ความพึงพอใจและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูของวิทยาลัยพิชญบัณฑิต
คำสำคัญ:
การจัดการหลักสูตร, ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู, ความต้องการจำเป็น, สมรรถนะวิชาชีพครู, PICHYA–PGC Modelบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูของวิทยาลัยพิชญบัณฑิต 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการหลักสูตร และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการหลักสูตร ดำเนินการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงอธิบายแบบต่อเนื่อง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 150 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI Modified) และ การวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการหลักสูตรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.87) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.73) 2) ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ สื่อ เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ (PNI Modified = 0.301) รองลงมา คือ การวัดและประเมินผล (PNI Modified = 0.225) และการจัดการเรียนการสอน (PNI Modified = 0.224) และ 3) แนวทางการพัฒนาการจัดการหลักสูตรประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรและเนื้อหา การจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรม การพัฒนาศักยภาพอาจารย์และระบบพี่เลี้ยงทางวิชาชีพ การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา การวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะ และการพัฒนาประสบการณ์วิชาชีพครูในสถานการณ์จริง
องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัย คือ PICHYA–PGC Model ซึ่งประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตรตามมาตรฐานวิชาชีพ การจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรม ระบบพี่เลี้ยงทางวิชาชีพ ระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล การประเมินผลฐานสมรรถนะ และการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในสถานการณ์จริง โดยเป็นกรอบแนวทางเชิงบูรณาการที่มุ่งยกระดับสมรรถนะวิชาชีพครูและพัฒนาคุณภาพการผลิตครูให้สอดคล้องกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21
เอกสารอ้างอิง
คุรุสภา. (2564). ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2564. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา.
กัลยาณี บุญชม, สมชาย วัฒนศิริ, และอรทัย ศรีสวัสดิ์. (2565). การพัฒนาสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21. วารสารศึกษาศาสตร์, 33(2), 45–60.
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2563). การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน. วีพรินท์.
ทิศนา แขมมณี. (2565). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 27). สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). สุวีริยาสาส์น.
พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2564). การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2564). ความเป็นครูและการพัฒนาวิชาชีพครูในศตวรรษที่ 21. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุวิมล ว่องวาณิช. (2562). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น (พิมพ์ครั้งที่ 4). สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579. พริกหวานกราฟฟิค.
Darling-Hammond, L. (2017). Teacher education around the world: What can we learn from international practice? European Journal of Teacher Education, 40(3), 291–309.
Fullan, M. (2020). Leading in a culture of change (2nd ed.). Jossey-Bass.
OECD. (2019). OECD future of education and skills 2030: OECD learning compass 2030. OECD Publishing.
Partnership for 21st Century Learning. (2019). Framework for 21st century learning. Battelle for Kids.
UNESCO. (2021). Reimagining our futures together: A new social contract for education. UNESCO Publishing.
UNESCO. (2023). Global education monitoring report 2023: Technology in education—A tool on whose terms? UNESCO Publishing.
Zhao, Y. (2021). Learners without borders: New learning pathways for all students. Corwin Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสังคมและพลเมืองสมัยใหม่

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร

