วารสารมนุษยวิชาการ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah <p><strong><img src="https://so13.tci-thaijo.org/public/site/images/journaljah/----2-625d49b174031f39070976cc89f76834.png" alt="" width="800" height="450" /></strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของศูนย์มนุษยวิชาการทางศาสนา (Aims of Religious Academic Humanities Center) <br /></strong> วารสารมนุษยวิชาการเป็นวารสารบริการวิชาการแก่สังคม ภายใต้การบริหารจัดการของศูนย์มนุษยวิชาการทางศาสนา วัตถุประสงค์ของศูนย์ฯ ประกอบด้วย 1) เพื่อให้บริการความรู้เกี่ยวกับศาสนพิธีกรรมแก่สังคม 2) เพื่อประกอบพิธีวัฒนธรรมความเชื่อโบราณด้านฤกษ์พิธี/การสู่ขวัญ 3) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้มานุษยวิทยาด้านบทความทางวิชาการ </p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร (Aims of the Journal) </strong> <br /> สำหรับการจัดทำวารสารวิชาการ ทางศูนย์ฯ ได้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและองค์ความรู้ด้านการวิจัยของคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิต/นักศึกษาของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานทั่วไป 2) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเรียนการสอนและผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิต/นักศึกษาของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานทั่วไป 3) เพื่อสร้างความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างบุคลากร หน่วยงานของภาครัฐและเอกชน</p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong> <strong>(Scope of the Journal)<br /></strong><strong> </strong>ขอบเขตเนื้อหาที่วารสารเปิดรับ ได้แก่ 1) ด้านพุทธศาสนาและปรัชญา 2) ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 3) ด้านศึกษาศาสตร์ รวมถึงสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>รูปแบบการการตีพิมพ์</strong><strong> (Process of Publication)<br /> </strong>กองบรรณาธิการให้ความสำคัญต่อกระบวนการจัดทำวารสาร ตั้งแต่การคัดเลือกบทความ การประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีอย่างน้อยบทความละ 3 ท่าน ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ โดยเป็นการประเมินในรูปแบบการปกปิดชื่อผู้ประเมินและผู้เขียน (Double-blind Peer Review) และบทความต้นฉบับต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น<br /> ทั้งนี้ ผู้เขียนบทความต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารนี้อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องตามหลักเกณฑ์ที่วารสารกำหนด ในกรณีกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเชิญให้เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองบทความมีความเห็นว่า ควรแก้ไข กองบรรณาธิการจะส่งคืนเพื่อให้เจ้าของบทความแก้ไข โดยจะยึดถือข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นหลัก และขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ตีพิมพ์ในกรณีที่บทความไม่ตรงกับวัตถุประสงค์และรูปแบบของวารสารนี้ หรือไม่ผ่านการพิจารณาของกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิ หากบทความใดได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิให้ตีพิมพ์ ผู้เขียนจึงจะได้รับหนังสือรับรองการตีพิมพ์จากวารสาร<br /> ข้อความ ตาราง ภาพ กราฟ หรือการแสดงความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารมนุษยวิชาการ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ ไม่ถือเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารมนุษยวิชาการแต่อย่างใด </p> <p><strong>ประเภทของบทความ (</strong><strong>Types of Articles)<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article)<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article)<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ (</strong><strong>Languages)<br /></strong><strong> </strong>ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>การกำหนดตีพิมพ์ (</strong><strong>Publication Frequency)<br /></strong><strong> </strong>กำหนดเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ (ราย 3 เดือน) คือ<br /><strong> </strong>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม<br /><strong> </strong>ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน<br /><strong> </strong>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน<br /><strong> </strong>ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ <br /></strong> วารสารยังไม่กำหนดค่าตีพิมพ์ (ฟรี)<br /><br /><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ :<br /><br />เจ้าของวารสาร (Owner)</strong><strong style="font-size: 0.875rem;"><br /></strong> ศูนย์มนุษยวิชาการทางศาสนา ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลลำปางการช่าง <br /> เลขที่ 257 หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งฝาย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง 52000 <br /> โทร. 09 8562 5419, 09 3027 6325, 09 2795 9626 <br /> E-mail: journaljah@gmail.com</p> th-TH <p>บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</p> journaljah@gmail.com (อาจารย์ ดร.กฤตสุชิน พลเสน) journaljah@gmail.com (ผศ. ดร.สุรชัย พุดชู และอาจารย์ ดร.สิริพร ครองชีพ) Mon, 07 Sep 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและธรรมาภิบาลของผู้บริหารท้องถิ่นในบริบทศตวรรษที่ 21 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3105 <p>บทความนี้มุ่งอธิบายและเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและธรรมาภิบาลของผู้บริหารท้องถิ่นให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยอาศัยการสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ จริยธรรมและธรรมาภิบาลในภาครัฐ ร่วมกับการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารท้องถิ่นร่วมสมัย บทความชี้ให้เห็นว่า “จริยธรรม” เป็นรากฐานสำคัญของการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขณะที่ “ธรรมาภิบาล” เป็นกลไกที่ส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการท้องถิ่น ภายใต้บริบทของสังคมดิจิทัล ผู้บริหารท้องถิ่นต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากความคาดหวังด้านความโปร่งใส การตรวจสอบจากสังคมเครือข่าย ปัญหาสาธารณะที่มีความซับซ้อน รวมถึงความเสี่ยงจากระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ทับซ้อน บทความเสนอว่า ผู้บริหารท้องถิ่นควรพัฒนาคุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความยุติธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม การตัดสินใจบนฐานคุณธรรม และการรู้เท่าทันจริยธรรมดิจิทัล ควบคู่กับการส่งเสริมหลักธรรมาภิบาลในองค์กร ได้แก่ ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ นิติธรรม ความเสมอภาค ความคุ้มค่า และการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ บทความเสนอกรอบการพัฒนา 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับบุคคลที่มุ่งพัฒนาสมรรถนะและการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ระดับองค์กรที่ส่งเสริมวัฒนธรรมความโปร่งใสและการเรียนรู้ และระดับนโยบายที่สนับสนุนกลไกกำกับดูแลและความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ กรอบดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน เพิ่มประสิทธิภาพการบริการสาธารณะ สร้างความไว้วางใจจากประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> สุพรรณี พายุบุตร, กันต์ ศรีหล้า, วรเชษฐ์ โทอื้น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3105 Mon, 07 Sep 2026 00:00:00 +0700 เครือข่ายชุมชนกับป่าศักดิ์สิทธิ์: รูปแบบการผสานวิถีพุทธและนิเวศจิตวิทยาเพื่อการอนุรักษ์ร่วมสมัยในจังหวัดยโสธร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3101 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อค้นพบใหม่จากการศึกษาที่ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และบูรณาการแนวคิดทางพุทธธรรมร่วมกับนิเวศจิตวิทยา เพื่อสร้างกรอบแนวคิดใหม่ในการอนุรักษ์ป่าศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน โดยมุ่งเน้นบทบาทของเครือข่ายชุมชนในฐานะกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงมิติศาสนา จิตวิทยา และวัฒนธรรมให้เป็นองค์รวมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่า การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบันยังคงดำเนินไปในลักษณะเชิงเทคนิคและเชิงนโยบาย โดยขาดการบูรณาการกับมิติทางจิตวิญญาณและศีลธรรม ส่งผลให้การมีส่วนร่วมของชุมชนขาดความลึกซึ้งและพลังแห่งคุณค่า ช่องว่างทางความคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการเชื่อมโยงระหว่างพุทธจิตวิทยา ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาจิตภายในกับนิเวศจิตวิทยา ซึ่งเน้นการตระหนักรู้ถึงความสัมพันธ์อันเกื้อกูลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ บทความนี้นำเสนอแนวทางปฏิบัติแบบบูรณาการโดยประยุกต์หลักธรรมทางพุทธศาสนาเข้ากับแนวคิดนิเวศจิตวิทยา เพื่อเสริมสร้าง “จิตสำนึกพุทธนิเวศ” ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงจิตภาวนา กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมของชุมชน แนวทางดังกล่าวมุ่งปลูกฝังศรัทธา ความรับผิดชอบ และความเข้าใจในคุณค่าของธรรมชาติ อันจะนำไปสู่การก่อรูปของเครือข่ายชุมชนที่มีพลังทางจิตวิญญาณและสำนึกพลเมืองสิ่งแวดล้อม ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการพัฒนารูปแบบการอนุรักษ์ร่วมสมัยเชิงพุทธนิเวศที่ยั่งยืนและมีพลวัต สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสะท้อนแนวทางสันติธรรมแห่งความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในศตวรรษที่ 21</p> พระภัทรพล จตฺตมโล (บุญศรี), ปกาน กาญจกิจจา, กันต์ ศรีหล้า, วรเชษฐ์ โทอื้น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3101 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 หลักสามัคคีธรรมกับการสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์ป่าชุมชนจังหวัดยโสธร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3103 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งอธิบายบทบาทของหลักสามัคคีธรรมในพระพุทธศาสนาที่มีต่อการสร้างจิตสำนึกและวัฒนธรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระดับชุมชน โดยเฉพาะการอนุรักษ์ป่าชุมชนซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญของการดำรงชีวิตและระบบนิเวศท้องถิ่น บทความอาศัยการสังเคราะห์แนวคิดทางพระพุทธศาสนา แนวคิดการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน และบริบทการอนุรักษ์ป่าชุมชนในจังหวัดยโสธรเพื่ออธิบายความเชื่อมโยงระหว่างหลักธรรมกับการพัฒนาพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน หลักสามัคคีธรรมเป็นแนวทางที่ส่งเสริมความร่วมมือ ความรับผิดชอบร่วมกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลภายใต้เป้าหมายส่วนรวม อันประกอบด้วยการเคารพกติกาชุมชน การเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อหลักธรรมดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการป่าชุมชน จะช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้ ความรู้สึกเป็นเจ้าของทรัพยากร และความเข้มแข็งของชุมชนในการป้องกันการบุกรุกและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่เหมาะสม วัฒนธรรมการอนุรักษ์ป่าชุมชนมิได้เกิดขึ้นจากมาตรการทางกฎหมายหรือการควบคุมจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการหล่อหลอมคุณค่าร่วมทางสังคมและจิตสำนึกสาธารณะ ซึ่งหลักสามัคคีธรรมสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศาสนา ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอันนำไปสู่การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและการสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในระดับท้องถิ่น</p> พระอธิการชาติชาย จิรสุโภ (คำทวี), พระมหาวรชิต ขนฺติธโร (สุนทโร), วรเชษฐ์ โทอื้น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3103 Wed, 23 Sep 2026 00:00:00 +0700 พนมไพรศึกษา: การเมืองเรื่องของประเพณีบุญบั้งไฟ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3104 <p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ประเพณีบุญบั้งไฟในฐานะปรากฏการณ์ทางการเมืองที่มิอาจจำกัดความได้เพียงพิธีกรรมขอฝนหรือมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนอีสาน หากเป็นสนามการเมืองเชิงวัฒนธรรมที่อำนาจ ผลประโยชน์ อัตลักษณ์และความชอบธรรมถูกผลิต ต่อรอง และจัดสรรผ่านปฏิสัมพันธ์ของผู้กระทำการหลากหลายกลุ่ม บทความประยุกต์ใช้กรอบการเมืองเชิงวัฒนธรรม แนวคิดอุปถัมภ์นิยมและการเมืองท้องถิ่น แนวคิดพื้นที่ทางการเมือง ตลอดจนเศรษฐกิจการเมืองของเทศกาลและงานบุญ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม อำนาจ และทรัพยากรในบริบทพนมไพร ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ประเพณีบุญบั้งไฟพนมไพรทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักการเมือง กลุ่มทุน ผู้นำชุมชน และเยาวชน เข้ามาร่วมกันนิยามความหมายของวัฒนธรรมอีสานและคนพนมไพรเมืองบั้งไฟ การนิยามดังกล่าวมิใช่กระบวนการทางวัฒนธรรมที่เป็นกลาง หากสัมพันธ์โดยตรงกับการสร้างความชอบธรรมและการสะสมทุนในหลายรูปแบบ ทั้งทุนเชิงสัญลักษณ์ ทุนทางการเมือง และทุนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ งานบุญยังเป็นพื้นที่ที่เครือข่ายอุปถัมภ์ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการสนับสนุนงบประมาณ การจัดสรรทรัพยากร การอุปถัมภ์กิจกรรมบั้งไฟและเวทีการแสดง ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน ขณะเดียวกัน ประชาชนและเยาวชนมิได้ดำรงสถานะเป็นเพียงผู้รับอิทธิพลจากรัฐหรือทุน หากสามารถใช้ประเพณี สื่อสังคมออนไลน์ และการผลิตความหมายทางวัฒนธรรมเป็นยุทธวิธีในการต่อรองอำนาจ บทความจึงเสนอว่า การทำความเข้าใจการเมืองท้องถิ่นอีสานร่วมสมัยจำเป็นต้องอ่านเทศกาลและงานบุญในฐานะการเมืองในชีวิตประจำวัน ซึ่งเปิดให้เห็นการต่อสู้ช่วงชิงความหมาย ทรัพยากร และอำนาจ พร้อมเสนอการศึกษาภาคสนามเชิงลึกและการเปรียบเทียบข้ามพื้นที่ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้รัฐศาสตร์ที่บูรณาการมิติการเมือง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ</p> พระยุทธนา สิริปญฺโญ (พรมโสภา), พระอธิการชาติชาย จิรสุโภ (คำทวี), วรเชษฐ์ โทอื้น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3104 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 บทบาททางการเมืองของกาชาดต่อกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ในจังหวัดยโสธร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3108 <p>บทความนี้มีเจตนารมณ์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของกาชาดในฐานะองค์กรด้านมนุษยธรรมที่ยึดหลักความเป็นกลาง แต่มีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับรัฐ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายทางสังคม จนก่อให้เกิดบทบาททางการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม การศึกษาใช้กรอบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม แนวคิดอำนาจเชิงอ่อน ความชอบธรรมทางการเมือง และการทูตมนุษยธรรม เพื่ออธิบายกลไกที่กาชาดมีอิทธิพลต่อการจัดการปัญหาสังคม การระดมทรัพยากร และการกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการทบทวนและสังเคราะห์เอกสารทางประวัติศาสตร์ กฎหมาย นโยบาย และงานวิจัยร่วมสมัย ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงตีความ ผลการศึกษาพบว่า กาชาดมีบทบาททางการเมืองสำคัญสามมิติ ประการแรก เป็นกลไกเชิงสัญลักษณ์ที่ช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมและภาพลักษณ์ของรัฐ ผ่านการบรรเทาทุกข์ การจัดการภัยพิบัติ และการดูแลกลุ่มเปราะบาง ประการที่สอง ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงสถาบันเชื่อมโยงรัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรศาสนา ชุมชนและประชาชน ก่อให้เกิดเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ที่สามารถระดมทุน ความรู้ อาสาสมัคร และทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายพื้นที่การมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ ประการที่สาม กาชาดมีบทบาทในการผลักดันวาระด้านมนุษยธรรม สาธารณสุข การคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง และการพัฒนาระบบอาสาสมัคร ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการของนโยบายสังคมในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความใกล้ชิดกับรัฐก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่าง ความเป็นกลางทางมนุษยธรรมกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รวมถึงความเสี่ยงต่อการถูกใช้เชิงสัญลักษณ์ ความซ้ำซ้อนเชิงภารกิจ และปัญหาความโปร่งใส บทความจึงเสนอให้เสริมสร้างธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูล ระบบติดตามผลดิจิทัล และกลไกรับฟังเสียงผู้รับบริการ เพื่อธำรงความน่าเชื่อถือ ความเป็นอิสระ และความชอบธรรมของกาชาดในสังคมประชาธิปไตยร่วมสมัย</p> จิตตรา เชื้อวณิชย์, ธรภรณ์ ไกรศรี, กันต์ ศรีหล้า, วรเชษฐ์ โทอื้น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3108 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 พุทธปรัชญากับกระบวนการแสวงหาความรู้และการฝึกปฏิบัติในชีวิตประจำวัน https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/1689 <p>การแสวงหาความรู้ทางพุทธปรัชญาเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในการศึกษาหลักธรรมในพุทธปรัชญา ซึ่งเน้นการเรียนรู้ทั้งในด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ โดยการแสวงหาความรู้ในพุทธปรัชญาจะช่วยให้บุคคลมีความเข้าใจในหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เช่น อริยสัจสี่ มรรคมีองค์ 8 และการฝึกฝนจิตใจตามวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสงบและปัญญาที่จะนำไปสู่การหลุดพ้นจากทุกข์ การแสวงหาความรู้ในพุทธปรัชญาจึงไม่เพียงแค่การศึกษาความรู้ในเชิงทฤษฎี แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติจริงในการนำหลักธรรมเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการฝึกจิตใจและพัฒนาความสามารถในการดำเนินชีวิตตามหลักศีลธรรมของพระพุทธเจ้าเพื่อสร้างสันติสุขและความสงบภายใน ในกระบวนการแสวงหาความรู้ทางพุทธปรัชญา บุคคลจะได้รับการฝึกฝน เช่น การพัฒนาสติ การเห็นตามความเป็นจริงในสภาพธรรมชาติของชีวิต ซึ่งสามารถช่วยให้บุคคลเข้าใจถึงต้นเหตุของความทุกข์และวิธีการที่จะหลุดพ้นจากมันได้ การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจในเรื่องของชีวิตและสรรพสิ่งอย่างลึกซึ้ง และสามารถพัฒนาจิตใจให้สามารถดำเนินชีวิตในทิศทางที่มีสติและความสงบ ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด ดังนั้น การแสวงหาความรู้ทางพุทธปรัชญาจึงเป็นกระบวนการที่สร้างความสมดุลระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ ซึ่งการศึกษาในด้านนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้บุคคลมีความรู้ทางวิชาการ แต่ยังช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านการพัฒนาจิตใจ การเข้าใจตนเองและผู้อื่น และการสร้างสันติสุขในสังคม โดยการฝึกฝนตามหลักธรรมพุทธปรัชญาจะช่วยให้บุคคลสามารถหลุดพ้นจากทุกข์และดำเนินชีวิตตามเส้นทางแห่งการปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้</p> พระปลัดสิทธิพงษ์ ถิรปุญฺโญ, สมชาย สมจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/1689 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700