https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/issue/feed วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธนบุรี (ฉบับบัณฑิตศึกษา) 2026-04-28T22:10:18+07:00 Open Journal Systems <p> <span class="fontstyle0">Journal of Humanities and Social Sciences Thonburi University (Graduate Studies) วารสารมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธนบุรี (ฉบับบัณฑิตศึกษา) รับตีพิมพ์ </span><span class="fontstyle2">บทความวิชาการ(Academic Article) บทความวิจัย (Research Article) </span><span style="font-size: 0.875rem;">E-ISSN: 2822-1273</span></p> <div>วารสารฯ เริ่มดำเนินการครั้งแรกในปี 2565 โดยความร่วมมือกันของหลักสูตรภายใต้คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธนบุรี เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่แหล่งข้อมูลเชิงวิชาการแก่อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ทั้งภายในสถาบัน และต่างสถาบันที่ให้ความสนใจ</div> <div> </div> <div>มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในสาขาวิชาบริหารธุรกิจ การจัดการ และการบัญชีทั่วไป เศรษฐศาสตร์ เศรษฐมิติ การเงินทั่วไป และสังคมศาสตร์ทั่วไป ของอาจารย์ บุคลากรและนักศึกษา ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน เป็นสื่อกลางและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ ให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการและเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของบุคลากรทั้งภายในและภายนอกสถาบัน</div> https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3151 AI as a Labor Market Disruptor: Analyzing Impacts on Employment and Skills 2025-12-23T08:59:33+07:00 Vutti Watcharodomprasert vutti@trums.thonburi-u.ac.th Pitchaya Watcharodomprasert pink_pitchaya@hotmail.com <p>This article examines the impact of artificial intelligence (AI) on labor and workforce skills in the modern labor market, focusing on job displacement, job augmentation, and the emergence of new roles. By adopting a strategic management perspective, case studies of Microsoft and SCB illustrate that AI enhances productivity, creates opportunities for skill development, and fosters sustainable business ecosystems. The adaptation of workers, organizations, governments, and educational institutions is critical to transforming AI-related risks into strategic opportunities. Findings indicate that while routine tasks face significant substitution risks, human-centric competencies such as analytical skills, creativity, digital literacy, and human–AI collaboration are increasingly in demand . Investments in reskilling and upskilling, along with appropriate labor policies, can ensure workforce stability, improve employability, and maintain organizational competitiveness. The article concludes by proposing an integrated ecosystem approach and policy frameworks to balance human labor with AI integration effectively, thereby bridging the research gap between technological theory and organizational practice.</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3186 การศึกษาการเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตและความสุขในการทำงานของผู้ทำบัญชีภายใน และภายนอกพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (EEC) 2025-12-23T11:16:17+07:00 วิภาวดี ทุมชาติ wipawadee1413@gmail.com สุนา สุทธิเกียรติ Sunamaria90@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้ทำบัญชีภายในและภายนอกพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (EEC) (2) ศึกษาระดับความสุขในการทำงานของผู้ทำบัญชีภายในและภายนอกพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (EEC) (3) เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตและความสุขในการทำงานของผู้ทำบัญชีภายในและภายนอกพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ EEC ที่มีลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกัน และ (4) เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของผู้ทำบัญชีภายในและภายนอกพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (EEC) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้นการศึกษาคือผู้ทำบัญชีภายในและภายนอกพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (EEC) จำนวน 400 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตและความสุขในการทำงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (t-test และ F-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ผู้ทำบัญชีมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับที่ดี นอกจากนี้เมื่อทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ t–test และ F-test พบว่า ผู้ทำบัญชีภายในพื้นที่ (EEC) มีความสุขในการทำงานโดยรวมสูงกว่าผู้ทำบัญชีภายนอกพื้นที่ (EEC) ในทุกองค์ประกอบ (ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3305 ทักษะทางวิชาชีพบัญชีในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีในประเทศไทย 2026-02-09T09:04:06+07:00 สุวรรณณา ลานทอง Suvannalantong@gmail.com ปรียานุช กิจรุ่งโรจน์เจริญ preyanuch1935@gmail.com รุจิรัตน์ ปาลีพัฒน์สกุล rujirat_ac@thonburi-u.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับของทักษะทางวิชาชีพบัญชีในยุคดิจิทัลของผู้ประกอบวิชาชีพทางบัญชีในประเทศไทย (2) วิเคราะห์ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพทางบัญชีในประเทศไทย และ (3) ทดสอบอิทธิพลของทักษะทางวิชาชีพบัญชีในยุคดิจิทัลที่มีต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพทางบัญชีในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่ได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ (สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์, 2567) จำนวน 402 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ โดยตรวจสอบ Multicollinearity ด้วยค่า Tolerance และ VIFผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีมีระดับทักษะทางวิชาชีพบัญชียุคดิจิทัลและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.41, SD = 0.46 และ M = 4.45, SD = 0.40 ตามลำดับ) ทักษะทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ทักษะการใช้โปรแกรมบัญชีและโปรแกรมทางธุรกิจ (β = 0.241) ทักษะการประยุกต์เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมดิจิทัล (β = 0.256) ทักษะการสืบค้นและเข้าถึงชุดข้อมูลดิจิทัล (β = 0.257) และทักษะด้านการบริหารจัดการในธุรกิจดิจิทัล (β = 0.263) ส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 62.3 (Adjusted R² = 0.623)</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3304 ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราเงินปันผลตอบแทนและอัตราการจ่ายเงินปันผลของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม 2026-02-04T11:33:38+07:00 ธัญพร วงค์กำภู Thanyaporwongkamphu@gmail.com ปรียานุช กิจรุ่งโรจน์เจริญ preyanuch1935@gmail.com รุจิรัตน์ ปาลีพัฒน์สกุล rujirat_ac@thonburi-u.ac.th นิพพิชฌน์ กมลธีระวิทย์ nippit.bird@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราเงินปันผลตอบแทนและอัตราการจ่ายเงินปันผลของบริษัทในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบริษัทจำนวน 29 บริษัท ที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่องระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2567 รวม 145 ข้อมูล-ปี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ โดยทดสอบอัตราส่วนทางการเงิน 19 ตัวจาก 6 กลุ่มกับตัวแปรตาม 2 ตัว ใช้ขนาดกิจการเป็นตัวแปรควบคุมผลการวิจัยพบว่า อัตราเงินปันผลตอบแทนมีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) กับอัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ (Beta = -0.493) และอัตรากำไรสุทธิ (Beta = -0.087) โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 14.5 ส่วนอัตราการจ่ายเงินปันผลมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) กับอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Beta = 0.009) โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 15.0 การศึกษาสรุปว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อทั้งสองตัวแปรตามมีความแตกต่างกัน โดยอัตราเงินปันผลตอบแทนได้รับอิทธิพลจากการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและนโยบายการเติบโต ขณะที่อัตราการจ่ายเงินปันผลสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานของกิจการ</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3329 นโยบายการจ่ายเงินปันผลและความสามารถในการทำกำไรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ 2026-02-09T12:55:06+07:00 ณภาดา ลักขณารักษ์ 67109660013@rpu.ac.th พรรณเพ็ญ สิทธิพัฒนา Pasitt@rpu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายการจ่ายเงินปันผลและความสามารถในการทำกำไรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิระหว่างปี พ.ศ.2563 - 2567 และคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง รวมทั้งเก็บข้อมูลจากประชากรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ จำนวน 223 บริษัท ใช้การวิเคราะห์ค่าสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณผลการวิจัยด้านนโยบายการจ่ายเงินปันผล พบว่า อัตราเงินปันผลตอบแทนส่งผลเชิงบวกต่อกำไรต่อหุ้นและราคาหุ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ส่งผลเชิงลบต่ออัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลไม่ส่งผลต่อกำไรต่อหุ้นและราคาหุ้น ในทางตรงข้ามส่งผลเชิงบวกต่ออัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไร อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 ส่วนด้านความสามารถในการทำกำไร พบว่า อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ส่งผลเชิงบวกต่อกำไรต่อหุ้นและราคาหุ้น อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 อย่างไรก็ตามไม่ส่งผลต่ออัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไร รวมทั้งอัตรากำไรขั้นต้นส่งผลเชิงบวกต่อราคาหุ้นและอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไร อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 ในขณะที่ไม่ส่งผลต่อกำไรต่อหุ้น และอัตรากำไรสุทธิส่งผลเชิงลบต่อกำไรต่อหุ้นและราคาหุ้น อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 แต่ไม่ส่งผลต่ออัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไร</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3510 อิทธิพลของการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและความเสี่ยงด้านเครดิตที่มีต่อมูลค่าตลาดของกิจการของบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากรที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2026-02-18T15:38:37+07:00 จิราพรรณ นาคประกอบ 67109660015@rpu.ac.th เบญจพร โมกขะเวส Bemokk@rpu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและความเสี่ยงด้านเครดิตที่มีต่อมูลค่าตลาดของกิจการของบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากรที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ศึกษาวิจัยจากประชากรซึ่งเป็นบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากรจำนวน 61 บริษัท เก็บรวบรวมข้อมูลจากงบการเงิน แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี และรายงานประจำปี ระหว่างปี พ.ศ.2563 - พ.ศ.2567 รวมระยะเวลา 5 ปี การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ด้านสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลเชิงบวกต่อมูลค่าตลาดของกิจการ ที่วัดค่าจากราคาหุ้น และอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แต่ไม่มีอิทธิพลต่ออัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไร ส่วนการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ด้านสังคมมีอิทธิพลเชิงลบต่อราคาหุ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แต่ไม่มีอิทธิพลต่ออัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรและอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี อย่างไรก็ตามยังพบว่า การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ด้านกำกับดูแลกิจการกับความเสี่ยงด้านเครดิต ได้แก่ ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้าและอัตราส่วนกระแสเงินสดต่อหนี้สินรวม ไม่มีอิทธิพลต่อมูลค่าตลาดของกิจการ ที่วัดค่าจากอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไร ราคาหุ้นและอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3469 ปัจจัยทางจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนการเงินและวางแผนทางการเงินของผู้ประกอบขนาดเล็กในสภาพแวดล้อมธุรกิจดิจิทัล ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 2026-02-18T16:07:51+07:00 วิศาล ภุชงฌ์ Wisan@nmc.ac.th ปริญญา โกวิทย์วิวัฒน์ ParinyaA@nmc.ac.th ศิรินธร เอี๊ยบศิริเมธี Eapsirimetee@gmail.com.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความคิดเห็นของปัจจัยทางจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและวางแผนทางการเงิน และ (2) อิทธิพลของปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีต่อการตัดสินใจลงทุนและการวางแผนทางการเงินของผู้ประกอบการผู้ประกอบการขนาดเล็กสภาพแวดล้อมทางธุรกิจดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง จำนวนทั้งสิ้น 400 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณนำเข้าทุกตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า (1) ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับปัจจัยทางด้านจิตวิทยาส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและวางแผนทางการเงินของผู้ประกอบการขนาดเล็กในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจดิจิทัลในระดับมาก โดยให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ รองลงมาคือ การรับรู้ความเสี่ยง ความรู้ทางด้านการเงิน ทัศนคติด้านการเงิน แรงจูงใจ ความเชื่อมั่นในตัวเอง กฎหมายและกฎระเบียบข้อบังคับ อิทธิพลของสังคมออนไลน์ การรับรู้/การเรียนรู้ และ การยอมรับเทคโนโลยีทางการเงิน ตามลำดับ (2) ปัจจัยทางจิตวิทยาส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการวางแผนทางการเงินของผู้ประกอบการผู้ประกอบการขนาดเล็กสภาพแวดล้อมทางธุรกิจดิจิทัล จำนวน 6 ปัจจัย คือ ด้าน ความรู้ทางการเงิน (FL) การยอมรับเทคโนโลยีทางการเงิน (FTA) การรับรู้ความเสี่ยง (RP) ความเชื่อมั่นในตัวเอง (SC) และ กฎหมายและกฎระเบียบข้อบังคับ (REG) ร้อยละ 47 ณ นัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3742 การบริหารจัดการศูนย์พึ่งพิงสุนัขจรจัดคลองสิบสอง ของเทศบาลนครรังสิต 2026-03-22T14:44:07+07:00 ปฐมวุฒิ วงศ์น้อย pathomwuth.wong@vru.ac.th ภิศักดิ์ กัลยาณมิตร Pisak@vru.ac.th กัมลาศ เยาวะนิจ kamalas@vru.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการบริหารจัดการศูนย์พึ่งพิงสุนัขจรจัดคลองสิบสอง ของเทศบาลนครรังสิต (2) ศึกษามาตรการการจัดการปัญหาสุนัขจรจัดของเทศบาลนครรังสิต และ (3) ศึกษาการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและเอกชนต่อการจัดการศูนย์พึ่งพิงฯ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม พบว่า การบริหารจัดการศูนย์พึ่งพิงสุนัขจรจัดคลองสิบสอง มีการดำเนินงานที่เป็นระบบมีความเหมาะสมทางกายภาพ ห่างไกลชุมชน และมีการแบ่งพื้นที่ใช้สอย อย่างชัดเจน ได้แก่ อาคารกักโรค อาคารรักษา และอาคารนวัตกรรมสำหรับการเลี้ยงดูระยะยาว โดยยึดหลักสวัสดิภาพสัตว์ มีเจ้าหน้าที่ดูแลเพียงพอ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากเทศบาลและการระดมทรัพยากรจากภาคีเครือข่าย ด้านมาตรการจัดการปัญหา เทศบาลนครรังสิตใช้นโยบายแบบบูรณาการ 3 ระยะ ได้แก่ (1) ระยะต้นน้ำ เน้นการรณรงค์การเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ (2) ระยะกลางน้ำ เน้นการควบคุมประชากรสุนัขในชุมชน และ (3) ระยะปลายน้ำ เป็นการคัดกรองสุนัขที่มีพฤติกรรมดุร้ายหรือเจ็บป่วยเข้าสู่ระบบศูนย์พึ่งพิงฯ ด้านการมีส่วนร่วม ปัจจัยความสำเร็จเกิดจากข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างจังหวัดปทุมธานีและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นข้างเคียง เพื่อบริหารจัดการปัญหาร่วมกันในระดับมหภาค รวมถึงได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและมูลนิธิในการสนับสนุนเวชภัณฑ์และอาหาร</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3736 การศึกษาเกี่ยวกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน และความผูกพันในงานต่อพฤติกรรมการเป็นพลเมืองที่ดีขององค์กร ในอุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรหนัก กรณีศึกษา: บริษัทแห่งหนึ่งในประเทศไทย 2026-03-26T10:52:46+07:00 สร้อยทิพย์ รุ่งวิทยาวุฒิกุล sroithip.r@ku.th รัชรินทร์ กุลชาติ rutcharin.s@ku.th <p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน ความผูกพันในงาน และพฤติกรรมการเป็นพลเมืองที่ดีขององค์กร รวมถึงทดสอบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรดังกล่าวในบริบทอุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรหนักในประเทศไทย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากพนักงานบริษัทผลิตเครื่องจักรหนักแห่งหนึ่ง จำนวน 300 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ 20 เท่าของตัวแปรสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) ด้วยโปรแกรม AMOS ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน และความผูกพันในงานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่พฤติกรรมการเป็นพลเมืองที่ดีขององค์กรอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (β = 0.31) ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน (β = 0.28) และความผูกพันในงาน (β = 0.28) มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อพฤติกรรมการเป็นพลเมืองที่ดีขององค์กร โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการเป็นพลเมืองที่ดีขององค์กรได้ร้อยละ 64 (R<sup>2</sup> = 0.64) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าองค์กรควรส่งเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ควบคู่กับการสนับสนุนความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานและการเสริมสร้างความผูกพันในงาน เพื่อยกระดับพฤติกรรมการเป็นพลเมืองที่ดีขององค์กรในบริบทการผลิต</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3628 คุณภาพการให้บริการ กลยุทธ์การตลาดเชิงประสบการณ์ (4E) ต่อความจงรักภักดีเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค กรณีศึกษา ร้านค้าปลีกท้องถิ่น ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 2026-04-07T11:09:39+07:00 สุวรรณ เดชน้อย Suwandet@gmail.com ศิรินธร เอี๊ยบศิริเมธี Eapsirimetee@gmail.com นฤชล ธนจิตชัย drnaruchon@nmc.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับคุณภาพการให้บริการและกลยุทธ์การตลาดเชิงประสบการณ์ (4E) ของร้านค้าปลีกท้องถิ่น และ (2) วิเคราะห์อิทธิพลของคุณภาพการให้บริการ กลยุทธ์การตลาดเชิงประสบการณ์ (4E) ที่มีต่อความจงรักภักดีเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านค้าปลีกท้องถิ่น จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบสะดวก จำนวนทั้งสิ้น 400 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยคุณภาพการให้บริการที่มีต่อความจงรักภักดีเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อของร้านค้าปลีกท้องถิ่นในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เรียงลำดับค่าคะแนนจากมากไปน้อย ประกอบด้วย ด้านความไว้วางใจ ด้านการตอบสนองที่รวดเร็ว ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านการเอาใจใส่ลูกค้า และด้านการให้ความเชื่อมั่น ตามลำดับ กลยุทธ์การตลาดเชิงประสบการณ์ (4E) ที่มีต่อความจงรักภักดีเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อของร้านค้าปลีกท้องถิ่นในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เรียงลำดับค่าคะแนนจากมากไปน้อย ประกอบด้วย ด้านการสร้างสาวกแบรนด์ ด้านการแลกเปลี่ยนคุณค่า ด้านประสบการณ์ และด้านการมีอยู่ทุกที่ ตามลำดับ (2) คุณภาพการให้บริการและกลยุทธ์การตลาดเชิงประสบการณ์ (4E) มีอิทธิพลต่อความจงรักภักดีเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อของร้านค้าปลีกท้องถิ่นในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยปัจจัยที่มีส่งผลต่อความจงรักภัคดีของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ด้านคุณภาพการให้บริการ ประกอบด้วย ด้านการตอบสนองที่รวดเร็ว (Res) ด้านลักษณะทางกายภาพ (Ta) ตามลำดับ และกลยุทธ์การตลาดเชิงประสบการณ์ ประกอบด้วย ด้านการเอาใจใส่ลูกค้า (Em) ด้านการมีอยู่ทุกที่ (Eve) ด้านการแลกเปลี่ยนคุณค่า (Exc) และด้านการสร้างสาวกแบรนด์ (Eva) ตามลำดับ</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี