วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc <p><strong>วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่</strong> (Journal of social development and modern citizen) (jdc)<br />ISSN 3088-3164 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มศึกษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย 219 หมู่ที่ 3 ตำบลค่ายบกหวาน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย 43100 th-TH วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ 3088-3164 บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อเสริมสร้างทักษะ 4Cs ของผู้เรียนยุคดิจิทัล ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 8 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/3668 <p> การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อเสริมสร้างทักษะ 4Cs ของผู้เรียนยุคดิจิทัลในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 8 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนรู้ (2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่มุ่งพัฒนาทักษะ 4Cs และ (3) เปรียบเทียบทักษะ 4Cs ของผู้เรียนก่อนและหลังการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยเป็นแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ดำเนินการ 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่างระยะศึกษาสภาพ ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 175 คน จากประชากร 320 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น และระยะทดลองใช้รูปแบบกับผู้เรียนจำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบประเมินรูปแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะ 4Cs และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ และการคำนวณขนาดอิทธิพล (Cohen’s d)<br /> ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<strong> </strong>= 4.12, S.D = 0.48) ขณะที่ปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง (<strong> = </strong>3.21, S.D = 0.56) (2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามทักษะ 4Cs การออกแบบกิจกรรมเชิงรุก การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล และการประเมินผลตามสภาพจริง ได้รับการประเมินความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ( = 4.63, S.D = 0.41) และ (3) คะแนนทักษะ 4Cs หลังเรียน (M = 4.35, SD = 0.44) สูงกว่าก่อนเรียน (<strong> = </strong>3.18, S.D = 0.52) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 12.87, p &lt; .001) โดยมีขนาดอิทธิพลในระดับสูงมาก (Cohen’s d = 2.04) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลอย่างชัดเจนในการยกระดับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนในบริบทโรงเรียนพระปริยัติธรรม</p> พระมหาอำพล ธนปญฺโญ ชัยสารี พระครูอโศกภัทรวงศ์ พระครูอโศกภัทรวงศ์ ฐิติวัสส์ หมั่นกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 1 1 1 14 การบูรณาการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิตของบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดหนองคาย https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/3664 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบูรณาการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิตของบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดหนองคาย 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการบูรณาการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิตของบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดหนองคาย แบ่งการศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ เอกสาร งานวิจัย วิทยานิพนธ์ต่างๆ และเอกสารอื่นๆ และการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดหนองคาย เนื่องจากไม่ทราบจำนวนประชาชนที่แน่นอน จึงใช้รูปแบบวิธีการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ได้จำนวน 200 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า การบูรณาการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิตของบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดหนองคาย อยู่ในระดับมากที่สุด มีคะแนนเฉลี่ย 4.23 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านมีเหตุผล ด้านมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ด้านความรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านพอประมาณอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านคุณธรรม มีคะแนนเฉลี่ย 4.33 รองลงมาได้แก่ ด้านมีเหตุผล ด้านมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และด้านมีเหตุผล มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากัน 4.23 คะแนน ด้านความรู้มีคะแนนเฉลี่ย 4.22 และด้านพอประมาณ มีคะแนนเฉลี่ย 4.14</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อเสนอแนะการบูรณาการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือที่ทำให้การดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบันที่มีความตื่นตัวในกระแสบริโภคนิยมอย่างรุนแรงเป็นไปอย่างเหมาะสม ทำให้ประชาชนมีการประมาณตน มีการวางแผนทางการเงิน มีการออม และทำให้ชีวิตของประชาชนมีความมั่นคงมากขึ้น</p> นัสชนะ ส่างช้าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 1 1 15 21 ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 8 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/3636 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา 2) ศึกษาระดับสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 8 และ 3) พัฒนาและตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลที่ส่งผลต่อสมรรถนะครู การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนจำนวน 200 คน จากประชากร 320 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.11, S.D. = 0.46) 2) สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.18, S.D. = 0.43) และ 3) ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อสมรรถนะครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (β = 0.69) โดยโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (CFI = 0.96, RMSEA = 0.031) สรุปได้ว่า ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ในบริบทโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา</p> ฐิติวัสส์ หมั่นกิจ นัสชนะ ส่างช้าง เชวงศักดิ์ พฤกษเทเวศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 1 1 22 32 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง “มรดกโลกบ้านเชียง” เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในท้องถิ่นอุดรธานีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/3673 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง “มรดกโลกบ้านเชียง” เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในท้องถิ่นอุดรธานีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดย ศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเรียนรู้วัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 300 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายตามสูตรทาโร่ยามาเน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.80 ขึ้นไป และมีค่าความเชื่อมั่นตามวิธีของครอนบาคอยู่ในระดับสูง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า สภาพการจัดการเรียนรู้วัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในท้องถิ่นอุดรธานีโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 2.94, S.D. = 0.99) โดยการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับ “มรดกโลกบ้านเชียง” มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (2) แนวทางการพัฒนารูปแบบควรเป็นนวัตกรรมกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน บูรณาการแนวคิด Place-Based Education และทฤษฎี Constructivism เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การทัศนศึกษา การใช้ปราชญ์ท้องถิ่น และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ในพื้นที่จริง คือ Ban Chiang Archaeological Site ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดย UNESCO<br /> ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการบูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นเข้าสู่หลักสูตรอย่างเป็นระบบสามารถยกระดับความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมได้อย่างมีนัยสำคัญเชิงคุณภาพ และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นรูปแบบต้นแบบสำหรับโรงเรียนในบริบทพื้นที่อื่น</p> พระวรศานต์ วรธมฺโม วัฒนวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 1 1 33 43 การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ในจังหวัดหนองคาย https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/3743 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาในจังหวัดหนองคาย และ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาในจังหวัดหนองคาย จำนวน 140 คน ซึ่งได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาในจังหวัดหนองคาย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.21, S.D. = 0.57) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ หลักคุณธรรม รองลงมา ได้แก่ หลักความรับผิดชอบ และหลักนิติธรรม ตามลำดับ และ 2) บุคลากรที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงานแตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> มุจจรินทร์ ทัศดรกุลพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 1 1 44 53