https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/issue/feed วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธนบุรี (ฉบับบัณฑิตศึกษา) 2026-08-30T12:39:29+07:00 Open Journal Systems <p> <span class="fontstyle0">Journal of Humanities and Social Sciences Thonburi University (Graduate Studies) วารสารมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธนบุรี (ฉบับบัณฑิตศึกษา) รับตีพิมพ์ </span><span class="fontstyle2">บทความวิชาการ(Academic Article) บทความวิจัย (Research Article) </span><span style="font-size: 0.875rem;">E-ISSN: 2822-1273</span></p> <div>วารสารฯ เริ่มดำเนินการครั้งแรกในปี 2565 โดยความร่วมมือกันของหลักสูตรภายใต้คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธนบุรี เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่แหล่งข้อมูลเชิงวิชาการแก่อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ทั้งภายในสถาบัน และต่างสถาบันที่ให้ความสนใจ</div> <div> </div> <div>มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในสาขาวิชาบริหารธุรกิจ การจัดการ และการบัญชีทั่วไป เศรษฐศาสตร์ เศรษฐมิติ การเงินทั่วไป และสังคมศาสตร์ทั่วไป ของอาจารย์ บุคลากรและนักศึกษา ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน เป็นสื่อกลางและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ ให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการและเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของบุคลากรทั้งภายในและภายนอกสถาบัน</div> https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3295 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการและการยอมรับนวัตกรรมที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อคอร์สเรียนออนไลน์ของผู้ใช้บริการสถาบันติวเตอร์พีเอส จังหวัดนครปฐม 2026-03-11T14:58:39+07:00 ภาชินี เหลืองเพิ่มสกุล pachinee.9441@gmail.com นฤมล สุ่นสวัสดิ์ soonl197@hotmail.com นัทธ์หทัย อือนอก nuthatat_aoy@yahoo.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความคิดเห็นปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการของผู้ใช้บริการคอร์สเรียนออนไลน์สถาบันติวเตอร์พีเอส จังหวัดนครปฐม (2) ระดับความคิดเห็นการยอมรับนวัตกรรมของผู้ใช้บริการคอร์สเรียนออนไลน์สถาบันติวเตอร์พีเอส จังหวัดนครปฐม (3) ระดับความคิดเห็นกระบวนการตัดสินใจซื้อคอร์สเรียนออนไลน์ผู้ใช้บริการสถาบันติวเตอร์พีเอส จังหวัดนครปฐม (4) ปัจจัยส่วนประสมทางการประทางการตลาดบริการและการยอมรับนวัตกรรมที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อคอร์สเรียนออนไลน์ของผู้ใช้บริการสถาบันติวเตอร์พีเอส จังหวัดนครปฐม ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคคลที่เคยเรียนเเละกำลังเรียนคอร์สออนไลน์ของสถาบันติวเตอร์พีเอส จังหวัดนครปฐม จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธี Enter ผลการวิจัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ และการยอมรับนวัตกรรมของผู้ใช้บริการคอร์สเรียนออนไลน์สถาบันติวเตอร์พีเอส จังหวัดนครปฐม ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ในส่วนของกระบวนการตัดสินใจซื้อคอร์สเรียนออนไลน์ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ จำนวน 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจำหน่าย ด้านบุคคล และด้านลักษณะทางกายภาพ รวมไปถึงการยอมรับนวัตกรรมผู้ใช้บริการคอร์สเรียนออนไลน์สถาบันติวเตอร์พีเอส จังหวัดนครปฐม มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อคอร์สเรียนออนไลน์ของผู้ใช้บริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3752 อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์บนติ๊กต็อกต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันในกลุ่มผู้บริโภคเจนเนอเรชันซี 2026-03-30T16:07:36+07:00 นุชจรี แก่นละออ nucharee_lm@thonburi-u.ac.th สุริมาศ นาครอด Surimart_mk@thonburi-u.ac.th ศิริวัลย์ จันทร์แก้ว siriwan_ac@thonburi-u.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์บนติ๊กต็อกที่ส่งผลต่อแรงกระตุ้นให้ซื้อสินค้าและพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันในกลุ่มผู้บริโภคเจนเนอเรชันซี โดยตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ทัศนคติต่ออินฟลูเอนเซอร์ ความไว้วางใจต่ออินฟลูเอนเซอร์ ภาพลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์ แรงกระตุ้นให้ซื้อสินค้า และพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลัน การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ใช้เทคนิคการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2538 - 2552 มีอายุระหว่าง 16 - 30 ปี ในปี พ.ศ. 2568 และเคยตัดสินใจซื้อสินค้าแบบฉับพลันหลังรับชมวิดีโอของอินฟลูเอนเซอร์บนติ๊กต็อก จำนวน 385 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการถดถอยเชิงพหุคูณและการถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย ผลการวิจัยพบว่า อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์บน ติ๊กต็อก ส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ต่อแรงกระตุ้นให้ซื้อสินค้าและพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลัน ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณชี้ให้เห็นว่า ความไว้วางใจต่ออินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลสูงสุดต่อแรงกระตุ้นให้ซื้อสินค้า รองลงมาคือภาพลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์ และทัศนคติต่ออินฟลูเอนเซอร์ ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการถดถอยเชิงเส้นอย่างง่ายยังพบว่า แรงกระตุ้นให้ซื้อสินค้ามีอิทธิพลในระดับสูงต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลัน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของอินฟลูเอนเซอร์ในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชันซีในสื่อสังคมออนไลน์</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/4163 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและปัจจัยการใช้เทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของลูกค้าในกรุงเทพมหานคร 2026-06-22T08:42:43+07:00 ภิรมณ์พล ดิษชัง Phiromphol.mba@gmail.com นัทธ์หทัย อือนอก nuthatai_mba@thonburi-u.ac.th นฤมล สุ่นสวัสดิ์ soonl2498@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทดสอบอิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและปัจจัยการใช้เทคโนโลยีที่มีต่อการตัดสินใจเลือกใช้บัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของลูกค้าในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่เคยใช้และปัจจุบันใช้บัตรเครดิตดังกล่าว จำนวน 400 ตัวอย่าง เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม (ค่าความเชื่อมั่น 0.94) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณและเชิงเส้นอย่างง่าย ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดภาพรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่ปัจจัยการใช้เทคโนโลยีและการตัดสินใจเลือกใช้บัตรเครดิตภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด การทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการให้บริการ และด้านลักษณะทางกายภาพ) และปัจจัยการใช้เทคโนโลยี (ได้แก่ การรับรู้ถึงประโยชน์ และการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน) มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของลูกค้าในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดสามารถอธิบายการตัดสินใจเลือกใช้บัตรเครดิตได้ร้อยละ 92.00 (R² = 0.920) และปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสามารถอธิบายได้ร้อยละ 83.20 (R² = 0.832)</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/4302 การวิเคราะห์องค์ประกอบแนวทางการจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับภายใต้แนวคิดความยั่งยืนของธุรกิจคาเฟ่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 2026-07-19T14:31:29+07:00 กุลนิดา กูลระวัง Kunnida_ku@rmutto.ac.th มานะ ขาวเงิน Mana_ka@rmutto.ac.th อุษา สถิตย์มั่น Usa_sa@rmutto.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานและวิเคราะห์องค์ประกอบแนวทางการจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับภายใต้กรอบความยั่งยืน 3 มิติ โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 67 กิจการ ร่วมกับข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์องค์ประกอบ เชิงสำรวจ (EFA) ผลการวิจัยพบว่า ระดับการดำเนินงานภาพรวมอยู่ในระดับมากทั้งด้านคาเฟ่และฟาร์ม โดยผู้ประกอบการให้ความสำคัญสูงสุดกับการกำจัดอย่างปลอดภัยและการซ่อมบำรุงในด้านคาเฟ่และฟาร์ม และการนำกลับมาใช้ใหม่ในด้านฟาร์ม ขณะที่การรับคืนสินค้ามีระดับต่ำที่สุดทั้งในด้านคาเฟ่และฟาร์ม ซึ่งเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการดำเนินงานของธุรกิจ ผลการวิเคราะห์ EFA สามารถสกัดองค์ประกอบได้รวม 11 ด้าน แบ่งเป็นด้านคาเฟ่ 7 ด้าน และด้านฟาร์ม 4 ด้าน ซึ่งมีการบูรณาการมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างเป็นระบบผ่านกิจกรรมเชิงประจักษ์ เช่น การออกแบบร้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ซ้ำทรัพยากรท้องถิ่น ผลการศึกษาสามารถยืนยันว่าการจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพส่งผลเชิงบวกต่อสมรรถนะความยั่งยืน รวมทั้งข้อมูลความคิดเห็นจากผู้ประกอบการระบุว่าวิสัยทัศน์ของผู้ประกอบการเป็นปัจจัยความสำเร็จหลัก แต่ยังพบอุปสรรคด้านช่องว่างความรู้ของบุคลากรและข้อจำกัดทางเทคโนโลยี</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/4320 คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการกล่องกระดาษลูกฟูกของบริษัท เคสยามกรุ๊ป จำกัด 2026-08-02T17:29:50+07:00 มานะ ยวงทอง manayt35801@gmail.com พิสมัย เหล่าไทย maiwintertech@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความสำคัญของคุณภาพการให้บริการ (2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ และ (3) วิเคราะห์อิทธิพลของคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการกล่องกระดาษลูกฟูกของบริษัท เคสยามกรุ๊ป จำกัด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ใช้บริการกล่องกระดาษลูกฟูกของ บริษัท เคสยามกรุ๊ป จำกัด ในปี 2568 จำนวน 170 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นของทั้งฉบับ เท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการทดสอบสมมติฐานใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งปัจจัยด้านคุณภาพการให้บริการ พบว่า ตัวแปรอิสระทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านลักษณะที่เป็นรูปธรรมของการบริการ (2) ด้านความน่าเชื่อถือ (3) ด้านการตอบสนองต่อผู้ใช้บริการ (4) ด้านการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการ และ (5) ด้านความเอาใจใส่ในการให้บริการ มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการกล่องกระดาษลูกฟูกของ บริษัท เคสยามกรุ๊ป จำกัด แสดงให้เห็นว่าแบบจำลองการถดถอยมีความเหมาะสมในการพยากรณ์ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ คิดเป็นร้อยละ 87.40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/4332 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันของพนักงานในบริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร 2026-08-06T16:25:33+07:00 ณัฐภัทร กำเนิดทอง klaflorencio123@gmail.com เสาวภา เมืองแก่น ops_tru@thonburi-u.ac.th นลินฉัตร์ ธราสิริวีรภัทร nalinchat5989@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแรงจูงใจของพนักงานในบริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร (2) ศึกษาความผูกพันของพนักงานในบริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร และ (3) ศึกษาแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความผูกพันของพนักงานในบริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร โดยประชากรเป็น พนักงานในบริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาครทั้งหมด จำนวน 250 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.982 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า (1) แรงจูงใจของพนักงานในบริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร ภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (2) ความผูกพันของพนักงานในบริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร ภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และ (3) ปัจจัยด้านความมั่นคงในการทำงาน ค่าตอบแทนและสวัสดิการ วิธีการบังคับบัญชาและการควบคุมดูแล และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ส่งผลต่อความผูกพันของพนักงานในบริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/4257 ปัจจัยเชิงบริหารที่เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไทยในมุมมองจากกลยุทธ์ต้นทุนและประสิทธิภาพการบริหารงาน 2026-08-10T08:49:08+07:00 ธนัท บุญณสิทธิ์ thanut.b@kkumail.com ธนภณ วิมูลอาจ thanwim@kku.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การบริหารต้นทุน ประสิทธิภาพการบริหารงาน และความได้ เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทย รวมทั้งทดสอบบทบาทส่งผ่านของประสิทธิภาพ การบริหารงาน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง ประชากรเป้าหมายคือธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่จดทะเบียนและดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทย จำนวน 12,456 ราย จากกรอบรายชื่อที่ติดต่อได้ 268 ราย กำหนดขนาดตัวอย่างขั้นต่ำด้วยสูตร Yamane ที่ค่าความคลาดเคลื่อน .05 ได้ 161 ราย และได้รับแบบสอบถามสมบูรณ์ 169 ราย โดยเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงร่วมกับแบบสะดวก เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 27 ข้อ มีค่าความเที่ยงรวม .981 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย IBM SPSS Statistics Version 26 และ PROCESS Macro Model 4 โดยใช้ bootstrap 5,000 ครั้ง ผลการวิจัยพบว่าตัวแปรทั้งสามอยู่ในระดับมาก กลยุทธ์การบริหารต้นทุน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการบริหารงานอย่างมีนัยสำคัญ (β = .940, R² = .883, p &lt; .001) เมื่อควบคุมกลยุทธ์การบริหารต้นทุนแล้ว ประสิทธิภาพการบริหารงานยังสัมพันธ์เชิงบวกกับความได้เปรียบในการแข่งขัน (β = .512, p &lt; .001) และกลยุทธ์การบริหารต้นทุนยังคงมีอิทธิพลทางตรง (β = .414, p &lt; .001) อิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ .443 โดยมีช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 [.332, .554] ซึ่งไม่ครอบคลุมศูนย์ จึงสรุปได้ว่าเป็นการส่งผ่านบางส่วน ผลการศึกษาชี้ว่าการเชื่อมระบบจัดซื้อ การควบคุมต้นทุน และการติดตามงบประมาณเข้ากับการจัดการทรัพยากร และกระบวนการ เป็นกลไกสำคัญต่อความได้เปรียบ ในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/3734 การบูรณาการจริยธรรมและธรรมาภิบาลในงานวิจัยยุคปัญญาประดิษฐ์ 2026-06-04T10:43:40+07:00 วุฒิ วัชโรดมประเสริฐ vutti@trums.thonburi-u.ac.th อินทิรา มีอินทร์เกิด indhirame61@gmail.com <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดในการบูรณาการจริยธรรมและธรรมาภิบาลเข้าสู่กระบวนการวิจัยในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้บริบทความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ (Generative AI) ที่ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานความซื่อสัตย์สุจริตทางวิชาการ การวิเคราะห์พบว่าความท้าทายสำคัญในยุคปัจจุบันไม่ใช่เพียงการคัดลอกผลงานในรูปแบบดั้งเดิม แต่รวมถึงมิติใหม่ของการประพฤติผิดทางการวิจัย (Research Misconduct) ทั้งการปั้นแต่งข้อมูล การบิดเบือนข้อมูลด้วยอัลกอริทึม และการคัดลอกผลงานแบบสังเคราะห์ที่ยากต่อการตรวจสอบ บทความนี้จึงนำเสนอกรอบธรรมาภิบาลตลอดวงจรการวิจัย (Research Life Cycle Governance) ที่เน้นการบริหารจัดการใน 3 ระยะหลัก ได้แก่ ระยะสืบค้นวรรณกรรม ระยะดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล และระยะการเผยแพร่ผลงาน โดยยึดหลักการความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) และการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ข้อสรุปสำคัญเน้นย้ำถึงบทบาทของมนุษย์ในฐานะศูนย์กลางของจริยธรรม (Human-in-the-loop) และภาระรับผิดชอบสูงสุดของนักวิจัยและอาจารย์ที่ปรึกษาที่ไม่อาจถ่ายโอนไปยังเทคโนโลยีได้ ตลอดจนเสนอแนะให้สถาบันการศึกษาเร่งสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่เท่าทันต่อเทคโนโลยีเพื่อรักษามาตรฐานทางวิชาการในระดับสากล</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/4127 การบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ภายหลังการลาออกโดยไม่สมัครใจ: แนวทางการเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์การของพนักงานที่ยังคงอยู่ 2026-07-06T10:35:53+07:00 พรรณภัทร ราชาภรณ์ phannaphatra@gmail.com <p>การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทำให้องค์การปรับโครงสร้างองค์การด้วยการลดจำนวนพนักงานส่งผลให้การลาออกโดยไม่สมัครใจเป็นแนวปฏิบัติที่พบได้มากขึ้น แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพองค์การในระยะสั้น แต่กลับส่งผลกระทบต่อพนักงานที่ยังคงอยู่ในองค์การเกิดภาวะของผู้รอดชีวิต ซึ่งส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการลาออกโดยไม่สมัครใจ การรับรู้การละเมิดสัญญาทางจิตวิทยา และความผูกพันต่อองค์การของพนักงานที่ยังคงอยู่ พร้อมนำเสนอแนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์เพื่อฟื้นฟูความผูกพันต่อองค์การ บทความใช้วิธีการสังเคราะห์วรรณกรรมจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยทฤษฎีสัญญาทางจิตวิทยาเป็นกรอบในการอธิบายกลไกความสัมพันธ์ ผลการสังเคราะห์พบว่า การลาออกโดยไม่สมัครใจส่งผลให้พนักงานที่ยังคงอยู่รับรู้ว่าองค์การละเมิดสัญญาทางจิตวิทยา นำไปสู่ความผูกพันต่อองค์การของพนักงานที่คงอยู่ลดลง บทความจึงเสนอประพจน์ 2 ประการ ได้แก่ (1) การลาออกโดยไม่สมัครใจมีอิทธิพลทางบวกต่อการรับรู้การละเมิดสัญญาทางจิตวิทยา และ (2) การรับรู้การละเมิดสัญญาทางจิตวิทยามีอิทธิพลทางลบต่อความผูกพันต่อองค์การ นอกจากนี้ ยังนำเสนอกรอบการบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ 3 ระยะ ได้แก่ การป้องกันการละเมิดสัญญาทางจิตวิทยา การฟื้นฟูสภาพจิตใจของพนักงาน และการสร้างสัญญาทางจิตวิทยาใหม่ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์การในการรักษาทุนมนุษย์ เสริมสร้างความผูกพันของพนักงาน และสนับสนุนความยั่งยืนขององค์การภายหลังการปรับโครงสร้าง</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/gdjournal/article/view/4277 Criminal Records and the Economics of Recidivism: Labor-Market Exclusion, Signalling, and Reintegration in Thailand 2026-07-22T20:03:52+07:00 Waret Ruttanavisanon waret.rut@mahidol.ac.th Natha Janthanu natha.j@tpqi.go.th Pasit Wattanalekhawong guypasit.w@gmail.com <p>Recidivism remains a major correctional and economic challenge in Thailand, especially among people with drug-related convictions and those returning to disadvantaged communities. This conceptual article examines how post-release structural exclusion may shape reoffending. Drawing on Becker’s economic model of crime, Spence’s signaling theory, Arrow (1973) and Phelps’s (1972) statistical discrimination theory, and social capital theory, it explains how criminal records, employer risk perceptions, labor-market discrimination, stigma, and weak support can restrict stable lawful employment. It distinguishes rehabilitation from reintegration, arguing that skills and behavioral change alone are insufficient without employment, housing, treatment continuity, family support, and community acceptance. The article proposes employer incentives, time-limited criminal-record disclosure, transitional employment, job matching, community support, and health follow-up. It contributes to economic criminology by linking post-release exclusion with reduced lawful opportunities and recidivism risk. The theoretical contribution is further specified as a rehabilitation–reintegration conversion gap: rehabilitative gains in skills, treatment, and behavioral readiness may fail to become stable lawful opportunity when institutional and labor-market barriers remain. A Post-Release Opportunity Conversion Framework is proposed to make these relationships explicit and testable in the Thai context.</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธนบุรี