วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU
<p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">1. วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุ</span></span><wbr /><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">ษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ Journal of Education and Human Development Chaiyaphum Rajabhat University</span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">2. ISSN อิเล็กทรอนิกส์: 3088-1714</span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">3. กำหนดการตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ออกราย 6 เดือน คือ</span></span></span><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"> เล่ม 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน ของทุกปี และเ</span></span></span><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">ล่ม 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม ของทุกปี</span></span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">4. วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ มีนโยบายในการส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการ และงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ โดยครอบคลุมด้านครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ การศึกษา ภาษา วรรณกรรม และสหวิทยาการ</span></span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><strong>โทรศัพท์ 044-815-111 ต่อ 6700</strong></span></span></span></p>
คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
th-TH
วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
3088-1714
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
-
การพัฒนาทักษะใหม่ (Re-skills) และการยกระดับทักษะเดิม (Up-skills) สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในยุค AI: แนวทางและการปฏิบัติ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/2582
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิด นิยาม และความแตกต่างระหว่างการพัฒนาทักษะใหม่ (Re-skills) และการยกระดับทักษะเดิม (Up-skills) ของผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนวิเคราะห์ความสำคัญของการพัฒนาทักษะดังกล่าวต่อการบริหารสถานศึกษาในปัจจุบันและอนาคต และนำเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการส่งเสริมและพัฒนาทักษะเหล่านี้สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในยุค AI เนื้อหาครอบคลุมการวิเคราะห์ผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ การนิยามการพัฒนาทักษะใหม่และการยกระดับทักษะเดิม พร้อมยกตัวอย่างทักษะที่จำเป็น การสำรวจความจำเป็นที่ผู้บริหารต้องพัฒนาทักษะเหล่านี้เพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการนำองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง รวมถึงการนำเสนอรูปแบบและแนวทางปฏิบัติในการส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่และการยกระดับทักษะเดิม นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความท้าทายและข้อควรพิจารณาในการนำแนวทางการพัฒนาทักษะเหล่านี้ไปปรับใช้ในบริบทของสถานศึกษา การทำความเข้าใจความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างสองแนวคิดนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์การพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ยั่งยืน เพื่อให้สถานศึกษาสามารถผลิตพลเมืองที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของโลกอนาคตได้อย่างแท้จริง การลงทุนในการพัฒนาทักษะเหล่านี้จึงเป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุด เพื่อความสำเร็จของสถานศึกษาในปัจจุบันและอนาคตที่ปัญญาประดิษฐ์ จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
รัตนันต์ สมพงศ์
สุนทรี วรรณไพเราะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
1 2
68
80
-
โปรแกรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบผ่านการขับเคลื่อนจากภายในเป็นสำคัญ ตามมาตรการ 6Q (Q-Coach, Q-Goal, Q-Info, Q-PLC, Q-Network, Q-Classroom) ของโรงเรียนบ้านอ้อตลิ่งชัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/3121
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบความมีประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบผ่านการขับเคลื่อนจากภายในเป็นสำคัญ ตามมาตรการ 6Q (Q-Coach, Q-Goal, Q-Info, Q-PLC, Q-Network, Q-Classroom) ของโรงเรียนบ้านอ้อตลิ่งชัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ด้วยระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา และประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมจากการทดลองในภาคสนามด้วยรูปแบบการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบหนึ่งกลุ่ม กลุ่มเป้าหมายคือครูผู้สอน จำนวน 16 คน นักเรียนที่เกี่ยวข้อง จำนวน 92 คน และถอดบทเรียนหลังการทดลอง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ได้โปรแกรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบผ่านการขับเคลื่อนจากภายในเป็นสำคัญ ตามมาตรการ 6Q (Q-Coach, Q-Goal, Q-Info, Q-PLC, Q-Network, Q-Classroom) ของโรงเรียน บ้านอ้อตลิ่งชัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ที่มีประสิทธิผล ซึ่งโปรแกรมพัฒนาโรงเรียนประกอบด้วย 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีคู่มือประกอบ 6 ชุดการเรียน คือ 1) การกำหนดเป้าหมายอย่างมีคุณภาพ (Q-Goal) 2) การกำหนดผู้รู้ผู้แนะนำที่มีคุณภาพ (Q-Coach) 3) ระบบเก็บข้อมูลสารสนเทศที่มีคุณภาพ (Q-Info) 4) กระบวนการชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพอย่างมีคุณภาพ (Q-PLC) 5) การสร้างเครือข่ายทั้งในและนอกโรงเรียนอย่างมีคุณภาพ (Q-Network) และ 6) การออกแบบการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่มีคุณภาพ (Q-Classroom) ส่วนโครงการพัฒนากระบวนการคิดผ่านกิจกรรม Q-Classroom มี 1 ชุดการเรียน คือ Active Learning ด้วยโครงงานนวัตกรรมชุมชน หลังการทดลองภาคสนาม ได้ทำการประเมินประสิทธิผลโปรแกรมการพัฒนาโรงเรียน พบว่า บรรยากาศการจัดการเรียนรู้ตามโปรแกรมการพัฒนาโรงเรียน เฉลี่ยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน เฉลี่ยรวม มั่นใจว่าตนเอง มีความรู้ ทักษะ หรือคุณลักษณะเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ในระดับ มาก นอกจากนั้นการถอดบทเรียน โครงการที่ 1 ทำให้เกิดประโยชน์ทั้งการบริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน มีความเป็นไปได้เหมาะสมคุ้มค่ากับเวลาและงบประมาณ ถูกต้องและน่าเชื่อถือ ส่วนการถอดบทเรียนโครงการที่ 2 โครงการมีความชัดเจนในวัตถุประสงค์ ลักษณะ ขั้นตอนการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผล</p>
บรรจบ เทตะรัตน์
ดุสิต วิพรรณะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
1 2
1
13
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ สาระเศรษฐศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/2383
<h1>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน หน่วยการเรียนรู้ ปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ สาระเศรษฐศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างศึกษาจากประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านหนองโนน้อย จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 1 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 78.50/83.00 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 75/75 2) นักเรียนที่เรียนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนรู้ เนื่องจากช่วยกระตุ้นความสนใจนักเรียนส่งเสริมให้เข้าใจเนื้อหาดีขึ้น ห้องเรียนมีชีวิตชีวา สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</h1>
เจตนิพัทธ์ ช่วยอุปการ
กรรณวิษณ์ ช่วยอุปการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
1 2
14
25
-
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบบนลงล่างต่อความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในสถานศึกษาเอกชน จังหวัดชัยภูมิ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/3171
<p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการสอนแบบบนลงล่าง (top-down listening) กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 23 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดชัยภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ top-down listening จำนวน 6 ชั่วโมง และแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจำนวน 30 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมานด้วย paired samples <em>t</em>-test ผลการศึกษา พบว่าคะแนนทดสอบหลังเรียน (x̄ = 18.30) สูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน (x̄ = 9.17) อย่างชัดเจน และผลการทดสอบ paired samples <em>t</em>-test แสดงค่าความน่าจะเป็นที่ต่ำมาก (<em>p</em> < .001) สรุปได้ว่าความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังการใช้รูปแบบการสอนแบบบนลงล่าง สูงกว่า ก่อนการใช้รูปแบบการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าขนาดผลกระทบ (Cohen's d) ในระดับใหญ่ (-1.53) ข้อค้นพบนี้ยืนยันว่ารูปแบบการสอนแบบบนลงล่างมีประสิทธิผลในการยกระดับทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนในบริบทนี้</p>
ภิญญดา ชำนาญ
ชิดชนก มีนาสันติรักษ์
ศาสตรา มาพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
1 2
26
39
-
การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษบนสมาร์ตโฟน เรื่องการสื่อสารทางธุรกิจท่องเที่ยวและบริการของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/2451
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษบน สมาร์ตโฟนเรื่องการสื่อสารทางธุรกิจท่องเที่ยวและบริการของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อแอปพลิเคชันเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษบนสมาร์ตโฟนเรื่องการสื่อสารทางธุรกิจท่องเที่ยวและบริการของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาสาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำนวน 30 คน โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การสร้างแอปพลิเคชันเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษบนสมาร์ตโฟนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ในรูปแบบข้อความ รูปภาพ เสียงและตัวอย่างสนทนาโดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ทางธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ 2) การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อแอปพลิเคชัน ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญอยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน คือด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (=4.25, SD=.50) ด้านเนื้อหา (=4.23, SD=.44) ด้านการใช้งาน (=4.22, SD=.49) และ ด้านความพึงพอใจโดย (= 4.07, SD=.39)</p>
Elmira M. Ocampo
Samran Wanon
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
1 2
40
53
-
รูปแบบการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษา ในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/j_EDU/article/view/2572
<h1> </h1> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม 2) สร้างรูปแบบการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ใช้แนวคิดการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษาและแนวคิด PDCA เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม จำนวน 20 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารและครูหัวหน้างานกิจการนักเรียน จำนวน 295 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มแบบแบ่งชั้นและการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง 3) แบบประเมินความเหมาะสมและความถูกต้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.84) โดยด้านการจัดองค์กรความปลอดภัยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการประเมินผลและปรับปรุงมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2. รูปแบบการบริหารความปลอดภัยประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิว่ามีความเหมาะสมและถูกต้องในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.61) 3. รูปแบบมีคุณภาพโดยรวมในระดับมาก (x̄ = 4.16) โดยด้านความถูกต้องได้คะแนนสูงสุด และด้านความเป็นไปได้ได้คะแนนต่ำสุด</p> <p>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ คือ รูปแบบการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษาแบบองค์รวมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน</p>
เดชา ปาณะศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
1 2
54
67