ผลของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับระบบแรงเสริมเบี้ยอรรถกรและสื่อทัศนภาพต่อพฤติกรรมการจดจ่อในการเรียน ของนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น
คำสำคัญ:
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก, ระบบแรงเสริมเบี้ยอรรถกร, สื่อทัศนภาพ, พฤติกรรมการจดจ่อ, ภาวะสมาธิสั้นบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจดจ่อในการเรียนของนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้นภายหลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับระบบแรงเสริมเบี้ยอรรถกรและสื่อทัศนภาพ และ 2) ศึกษาความคงทนของพฤติกรรมการจดจ่อภายหลังสิ้นสุดการทดลอง กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลตำบลนาเหล่า ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง การวิจัยใช้รูปแบบการศึกษารายกรณี โดยประเมินพฤติกรรมในระยะก่อนทดลอง ระยะดำเนินการ และระยะติดตามผล เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก จำนวน 4 แผน ระบบแรงเสริมเบี้ยอรรถกรและสื่อทัศนภาพ จำนวน 3 ชุด และแบบสังเกตพฤติกรรมการจดจ่อ จำนวน 8 รายการ ผลการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน พบว่ามีค่า IOC เท่ากับ 0.92, 1.00 และ 0.96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยคะแนนรวม ร้อยละ การเปลี่ยนแปลง และการสังเกตพฤติกรรมแบบ Time Sampling
ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองนักเรียนมีคะแนนพฤติกรรมการจดจ่อ 10 จาก 24 คะแนน อยู่ในระดับควรส่งเสริม ภายหลังการทดลองมีคะแนนเพิ่มเป็น 22 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 91.67 อยู่ในระดับดี เพิ่มขึ้น 12 คะแนน หรือร้อยละ 50.00 ของคะแนนเต็ม ในระยะติดตามผล 2 สัปดาห์ นักเรียนมีคะแนน 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.33 และยังอยู่ในระดับดี นอกจากนี้ การสังเกตทุก 5 นาที พบว่าระยะเวลาการจดจ่อเพิ่มจาก 1 ช่วง หรือ 5 นาที เป็น 5 ช่วง หรือ 25 นาที ผลการศึกษาสะท้อนว่าการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ผสานระบบแรงเสริมเบี้ยอรรถกรและสื่อทัศนภาพมีแนวโน้มช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการจดจ่อและการควบคุมตนเองของนักเรียนรายกรณี
เอกสารอ้างอิง
ญาศินี ชัยรัตนมโนกร, และ มนัสนันท์ หัตถศักดิ์. (2566). ผลการใช้โปรแกรมดนตรีบำบัดและเบี้ยอรรถกรในนักเรียนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว กรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาลอำเภอลำสนธิ (บ้านหนองรี). วารสารการวัดผลการศึกษา, 40(107), 133–144.
ปาริฉัตร เทวเดช. (2566). การใช้เบี้ยอรรถกรเพื่อลดพฤติกรรมการก่อกวนในชั้นเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 4 (วัดโพธาวาส) [รายงานการวิจัย]. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี.
สุรัสวดี จันทพันธ์, สำราญ กำจัดภัย, และ พจมาน ชำนาญกิจ. (2566). การวิจัยปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการอ่านและการเขียนคำควบกล้ำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโพนสว่างโดยใช้ชุดกิจกรรมการอ่านและการเขียนคำควบกล้ำร่วมกับการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. สำนักนายกรัฐมนตรี.
DuPaul, G. J., & Weyandt, L. L. (2006). School-based intervention for children with attention deficit hyperactivity disorder: Effects on academic, social, and behavioural functioning. International Journal of Disability, Development and Education, 53(2), 161–176.
Freeman, S., Eddy, S. L., McDonough, M., Smith, M. K., Okoroafor, N., Jordt, H., & Wenderoth, M. P. (2014). Active learning increases student performance in science, engineering, and mathematics. Proceedings of the National Academy of Sciences, 111(23), 8410–8415.
Kofler, M. J., Rapport, M. D., & Alderson, R. M. (2008). Quantifying ADHD classroom inattentiveness, its moderators, and variability: A meta-analytic review. Journal of Child Psychology and Psychiatry, 49(1), 59–69.
Lovett, B. J., & Nelson, J. M. (2021). Systematic review: Educational accommodations for children and adolescents with attention-deficit/hyperactivity disorder. Journal of the American Academy of Child & Adolescent Psychiatry, 60(4), 448–457.
Maggin, D. M., Chafouleas, S. M., Goddard, K. M., & Johnson, A. H. (2011). A systematic evaluation of token economies as a classroom management tool for students with challenging behavior. Journal of School Psychology, 49(5), 529–554.
Soares, D. A., Harrison, J. R., Vannest, K. J., & McClelland, S. S. (2016). Effect size for token economy use in contemporary classroom settings: A meta-analysis of single-case research. School Psychology Review, 45(4), 379–399.
Thomas, N., & Karuppali, S. (2022). The efficacy of visual activity schedule intervention in reducing problem behaviors in children with attention-deficit/hyperactivity disorder between the age of 5 and 12 years: A systematic review. Journal of the Korean Academy of Child and Adolescent Psychiatry, 33(1), 2–15.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร

