https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/issue/feed วารสารมนุษยวิชาการ 2026-06-15T12:39:43+07:00 อาจารย์ ดร.กฤตสุชิน พลเสน journaljah@gmail.com Open Journal Systems <p><strong><img src="https://so13.tci-thaijo.org/public/site/images/journaljah/----2-625d49b174031f39070976cc89f76834.png" alt="" width="800" height="450" /></strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของศูนย์มนุษยวิชาการทางศาสนา (Aims of Religious Academic Humanities Center) <br /></strong> วารสารมนุษยวิชาการเป็นวารสารบริการวิชาการแก่สังคม ภายใต้การบริหารจัดการของศูนย์มนุษยวิชาการทางศาสนา วัตถุประสงค์ของศูนย์ฯ ประกอบด้วย 1) เพื่อให้บริการความรู้เกี่ยวกับศาสนพิธีกรรมแก่สังคม 2) เพื่อประกอบพิธีวัฒนธรรมความเชื่อโบราณด้านฤกษ์พิธี/การสู่ขวัญ 3) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้มานุษยวิทยาด้านบทความทางวิชาการ </p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร (Aims of the Journal) </strong> <br /> สำหรับการจัดทำวารสารวิชาการ ทางศูนย์ฯ ได้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและองค์ความรู้ด้านการวิจัยของคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิต/นักศึกษาของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานทั่วไป 2) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเรียนการสอนและผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิต/นักศึกษาของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานทั่วไป 3) เพื่อสร้างความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างบุคลากร หน่วยงานของภาครัฐและเอกชน</p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong> <strong>(Scope of the Journal)<br /></strong><strong> </strong>ขอบเขตเนื้อหาที่วารสารเปิดรับ ได้แก่ 1) ด้านพุทธศาสนาและปรัชญา 2) ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 3) ด้านศึกษาศาสตร์ รวมถึงสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>รูปแบบการการตีพิมพ์</strong><strong> (Process of Publication)<br /> </strong>กองบรรณาธิการให้ความสำคัญต่อกระบวนการจัดทำวารสาร ตั้งแต่การคัดเลือกบทความ การประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีอย่างน้อยบทความละ 3 ท่าน ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ โดยเป็นการประเมินในรูปแบบการปกปิดชื่อผู้ประเมินและผู้เขียน (Double-blind Peer Review) และบทความต้นฉบับต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น<br /> ทั้งนี้ ผู้เขียนบทความต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารนี้อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องตามหลักเกณฑ์ที่วารสารกำหนด ในกรณีกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเชิญให้เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองบทความมีความเห็นว่า ควรแก้ไข กองบรรณาธิการจะส่งคืนเพื่อให้เจ้าของบทความแก้ไข โดยจะยึดถือข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นหลัก และขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ตีพิมพ์ในกรณีที่บทความไม่ตรงกับวัตถุประสงค์และรูปแบบของวารสารนี้ หรือไม่ผ่านการพิจารณาของกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิ หากบทความใดได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิให้ตีพิมพ์ ผู้เขียนจึงจะได้รับหนังสือรับรองการตีพิมพ์จากวารสาร<br /> ข้อความ ตาราง ภาพ กราฟ หรือการแสดงความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารมนุษยวิชาการ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ ไม่ถือเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารมนุษยวิชาการแต่อย่างใด </p> <p><strong>ประเภทของบทความ (</strong><strong>Types of Articles)<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article)<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article)<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ (</strong><strong>Languages)<br /></strong><strong> </strong>ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>การกำหนดตีพิมพ์ (</strong><strong>Publication Frequency)<br /></strong><strong> </strong>กำหนดเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ (ราย 3 เดือน) คือ<br /><strong> </strong>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม<br /><strong> </strong>ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน<br /><strong> </strong>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน<br /><strong> </strong>ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ <br /></strong> วารสารยังไม่กำหนดค่าตีพิมพ์ (ฟรี)<br /><br /><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ :<br /><br />เจ้าของวารสาร (Owner)</strong><strong style="font-size: 0.875rem;"><br /></strong> ศูนย์มนุษยวิชาการทางศาสนา ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลลำปางการช่าง <br /> เลขที่ 257 หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งฝาย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง 52000 <br /> โทร. 09 8562 5419, 09 3027 6325, 09 2795 9626 <br /> E-mail: journaljah@gmail.com</p> https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/2313 ต้นพระศรีมหาโพธิ์: ศูนย์รวมใจของชาวพุทธในจังหวัดปราจีนบุรี 2026-06-04T10:30:48+07:00 พระมหานิธิ ถิรธมฺโม card0034@gmail.com <p>บทความนี้มุ่งศึกษาความหมาย ความสำคัญและบทบาทของต้นพระศรีมหาโพธิ์ในฐานะศูนย์รวมใจของชาวพุทธในจังหวัดปราจีนบุรี ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นพฤกษชาติที่ีพุทธศาสนิกชนให้ความเคารพศรัทธาและเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากพระมหาบุรุษได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ พุทธคยา ประเทศอินเดีย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนาและเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาและการตื่นรู้ ในประเทศไทยได้ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดปราจีนบุรีที่มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ประจำอยู่ที่วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางจิตใจและพิธีกรรมของชุมชน การศึกษาพบว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์มีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมทางศาสนา เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธและเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการเชื่อมโยงระหว่างธรรมะกับชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมและความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในชุมชนท้องถิ่น เป็นสถานที่พบปะและทำกิจกรรมทางศาสนาต่าง ๆ ซึ่งช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และความสามัคคีในชุมชน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความจำเป็นในการอนุรักษ์ต้นพระศรีมหาโพธิ์อย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมการรักษาศรัทธาและอัตลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3601 การเสริมสร้างอัตลักษณ์พุทธศาสนสถานในจังหวัดสุรินทร์อย่างยั่งยืน 2026-03-04T14:16:06+07:00 พระประเสริฐ ปภาโส prasoet020725@gmail.com พระบุญเสร็จ จนฺทสาโร prasoet@020725gmail.com ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม thanarat.mcusr@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสง (1) เพื่อศึกษาแนวการสร้างพุทธศาสนสถานในพระพุทธศาสนา (2) เพื่อศึกษาสภาพการสร้างพุทธสถานของจังหวัดสุรินทร์ในปัจจุบัน และ (3) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการสร้างอัตลักษณ์พุทธศาสนในจังหวัดสุรินทร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย การสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่มแล้วนำเสนอด้วยวิธีการพรรณาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า การสร้างพุทธศาสนสถานในพระพุทธศาสนาพบว่า มีรากฐานมาจากการสร้างที่พักอาศัยเพื่อเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ ก่อนจะพัฒนาบทบาทหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตใจและพื้นที่ทางวัฒนธรรมของชุมชน มิใช่เพียงสถานที่ประกอบศาสนพิธีเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดภูมิปัญญา และสร้างความสามัคคี โดยเน้นประโยชน์ใช้สอยที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตวิญญาณเป็นสำคัญ สภาพการสร้างพุทธสถานของจังหวัดสุรินทร์ในปัจจุบันพบว่า มีลักษณะเฉพาะตัวที่สะท้อนถึงบริบททางวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมีการผสมผสานภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมระหว่างศิลปะไทยกับศิลปะขอม (เขมร) เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ปรากฏชัดเจนในรูปแบบของซุ้มประตู เจดีย์และองค์พระประธาน รวมถึงการเลือกใช้วัสดุในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอัตลักษณ์ในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการรู้จักตนเอง คือ การสำรวจทุนทางวัฒนธรรมเดิมที่มีอยู่เพื่อนำมาต่อยอดให้โดดเด่นยิ่งขึ้น การวิเคราะห์รูปแบบการสร้างอัตลักษณ์พุทธศาสนในจังหวัดสุรินทร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนพบว่า แนวทางที่เหมาะสมที่สุด คือ การบูรณาการองค์ประกอบ 3 มิติเข้าด้วยกัน ได้แก่ (1) มิติด้านธรรมะ คือ การปลูกฝังศีลธรรมและการปฏิบัติธรรม (2) มิติด้านวัฒนธรรม คือ การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและเอกลักษณ์พื้นถิ่น และ (3) มิติด้านปัญญา คือ การทำให้วัดเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาเป็นเจ้าของร่วมในการวางแผนและดูแลรักษา เพื่อให้พุทธศาสนสถานไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างทางวัตถุ แต่สามารถหลอมรวมศาสนาให้เป็นวิถีชีวิตของชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3114 คลองสิบสี่ในวัฒนธรรมอีสาน 2026-03-30T16:39:38+07:00 วิญญู เถาถาวงษ์ vic32@windowslive.com พระณัฐวุฒิ พันทะลี vic32@windowslive.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคลองสิบสี่ในวัฒนธรรมอีสาน ข้อค้นพบจากการศึกษาในครั้งนี้พบว่า ประเพณีของชาวไทยในภาคอีสาน คือ สิ่งที่สังคมยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งสะท้อนคุณค่า ความดี ความเชื่อและวิถีชีวิตของคนอีสานในอดีต โดยยึดหลักฮีต 12 คลอง 14 คือ ประเพณีของชาวอีสานที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยฮีตสิบสอง หมายถึง จารีตประเพณีหรือการทำบุญประจำ 12 เดือนของชาวไทยในภาคอีสาน ส่วนคลองสิบสี่ คือ ธรรมเนียมประเพณีหรือข้อวัตรแนวทางปฏิบัติ 14 ข้อของชาวไทยในภาคอีสาน สำหรับบุคคลในสถานะต่าง ๆ ทั้งพระมหากษัตริย์ ข้าราชการและประชาชน ซึ่งคลองสิบสี่เป็นกฎหมายจารีตและเครื่องมือควบคุมสังคม กำหนดบทบาทหน้าที่ของคนในสังคม สร้างความสามัคคีและเป็นปึกแผ่น สืบทอดวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของท้องถิ่นและที่สำคัญเป็นการ ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม เป็นเสาหลักสำคัญที่ค้ำจุนสังคมอีสานในอดีต และยังคงเป็นแนวทางในปัจจุบันที่มีคุณค่าในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของชาวอีสานเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีคุณค่าและยั่งยืนต่อไป องค์ความรู้ใหม่ คือ ประเพณีชาวไทยอีสานและลาวมีความคล้ายคลึงกัน มีความสำคัญในฐานะที่เป็นรากฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่สำคัญในอดีต</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3765 กุญแจชีวิต: วุฒิภาวะทางอารมณ์กับการแก้ปัญหาตามแนวพุทธจากปัญหาสู่ปัญญา 2026-06-04T09:37:08+07:00 พระครูสังฆวิริยกิจ (ระพิน พุทฺธิสาโร) raphind@yahoo.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาตามหลักพระพุทธศาสนา โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสารทางวิชาการ คัมภีร์พระพุทธศาสนา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า กุญแจชีวิต เป็นอุปมาที่สะท้อนถึงการใช้ปัญญาเป็นเครื่องมือสำคัญในการคลี่คลายและก้าวข้ามปัญหาชีวิตตามแนวพุทธ กุญแจดังกล่าวเปรียบเสมือนปัญญาที่ช่วยเปิดทางออกจากความทุกข์และอุปสรรคต่าง ๆ โดยมีรากฐานมาจากพุทธวิธีที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและเหตุการณ์สำคัญในสมัยพุทธกาล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกระบวนการใช้สติ ปัญญา และวุฒิภาวะทางอารมณ์ในการเผชิญและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ จนนำไปสู่การพัฒนาตนและการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ คือ การสังเคราะห์แนวคิดกุญแจชีวิตในฐานะเครื่องมือเชิงพุทธสำหรับการออกจากปัญหาด้วยปัญญา โดยบูรณาการวุฒิภาวะทางอารมณ์เข้ากับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา</p> 2026-06-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/3106 รูปแบบการสร้างเครือข่ายและพื้นที่ทางสังคมของนักการเมืองท้องถิ่นกับนักธุรกิจ 2026-06-04T13:25:14+07:00 ธรภรณ์ ไกรศรี worachet.th@mbu.ac.th จิตตรา เชื้อวณิช worachet.th@mbu.ac.th กันต์ ศรีหล้า worachet.th@mbu.ac.th วรเชษฐ์ โทอื้น worachet.th@mbu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มุ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองท้องถิ่นกับนักธุรกิจผ่านกรอบแนวคิดพื้นที่ทางสังคมและทุนของปิแอร์ บูร์ดิเยอ ร่วมกับแนวคิดเครือข่ายทางสังคมเพื่อทำความเข้าใจกลไกการสร้าง ปรับเปลี่ยน และธำรงรักษาความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้มีบทบาทสำคัญในระดับท้องถิ่น ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองร่วมสมัย บทความสะท้อนมุมมองเชิงชาการว่า พื้นที่ทางสังคมเป็นพื้นที่แห่งการปฏิสัมพันธ์ การแข่งขันและการต่อรองอำนาจระหว่างตัวแสดงทางสังคม โดยนักการเมืองท้องถิ่นและนักธุรกิจต่างใช้ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรมและทุนเชิงสัญลักษณ์เป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบและขยายอิทธิพลของตน เครือข่ายทางสังคมจึงเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงผลประโยชน์ ทรัพยากร และอำนาจเข้าด้วยกัน ผ่านความสัมพันธ์ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคมธุรกิจ สถาบันการศึกษา องค์กรชุมชน กิจกรรมสาธารณะ เครือญาติ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการสะสมและแลกเปลี่ยนทุนระหว่างกัน การวิเคราะห์ตามแนวคิดของบูร์ดิเยอชี้ให้เห็นว่า เครือข่ายระหว่างนักการเมืองท้องถิ่นกับนักธุรกิจมิได้เป็นเพียงความสัมพันธ์เชิงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการช่วงชิงตำแหน่งแห่งที่ในพื้นที่ทางสังคม การสร้างความชอบธรรมและการผลิตซ้ำโครงสร้างอำนาจในระดับท้องถิ่นอีกด้วย แม้เครือข่ายดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญต่อการระดมทรัพยากร การพัฒนาเศรษฐกิจ และการสร้างโอกาสให้แก่ชุมชน แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจนำไปสู่การกระจุกตัวของอำนาจ การเอื้อประโยชน์ระหว่างกลุ่มกับความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจเครือข่ายและพื้นที่ทางสังคมจึงเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาระบบการเมืองท้องถิ่นที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างยั่งยืน องค์ความรู้ใหม่จากการศึกษาพบ 3 ประเด็นหลัก คือ 1) แนวคิดสนามอำนาจเชิงเครือข่าย 2) แนวคิดการแปลงทุนและการสถาปนาอำนาจ 3) แนวคิดพลวัตสองด้านของเครือข่ายท้องถิ่น</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/jah/article/view/2934 ความไม่แน่นอนของความรู้ในยุคข้อมูลข่าวสารล้นเกิน 2026-03-30T16:59:11+07:00 อิทธิพล มโนวงศ์ itthipholmanowong@gmail.com มงคล เทพเกษตรกุล mongkolthepkasetgul@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความไม่แน่นอนของความรู้ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีปริมาณล้นเกิน จากการศึกษาพบว่า ในสภาวะที่ข้อมูลที่ไหลมาอย่างไม่ขาดสาย หากปราศจากหลักการในการพิจารณาอย่างมีวิจารณญาณ การใช้ข้อมูลและความรู้ย่อมมีแนวโน้มถูกครอบงำด้วยอคติ นำไปสู่การประมวลผลที่ผิดพลาดและการตัดสินใจจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อของผู้คนและก่อให้เกิดผลเสียทางสังคมตามมา ในทางกลับกันหากมีการพิจารณาข้อมูลอย่างละเอียดภายใต้กรอบหลักการที่ถูกต้อง การประมวลและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารย่อมช่วยส่งเสริมสังคม ก่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติและสนับสนุนการพัฒนาสังคมภายใต้หลักนิติรัฐนิติธรรม องค์ความรู้ใหม่ของบทความนี้ คือ การเสนอกรอบความยืดหยุ่นทางญาณวิทยาที่บูรณาการการคิดเชิงวิพากษ์และการรู้เท่าทันสื่อร่วมกับหลักกาลามสูตร ไตรลักษณ์ โยนิโสมนสิการ สติและจริยธรรมการสื่อสาร เป็นส่วนเสริมด้วยแนวทางเทคโนโลยีตรวจสอบที่มาของสื่อเพื่อเปลี่ยนข้อมูลล้นเกินให้เป็นความรู้ที่ตรวจสอบได้ ลดอคติและข่าวลวง ข่าวปลอมในระดับบุคคลและสังคม</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยวิชาการ