วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc <p><strong>วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่</strong> (Journal of social development and modern citizen) (jdc)<br />ISSN 3088-3164 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มศึกษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> th-TH บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร d_p212224@hotmail.com (พระนัสชนะ มหามงฺคโล (ส่างช้าง), ดร.) d_p212224@hotmail.com (พระนัสชนะ มหามงฺฺคโล (ส่างช้าง), ดร.) Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม จังหวัดหนองคาย https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4357 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ และแนวทางการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสภาพปัญหา การพัฒนารูปแบบ และการทดลองใช้รูปแบบ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญระยะที่ 1 จำนวน 17 คน และกลุ่มตัวอย่างระยะที่ 3 ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม จังหวัดหนองคาย จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E₁/E₂ และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์<br /> ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีข้อจำกัดด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ ขณะที่ครูและผู้บริหารเห็นว่าปัญญาประดิษฐ์สามารถสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2) ได้รูปแบบ AIRA Model ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.85, S.D. = 0.21) และ (3) รูปแบบมีประสิทธิภาพ 84.63/86.74 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.76, S.D. = 0.28) แสดงให้เห็นว่าการบูรณาการ AI กับการจัดการเรียนรู้สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิผล</p> เอกนรี วรรณสุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4357 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยชุดกิจกรรมการเขียนแบบขั้นตอน https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4451 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเขียนแบบขั้นตอน และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเขียนแบบขั้นตอน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 จำนวน 28 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเขียนแบบขั้นตอน 2) แบบทดสอบวัดทักษะการเขียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเขียนแบบขั้นตอนมีทักษะการเขียนภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเขียนแบบขั้นตอนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.54 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการเขียนอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การร่าง การปรับปรุงแก้ไข การตรวจสอบภาษา และการจัดทำผลงานฉบับสมบูรณ์ สามารถสนับสนุนให้นักเรียนพัฒนาความสามารถในการถ่ายทอดความคิดและปรับปรุงงานเขียนของตนเองอย่างเป็นระบบ ตลอดจนส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ที่นักเรียนมีส่วนร่วมและมีความพึงพอใจต่อการเรียนภาษาอังกฤษ</p> ธิวาภรณ์ ดอนยงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4451 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์และความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการเขียนแผนผังมโนมติ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4492 <p class="isselectedend" style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 35.45pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">1) <span lang="TH">เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ </span>4 <span lang="TH">ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการเขียนแผนผังมโนมติ และ </span>2) <span lang="TH">เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการเขียนแผนผังมโนมติ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (</span>One-Group Pretest–Posttest Design) <span lang="TH">กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ </span>4 <span lang="TH">โรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม จังหวัดหนองคาย ภาคเรียนที่ </span>1 <span lang="TH">ปีการศึกษา </span>2569 <span lang="TH">จำนวน </span>29 <span lang="TH">คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเขียนแผนผังมโนมติ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ จำนวน </span>30 <span lang="TH">ข้อ และแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จำนวน </span>30 <span lang="TH">ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br></span></span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">1) <span lang="TH">ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย </span>24.83 <span lang="TH">คะแนน (</span>S.D. = 2.51) <span lang="TH">คิดเป็นร้อยละ </span>82.77 <span lang="TH">สูงกว่าก่อนเรียนซึ่งมีค่าเฉลี่ย </span>16.21 <span lang="TH">คะแนน (</span>S.D. = 3.42) <span lang="TH">คิดเป็นร้อยละ </span>54.03 <span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</span>001 (t = 14.72, p &lt; .001) <span lang="TH">โดยนักเรียนร้อยละ </span>93.10 <span lang="TH">ผ่านเกณฑ์ร้อยละ </span>70 <span lang="TH">และ </span>2) <span lang="TH">ความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย </span>24.10 <span lang="TH">คะแนน (</span>S.D. = 2.62) <span lang="TH">คิดเป็นร้อยละ </span>80.33 <span lang="TH">สูงกว่าก่อนเรียนซึ่งมีค่าเฉลี่ย </span>15.48 <span lang="TH">คะแนน (</span>S.D. = 3.11) <span lang="TH">คิดเป็นร้อยละ </span>51.60 <span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</span>001 (t = 15.93, p &lt; .001) <span lang="TH">ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการเขียนแผนผังมโนมติเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมการจัดระบบความรู้ การเชื่อมโยงแนวคิดทางฟิสิกส์ และการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ</span></span></p> กันธิมา คำภูแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4492 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับระบบแรงเสริมเบี้ยอรรถกรและสื่อทัศนภาพต่อพฤติกรรมการจดจ่อในการเรียน ของนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4496 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจดจ่อในการเรียนของนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้นภายหลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับระบบแรงเสริมเบี้ยอรรถกรและสื่อทัศนภาพ และ 2) ศึกษาความคงทนของพฤติกรรมการจดจ่อภายหลังสิ้นสุดการทดลอง กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลตำบลนาเหล่า ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง การวิจัยใช้รูปแบบการศึกษารายกรณี โดยประเมินพฤติกรรมในระยะก่อนทดลอง ระยะดำเนินการ และระยะติดตามผล เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก จำนวน 4 แผน ระบบแรงเสริมเบี้ยอรรถกรและสื่อทัศนภาพ จำนวน 3 ชุด และแบบสังเกตพฤติกรรมการจดจ่อ จำนวน 8 รายการ ผลการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน พบว่ามีค่า IOC เท่ากับ 0.92, 1.00 และ 0.96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยคะแนนรวม ร้อยละ การเปลี่ยนแปลง และการสังเกตพฤติกรรมแบบ Time Sampling<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองนักเรียนมีคะแนนพฤติกรรมการจดจ่อ 10 จาก 24 คะแนน อยู่ในระดับควรส่งเสริม ภายหลังการทดลองมีคะแนนเพิ่มเป็น 22 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 91.67 อยู่ในระดับดี เพิ่มขึ้น 12 คะแนน หรือร้อยละ 50.00 ของคะแนนเต็ม ในระยะติดตามผล 2 สัปดาห์ นักเรียนมีคะแนน 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.33 และยังอยู่ในระดับดี นอกจากนี้ การสังเกตทุก 5 นาที พบว่าระยะเวลาการจดจ่อเพิ่มจาก 1 ช่วง หรือ 5 นาที เป็น 5 ช่วง หรือ 25 นาที ผลการศึกษาสะท้อนว่าการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ผสานระบบแรงเสริมเบี้ยอรรถกรและสื่อทัศนภาพมีแนวโน้มช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการจดจ่อและการควบคุมตนเองของนักเรียนรายกรณี</p> กนกวรรณ์ จันดา, เชวงศักดิ์ พฤกษเทเวศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4496 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเอกชนอัจฉริยะด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา โรงเรียนเพชรสุวรรณวิเทศศาสตร์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4513 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาองค์ประกอบการบริหารโรงเรียนเอกชนอัจฉริยะด้วยปัญญาประดิษฐ์ ๒) พัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเอกชนอัจฉริยะด้วยปัญญาประดิษฐ์ และ ๓) เสนอแนวทางการนำรูปแบบไปใช้ในการบริหารสถานศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นรูปแบบการบริหารโรงเรียนอัจฉริยะ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารโรงเรียนเอกชนอัจฉริยะประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑) ภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ดิจิทัล ๒) การบริหารงานวิชาการอัจฉริยะ ๓) การบริหารบุคลากรอัจฉริยะ ๔) การบริหารงบประมาณและทรัพยากรอัจฉริยะ ๕) การบริหารข้อมูลและการตัดสินใจด้วยปัญญาประดิษฐ์ ๖) การบริหารทั่วไปและบริการอัจฉริยะ และ ๗) ธรรมาภิบาล จริยธรรม และความปลอดภัยดิจิทัล โดยขับเคลื่อนด้วยกระบวนการ SMART-AI ได้แก่ S: Scan, M: Measure, A: Analyze, R: Respond และ T: Transform เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูล การตัดสินใจ การลดภาระงาน และการพัฒนาการเรียนรู้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; องค์ความรู้ใหม่ คือ SMART-AI Model ภายใต้หลักการ “มนุษย์กำกับ AI สนับสนุน ข้อมูลนำการตัดสินใจ และธรรมาภิบาลกำกับการใช้เทคโนโลยี” ซึ่งเชื่อมโยงการบริหารสถานศึกษาทุกด้านอย่างเป็นระบบ และนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร การพัฒนาครูและบุคลากร การจัดการเรียนรู้ และการดูแลผู้เรียน อันส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> จงดี เพชรสังคูณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4513 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 นักวิเคราะห์นโยบายและแผนในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4330 <p>บทความวิชาการนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาท สมรรถนะ และกระบวนการทำงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร พร้อมเสนอแนวทางยกระดับการปฏิบัติงานให้สนับสนุนการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน การศึกษาใช้การวิเคราะห์เอกสารมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง แนวทางการจัดทำแผนภาครัฐ หลักการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ ธรรมาภิบาลข้อมูล และการติดตามประเมินผล ผลการวิเคราะห์พบว่า นักวิเคราะห์นโยบายและแผนมิใช่เพียงผู้รวบรวมข้อมูลหรือจัดทำเอกสารแผน แต่เป็นผู้เชื่อมโยงปัญหาเชิงนโยบาย ทิศทางองค์กร ทรัพยากร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การนำแผนสู่การปฏิบัติ และการเรียนรู้จากผลลัพธ์ สมรรถนะสำคัญประกอบด้วยการคิดเชิงระบบ การวิเคราะห์เชิงหลักฐาน การมองอนาคต การออกแบบยุทธศาสตร์ การสื่อสารและประสานเครือข่าย การบริหารตัวชี้วัด ตลอดจนจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ บทความสังเคราะห์ “วงจร STRATEGIC-PLAN” ประกอบด้วยการสำรวจบริบท การตีความปัญหา การกำหนดทิศทาง การออกแบบยุทธศาสตร์ การเชื่อมโยงแผนกับงบประมาณ การขับเคลื่อนความร่วมมือ การติดตามผล การประเมินคุณค่า และการเรียนรู้เพื่อปรับตัว โดยมีข้อมูลคุณภาพ การมีส่วนร่วม และธรรมาภิบาลเป็นเงื่อนไขสนับสนุน วงจรดังกล่าวช่วยให้นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของผู้บริหาร ลดช่องว่างระหว่างแผนกับการปฏิบัติ และเสริมความสามารถขององค์กรในการสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิผล โปร่งใส ยืดหยุ่น และยั่งยืน</p> <p>&nbsp;</p> Kamonlak Sriwirat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4330 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700