โปรแกรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบผ่านการขับเคลื่อนจากภายในเป็นสำคัญ ตามมาตรการ 6Q (Q-Coach, Q-Goal, Q-Info, Q-PLC, Q-Network, Q-Classroom) ของโรงเรียนบ้านอ้อตลิ่งชัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2
คำสำคัญ:
โปรแกรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ, มาตรการ 6Q (Q-Coach, Q-Goal, Q-Info, Q-PLC, Q-Network, Q-Classroom)บทคัดย่อ
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบความมีประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบผ่านการขับเคลื่อนจากภายในเป็นสำคัญ ตามมาตรการ 6Q (Q-Coach, Q-Goal, Q-Info, Q-PLC, Q-Network, Q-Classroom) ของโรงเรียนบ้านอ้อตลิ่งชัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ด้วยระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา และประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมจากการทดลองในภาคสนามด้วยรูปแบบการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบหนึ่งกลุ่ม กลุ่มเป้าหมายคือครูผู้สอน จำนวน 16 คน นักเรียนที่เกี่ยวข้อง จำนวน 92 คน และถอดบทเรียนหลังการทดลอง
ผลการวิจัย พบว่า ได้โปรแกรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบผ่านการขับเคลื่อนจากภายในเป็นสำคัญ ตามมาตรการ 6Q (Q-Coach, Q-Goal, Q-Info, Q-PLC, Q-Network, Q-Classroom) ของโรงเรียน บ้านอ้อตลิ่งชัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ที่มีประสิทธิผล ซึ่งโปรแกรมพัฒนาโรงเรียนประกอบด้วย 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีคู่มือประกอบ 6 ชุดการเรียน คือ 1) การกำหนดเป้าหมายอย่างมีคุณภาพ (Q-Goal) 2) การกำหนดผู้รู้ผู้แนะนำที่มีคุณภาพ (Q-Coach) 3) ระบบเก็บข้อมูลสารสนเทศที่มีคุณภาพ (Q-Info) 4) กระบวนการชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพอย่างมีคุณภาพ (Q-PLC) 5) การสร้างเครือข่ายทั้งในและนอกโรงเรียนอย่างมีคุณภาพ (Q-Network) และ 6) การออกแบบการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่มีคุณภาพ (Q-Classroom) ส่วนโครงการพัฒนากระบวนการคิดผ่านกิจกรรม Q-Classroom มี 1 ชุดการเรียน คือ Active Learning ด้วยโครงงานนวัตกรรมชุมชน หลังการทดลองภาคสนาม ได้ทำการประเมินประสิทธิผลโปรแกรมการพัฒนาโรงเรียน พบว่า บรรยากาศการจัดการเรียนรู้ตามโปรแกรมการพัฒนาโรงเรียน เฉลี่ยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน เฉลี่ยรวม มั่นใจว่าตนเอง มีความรู้ ทักษะ หรือคุณลักษณะเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ในระดับ มาก นอกจากนั้นการถอดบทเรียน โครงการที่ 1 ทำให้เกิดประโยชน์ทั้งการบริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน มีความเป็นไปได้เหมาะสมคุ้มค่ากับเวลาและงบประมาณ ถูกต้องและน่าเชื่อถือ ส่วนการถอดบทเรียนโครงการที่ 2 โครงการมีความชัดเจนในวัตถุประสงค์ ลักษณะ ขั้นตอนการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผล
เอกสารอ้างอิง
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). (2564). Q-info เครื่องมือลดภาระครู เพิ่มคุณภาพ
ผู้เรียน. จาก www.eef.or.th/donate/
จรัล ทองปิยะภูมิ. (2557). หัวใจของการปฎิรูปการศึกษาคาทอลิก การบูรณาการระหว่างวัฒนธรรม.
ความเชื่อและชีวิต. กรุงเทพฯ: จูนพับลิชชิ่ง.
บัญญัติ ชำนาญกิจ. (2560). การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning. นครสวรรค์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครสวรรค์.
ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์. (2559).“การศึกษาไทย 4.0,” การศึกษาไทย 4.0 ในบริบทการจัด
การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน. จาก https://bit.ly/2MAwcHE
นัทธพงศ์ ส่งอำไพ, ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ และ ภรทิพย์ สุภัทรชัยวงศ์. (2564). การพัฒนาโรงเรียนทั้ง
ระบบด้วยระบบสารสนเทศ Q-Info: การโค้ชและสนับสนุนการ ทำงานของโรงเรียนในโครงการ
พัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา อย่างต่อเนื่อง รุ่นที่ 2 ศูนย์มหาวิทยาลัย
ราชภัฏภูเก็ต. การประชุมวิชาการระดับชาติมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ครั้งที่ 13 “การบูรณาการ
สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น”.
ดุสิต วิพรรณะ. (2564). ตำราวิธีวิทยาการจัดการเรียนรู้. ชัยภูมิ: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยการ
กีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชัยภูมิ.
โรงเรียนบ้านอ้อตลิ่งชัน. (2567). แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567. สุรินทร์: โรงเรียน
บ้านอ้อตลิ่งชัน.
วิจารณ์ พานิช. (2555). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสดศรี- สฤษดิ์วงศ์.
สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา. (2564). รายงานการประเมินคุณภาพภายนอก
: ผลการประเมิน SAR ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 การศึกษาปฐมวัยและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนบ้านอ้อตลิ่งชัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2. กรุงเทพฯ: สำนักงาน.
Taylor, L. M., and Fratto, J. M. (2012). Transforing Learning through 21st Century Skill.
New Jersey.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร