน
ผลการวิจัยพบว่า
1. พระสงฆ์ทราบและเข้าใจหลักพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี แม้ว่าพระจะปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด แต่เมื่อร่างกายเจ็บป่วยก็จำเป็นต้องยอมรับการรักษาจากแพทย์เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงกลับมาปฏิบัติศาสนกิจได้ เพื่อรักษาสุขภาพ เพื่อปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ให้ความร่วมมือต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะให้คำแนะนำและรักษาตามหลักวิชาการ เพื่อให้การรักษาได้ผลดีที่สุด และเพื่อความสะดวกในการรักษา
2. การพัฒนาองค์ความรู้การบริบาลพระสงฆ์อาพาธ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทักษะและความรู้ของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย อาทิ พระบริบาล, จิตอาสา, บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ดูแลผู้ป่วย ให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้และทักษะในการดูแลพระสงฆ์อาพาธอย่างถูกวิธี ทั้งในด้านการดูแลร่างกายและจิตใจ ทำให้การดูแลพระสงฆ์อาพาธมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีขวัญและกำลังใจในการรักษา การดูแลที่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ตรงตามความต้องการและได้รับความพึงพอใจ
3. การมีเครือข่ายหน่วยงานในชุมชนที่ให้ความรู้และสนับสนุนการดูแลพระสงฆ์อาพาธ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ดูแลมีความรู้ความเข้าใจในการบริบาลที่ถูกต้องและเหมาะสมตามหลักพระธรรมวินัย และช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เอกสารอ้างอิง
คณะผู้จัดทำจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (2560). สถานะประเทศไทยในปัจจุบัน. มปท. : มหาวิทยาลัยสงขลานคริทร์.
จินตนา อาจสันเที๊ยะ และพรทรัพย์ เตชะกุลเจริญ. (2562). การพยาบาลพระสงฆ์อาพาธภายใต้พระธรรมวินัย. วารสารพยาบาลทหารบก Journal of The Royal Thai Army Nurses. 20(3), 27.
พระครูสุวิธานพัฒนบัณฑิต, ธวัลรัตน์ แดงหาญ และสรัญญา วภัชชวิธี. (2558). การพัฒนารูปแบบการดูแล สุขภาพองค์รวมของพระสงฆ์ในจังหวัดขอนแก่น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของเครือข่าย. สำนักงานป้องกันควบคุม โรคที่ 6 จังหวัดขอนแก่น. 22(2), 119.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2556). การพัฒนาที่ยั่งยืน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมล.
พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ. (2543). พระพุทธศาสนากับการดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวม. สงขลา : คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโล. (2553). การบูรณาการพุทธิปัญญาเพื่อพัฒนาชีวิตและสังคม. กรุงเทพมหานคร : ไทยรายวันการพิมพ์.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : อักษร. เจริญทัศน์ การพิมพ์.
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร). (2528). มงคลยอดชีวิต ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ : ธรรมสภา.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี. (2565). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบสาม พ.ศ. 2566-2570. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี.
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.). (2560). ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พุทธศักราช 2560. พิมพ์ครั้งที่ 5. นนทบุรี : สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ.
สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2553). ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน.
สุวัฒสัน รักขันโท และคณะ. (2551). พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของพระภิกษุในเขตภาคใต้ตอนบน (รายงานการวิจัย). สุราษฏร์ธานี : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
อุทัย สุดสุข. (2564). สุขภาพดีวิถีพุทธ Good Health in Buddhist Way. ฉะเชิงเทรา : วิทยาลัยสงฆ์พุทธโสธร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ มจร วิทยาเขตแพร่

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
