วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc <p><strong>วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่</strong> (Journal of social development and modern citizen) (jdc)<br />ISSN 3088-3164 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มศึกษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย 219 หมู่ที่ 3 ตำบลค่ายบกหวาน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย 43100 th-TH วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ 3088-3164 บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SMART-Literacy Model เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโนนสะอาด อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4175 <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 35.45pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">SMART-Literacy Model <span lang="TH">3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบ การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาความต้องการจำเป็น การพัฒนารูปแบบ และการทดลองใช้รูปแบบ กลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโนนสะอาด อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย จำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น การทดสอบค่าที ดัชนีประสิทธิผล และขนาดอิทธิพล</span></span></p> <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 35.45pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด และมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนา (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">PNI = <span lang="TH">0.48) (2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ </span>SMART-Literacy Model <span lang="TH">ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ </span>Stimulate Reading, Meaning Construction, Analyze Information, Reflect and Reason <span lang="TH">และ </span>Transfer to Real Life <span lang="TH">โดยมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (3) รูปแบบมีประสิทธิภาพ 84.26/85.73 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 และส่งผลให้ความฉลาดรู้ด้านการอ่านและความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด</span></span></p> คำจันทร์ ระวิพันธ์ ปกครอง ธานัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 1 3 1 14 การพัฒนารูปแบบการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4177 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.&nbsp;ศึกษาระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย 2.&nbsp;ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล และ 3.&nbsp;พัฒนารูปแบบการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่เหมาะสมกับบริบทของเทศบาลตำบลวัดธาตุ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research)&nbsp;ประชากรคือประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตเทศบาลตำบลวัดธาตุ ปีงบประมาณ 2568&nbsp;จำนวน 5,842&nbsp;คน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ จำนวน 375 คน ได้มาโดยใช้สูตรของ&nbsp;Taro&nbsp;Yamane&nbsp;และการสุ่มแบบชั้นภูมิ กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ จำนวน 18&nbsp;คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ค่าความเชื่อมั่น Cronbach's Alpha = 0.93&nbsp;และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;ระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄&nbsp;= 3.87)&nbsp;และปัจจัยด้านสมรรถนะบุคลากร ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งผลต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลอย่างมีนัยสำคัญ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(p &lt; .05)&nbsp;นำไปสู่การพัฒนา "รูปแบบ GOOD-4P"&nbsp;สำหรับเทศบาลตำบลวัดธาตุ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนที่ 1: หลักธรรมาภิบาล GOOD ซึ่งเป็นเสาหลักของรูปแบบ ประกอบด้วย G-Governance (ยึดหลักการกำกับดูแลที่ดี) O-Openness (ส่งเสริมความเปิดเผยและโปร่งใส) O-Ownership (สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในชุมชน) D-Development (มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนที่ 2: กลไกการขับเคลื่อน 4P ประกอบด้วย P1-People (พัฒนาสมรรถนะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง) P2-Process (ปรับกระบวนการทำงานให้โปร่งใสและตรวจสอบได้) P3-Participation (เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกกระบวนการ) P4-Platform (พัฒนาระบบข้อมูลสาธารณะและช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัย) รูปแบบนี้ผ่านการยืนยันความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ 12 คนในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.67, S.D. = 0.41)</p> พระครูสุตสารบัณฑิต สิริวณฺโณ (จำนงค์) ผมไผ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 1 3 15 26 ผลการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4178 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ (2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง (One Group Pretest-Posttest Design) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดพระธาตุบังพวน จังหวัดหนองคาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 35 คน ซึ่งเป็นช่วงชั้นเรียนที่ผู้วิจัยรับผิดชอบสอน โดยใช้ประชากรทั้งหมดเป็นกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับ AI จำนวน 8 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 40 ข้อ ค่าความเชื่อมั่น Cronbach's Alpha = 0.86 และแบบสอบถามความพึงพอใจ 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test แบบ Dependent Samples <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (x̄ = 73.40, S.D. = 6.85) สูงกว่าก่อนเรียน (x̄ = 44.60, S.D. = 8.12) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 21.46) และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.38, S.D. = 0.49)</p> นุสรา คินาพิทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 1 3 27 38 ความพึงพอใจและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูของวิทยาลัยพิชญบัณฑิต https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4199 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูของวิทยาลัยพิชญบัณฑิต 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการหลักสูตร และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการหลักสูตร ดำเนินการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงอธิบายแบบต่อเนื่อง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 150 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง <em>(</em>PNI <sub>Modified</sub>) และ การวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการหลักสูตรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.87) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.73) 2) ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ สื่อ เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ (PNI <sub>Modified </sub>= 0.301) รองลงมา คือ การวัดและประเมินผล (PNI <sub>Modified </sub>= 0.225) และการจัดการเรียนการสอน (PNI <sub>Modified </sub>= 0.224) และ 3) แนวทางการพัฒนาการจัดการหลักสูตรประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรและเนื้อหา การจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรม การพัฒนาศักยภาพอาจารย์และระบบพี่เลี้ยงทางวิชาชีพ การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา การวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะ และการพัฒนาประสบการณ์วิชาชีพครูในสถานการณ์จริง<br /> องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัย คือ <strong>PICHYA–PGC Model</strong> ซึ่งประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตรตามมาตรฐานวิชาชีพ การจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรม ระบบพี่เลี้ยงทางวิชาชีพ ระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล การประเมินผลฐานสมรรถนะ และการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในสถานการณ์จริง โดยเป็นกรอบแนวทางเชิงบูรณาการที่มุ่งยกระดับสมรรถนะวิชาชีพครูและพัฒนาคุณภาพการผลิตครูให้สอดคล้องกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21</p> ผศ. ดร. เชวงศักดิ์ พฤกษาเวช ประยงค์ หัตถพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 1 3 39 52 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพระเทพบัณฑิตวิทยานุสรณ์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/4204 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพระเทพบัณฑิตวิทยานุสรณ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 18 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้มีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.82, S.D. = 0.28) 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 83.13 และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.71, S.D. = 0.37)<br /> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการแก้ปัญหา และความพึงพอใจของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พระมงคล เขมปญฺโญ เต็มตาวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 1 3 53 65 ปัจจัยทางจิตวิทยาสังคมที่ส่งผลต่อการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการ: การวิเคราะห์ผ่านกรอบทฤษฎีการตีตราและจิตวิทยาสังคม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/3932 <p> แม้ว่าหลักสิทธิมนุษยชนสากลและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จะรับรองสิทธิ และความเสมอภาคของบุคคลทุกคน แต่ในทางปฏิบัติ คนพิการยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในหลายบริบท ทั้งด้านการศึกษา การจ้างงาน และการเข้าถึงบริการสาธารณะ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัย ทางจิตวิทยาสังคม ได้แก่ ภาพเหมารวม (stereotype) อคติ (prejudice) ทัศนคติ (attitude) และ บรรทัดฐานทางสังคม (social norms) ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการ โดยใช้กรอบทฤษฎีการตีตรา (stigmatization) ของ Goffman (1963) และ Link and Phelan (2001) ทฤษฎีอัตลักษณ์ทางสังคมของ Tajfel and Turner (1979) ทฤษฎีธรรมชาติของอคติของ Allport (1954) และ Stereotype Content Model ของ Fiske et al. (2002) ผลการวิเคราะห์พบว่า กระบวนการเลือกปฏิบัติมีลักษณะเป็นลำดับขั้นที่เชื่อมโยงกัน เริ่มจาก การติดป้าย (labeling) ซึ่งนำไปสู่การสร้างภาพเหมารวม พัฒนาเป็นอคติ หล่อหลอมเป็นทัศนคติที่มีเสถียรภาพ และได้รับการตอกย้ำผ่านบรรทัดฐานทางสังคม จนนำไปสู่การเลือกปฏิบัติทั้งในระดับปัจเจกและระดับโครงสร้าง สถาบัน บทความนี้เสนอแนวทางแก้ไขที่ครอบคลุมทั้งในระดับปัจเจก ได้แก่ การให้ความรู้และการเรียนรู้ เชิงประสบการณ์ข้ามกลุ่ม และในระดับโครงสร้าง ได้แก่ การปรับนโยบาย การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้าง บรรทัดฐานทางสังคมใหม่ เพื่อลดการเลือกปฏิบัติและส่งเสริมความเท่าเทียมของคนพิการในสังคมไทย</p> ทัตพิชา กลิ่นชื่น ชนกร มุกดาสนิท สิรามล กองแก้ว ณัฐชานันท์ ไตรวัฒนวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 1 3 66 78 อคติและความกลัวในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม: การวิเคราะห์เชิงบูรณาการผ่านกรอบจิตวิทยาและบริบทวัฒนธรรมไทย https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jdc/article/view/3967 <p> ความกลัวและอคติในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อคุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความสามารถในการปรับตัวของบุคคลในสังคมร่วมสมัย ปรากฏการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราวที่เกิดขึ้นแล้วดับไป หากแต่เป็นแบบแผนของความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องและหล่อหลอมการตีความสิ่งเร้าทางสังคมให้เป็นภัยคุกคาม แม้ในสถานการณ์ที่เป็นกลางหรือไม่รุนแรง บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลไกทางจิตวิทยา ที่อยู่เบื้องหลังอคติและความกลัวในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผ่านกรอบทฤษฎีเชิงบูรณาการ 3</p> <p>มิติ ได้แก่ มิติทางการรู้คิด (cognitive) โดยอาศัยทฤษฎีความเชื่อหลักของ Beck (1976) และแบบจำลองความวิตกกังวล ทางสังคมของ Clark and Wells (1995) มิติทางประสาทชีววิทยา (neurobiological) โดยอาศัยงานของ LeDoux (2003) เกี่ยวกับระบบการตอบสนองต่อภัยคุกคามของอะมิกดาลา และมิติทางวัฒนธรรม (cultural) โดยอาศัยแนวคิด อัตลักษณ์แบบพึ่งพากลุ่มของ Markus and Kitayama (1991) การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าอคติทางความคิด เช่น การตีความเชิงลบ การอ่านใจผู้อื่น และการคาดการณ์หายนะ ทำงานร่วมกับกลไกประสาทที่ตอบสนองต่อภัยคุกคาม ทางสังคมอย่างรวดเร็ว และได้รับการเสริมแรงผ่านพฤติกรรมหลีกเลี่ยงตามกลไกการเรียนรู้สองปัจจัยของ Mowrer (1960) ในบริบทสังคมไทย ค่านิยมเรื่องความเกรงใจ การรักษาหน้า และความกลมเกลียวของกลุ่มเป็นปัจจัยเสริม ที่ทำให้บุคคลไวต่อการประเมินจากผู้อื่นเป็นพิเศษ บทความนี้เสนอให้พัฒนามาตรการทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อบรรเทาอคติทางความคิดและความกลัวทางสังคม อันจะนำไปสู่การส่งเสริมสุขภาวะทางจิตในสังคมไทย</p> พระมหาจิรายุทธ อธิปญฺโญ พลพุทธา เอกบดินทร์ ลี ฐิติพร ศรีจันทร์ อีเทิ่น ซิงค์ ณัฐชานันท์ ไตรวัฒนวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 1 3 79 91