วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU
<p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">1. วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุ</span></span><wbr /><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">ษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ Journal of Education and Human Development Chaiyaphum Rajabhat University</span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">2. ISSN อิเล็กทรอนิกส์: 3088-1714</span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">3. กำหนดการตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ออกราย 6 เดือน คือ</span></span></span><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"> เล่ม 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน ของทุกปี และเ</span></span></span><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">ล่ม 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม ของทุกปี</span></span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">4. วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ มีนโยบายในการส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการ และงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ โดยครอบคลุมด้านครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ การศึกษา ภาษา วรรณกรรม และสหวิทยาการ</span></span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><strong>โทรศัพท์ 044-815-111 ต่อ 6700</strong></span></span></span></p>
คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
th-TH
วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
3088-1714
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
-
การเรียนภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน: การสังเคราะห์งานวิจัยจากฐานข้อมูล Scopus (ค.ศ. 2010–2025)
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/3894
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยในประเด็นการเรียนภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน (out of school language learning) จากฐานข้อมูล Scopus ในช่วงปี ค.ศ. 2010–2025 โดยมุ่งวิเคราะห์รูปแบบของการเรียนภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน ผลกระทบต่อการเรียนรู้ภาษา และบทบาทของปัจจัยด้านอารมณ์ การวิจัยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Literature Review) ตามแนวทาง PRISMA โดยคัดเลือกบทความจำนวน 11 เรื่องมาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมนอกห้องเรียนที่หลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสื่อดิจิทัล เช่น การดูสื่อภาพและเสียง การใช้โซเชียลมีเดีย การเล่นเกม และการอ่านออนไลน์ โดยกิจกรรมที่มีลักษณะโต้ตอบและการใช้ภาษา (interactive และ productive) มีแนวโน้มส่งผลต่อการพัฒนาทักษะภาษามากกว่า นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมมีผลเชิงบวกอย่างชัดเจนต่อการพัฒนาคำศัพท์ ขณะที่ผลต่อทักษะอื่นยังมีความไม่สม่ำเสมอในแต่ละงานวิจัย นอกจากนี้ ปัจจัยด้านอารมณ์ เช่น แรงจูงใจ ความเชื่อมั่นในตนเอง และความเพลิดเพลิน มีบทบาทสำคัญในฐานะตัวแปรของผลลัพธ์การเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่มีอยู่ยังมีข้อจำกัดด้านระเบียบวิธี วิจัยโดยเฉพาะการใช้ข้อมูลในการศึกษาเป็นเฉพาะช่วงเวลา ดังนั้น การวิจัยในอนาคตควรมุ่งเน้นการศึกษาระยะยาวและพัฒนาเครื่องมือวัดที่มีความแม่นยำมากขึ้นเพื่ออธิบายผลกระทบของกิจกรรมได้ดีขึ้น</p>
ศาสตรา มาพร
ประภากร พาป้อ
ชิดชนก มีนาสันติรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
2 1
69
78
-
การหาประสิทธิผลของโปรแกรมนันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตสำหรับผู้สูงอายุ ในโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลตลาดแร้ง อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/3058
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลของโปรแกรมนันทนาการต่อสุขภาวะทางจิตของผู้สูงอายุ โดยเปรียบเทียบคะแนนสุขภาวะทางจิตก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และ (2) ประเมินระดับความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อโปรแกรมในด้านเนื้อหา กิจกรรม วิทยากร และประโยชน์ที่ได้รับ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมในโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลตลาดแร้ง จำนวน 30 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมนันทนาการเพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิต แบบวัดสุขภาพจิตไทย (T-GMHA-15) และแบบประเมินความพึงพอใจ การเก็บข้อมูลดำเนินการก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์ (Paired Sample t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรม ผู้สูงอายุมีคะแนนเฉลี่ยสุขภาวะทางจิตสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (ก่อนเข้าร่วม = 41.05, SD = 4.88; หลังเข้าร่วม = 51.30, SD = 3.55; t = 12.47, p < .001) แสดงว่าโปรแกรมนันทนาการมีประสิทธิผลในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ความพึงพอใจต่อโปรแกรมอยู่ในระดับสูงมาก (ค่าเฉลี่ยรวม = 4.84, SD = 0.36) ครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ เนื้อหาและกิจกรรม วิทยากร และประโยชน์ที่ได้รับ</p>
ธีรวัฒน์ ผิวขม
วราภรณ์ จันทร์เวียง
วิชชุตา อ้วนศรีเมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
2 1
1
12
-
การพัฒนาโปรแกรมนันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตของผู้สูงอายุ ในโรงเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลตลาดแร้ง อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/3056
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (Perceived Needs: PNI) ของผู้สูงอายุเพื่อนำไปใช้ในการออกแบบโปรแกรมนันทนาการ และ (2) พัฒนา ตรวจสอบคุณภาพ และประเมินผลของโปรแกรมนันทนาการต่อสุขภาวะทางจิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลตลาดแร้ง อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสาน (Mixed Methods) ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น การตรวจสอบคุณภาพโปรแกรม และการทดลองนำร่อง</p> <p>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่ 1 พบว่า ผู้สูงอายุมีความต้องการกิจกรรมนันทนาการในระดับสูง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณค่าในตนเอง การเรียนรู้ทักษะใหม่ และการออกกำลังกายแบบกลุ่ม ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นฐานในการออกแบบโปรแกรมตามกระบวนการ APIE</p> <p>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่ 2 พบว่า โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยรวม = 4.76) เมื่อนำไปทดลองใช้กับ กลุ่มทดลองผู้สูงอายุจำนวน 15 คน เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง คะแนนสุขภาวะทางจิตที่วัดด้วยแบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอายุฉบับสั้น (T-GMHA-15) หลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p < .05) และกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยรวม = 4.84)</p> <p>โปรแกรมนันทนาการที่พัฒนาขึ้นสามารถเสริมสร้างสุขภาวะทางจิต เพิ่มคุณค่าในตนเอง ส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ธีรวัฒน์ ผิวขม
พัทธมน จิตตสุโภ
วิชชุตา อ้วนศรีเมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
2 1
13
27
-
การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโปรแกรมนันทนาการโรงเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลตลาดแร้ง อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/3055
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโปรแกรมนันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตของผู้สูงอายุ และ (2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของโปรแกรม โดยใช้ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified = (I–D)/D ตามแนวคิดของสุวิมล ว่องวาณิช, 2550) กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุ 30 คน ผลการวิเคราะห์พบว่าสภาพปัจจุบันของกิจกรรมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅=3.09, S.D.=0.53) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (x̅=4.79, S.D.=0.44) แสดงถึงช่องว่างความต้องการสูง โดยความต้องการจำเป็นสูงสุดมีค่า PNI=0.374 โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นได้รับการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน พบว่ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้สูง (x̅=4.75) สรุปว่าโปรแกรมที่พัฒนามีคุณภาพและสามารถนำไปใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ธีรวัฒน์ ผิวขม
เบญจวรรณ นาหก
วิชชุตา อ้วนศรีเมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
2 1
28
40
-
ผลสัมฤทธิ์การจัดการเรียนรู้รายวิชาการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ RASEP Model
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/3315
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ RASEP Model 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ RASEP Model รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มทดลอง ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ จำนวน 20 รูป/คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบความสามารถก่อนเรียนและหลังเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ค่าเฉลี่ย 2) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 3) ทดสอบค่า t-test </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ RASEP Model หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ RASEP Model ในระดับมากที่สุด</p>
อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
2 1
41
47
-
ผลลัพธ์ของรูปแบบการสอนแบบ Picture Word Inductive Model (PWIM) ต่อความสามารถ ในการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/3091
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการสอนแบบอุปนัยด้วยภาพและคำ (Picture Word Inductive Model หรือ PWIM) ในการพัฒนาความสามารถในการเขียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 32 คน ทำการทดสอบก่อนเรียน (pre-test) และหลังเรียน (post-test) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน ( = 21.2) สูงกว่าก่อนเรียน ( =20.8) เพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการทดสอบ paired Samples <em>t</em>-test เพื่อหาความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พบว่า ค่าสถิติ <em>t</em> เท่ากับ -0.361 และค่าความน่าจะเป็นของผลลัพท์ (<em>p</em>) เท่ากับ 0.360 ซึ่งมีค่าสูงกว่าระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ PWIM ไม่ได้ทำให้ความสามารถในการเขียนของนักเรียนหลังเรียนแตกต่างจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษานี้ ขัดแย้ง กับงานวิจัยก่อนหน้าที่ยืนยันว่า PWIM มีประสิทธิผลในการพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำและคำศัพท์ การไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญนี้อาจเป็นผลมาจาก ความไม่สม่ำเสมอในการเรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่าง หรือ ความเข้มข้นของการแทรกแซงที่ไม่เพียงพอ รวมถึงบริบทโรงเรียนในการวิจัยนี้มีความแตกต่างจากงานวิจัยก่อนหน้า</p>
นัตถยา บรรหาร
ชิดชนก มีนาสันติรักษ์
ศาสตรา มาพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
2 1
48
58
-
ผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SQ4R ต่อทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/3489
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SQ4R ต่อการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจำนวน 30 คน จากโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 ดำเนินการวิจัยตามรูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research design) แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ SQ4R และแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̄ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบที (Paired Samples t-test)ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการจัดการเรียนรู้นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.37 คะแนน (S.D. = 3.53) และภายหลังการจัดการเรียนรู้นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นเป็น 15.87 คะแนน (S.D. = 3.32) เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <.001 โดยมีขนาดอิทธิพล (Cohen's d) เท่ากับ 1.31 ซึ่งอยู่ในระดับสูงมาก ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ SQ4R สามารถส่งเสริมความเข้าใจในการอ่าน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของผู้เรียนระดับประถมศึกษาในบริบทโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
วรัญญา จอดสันเทียะ
ศาสตรา มาพร
ชิดชนก มีนาสันติรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
2 1
59
68