วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs <p><strong>วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา </strong><br /><strong>Academic Journal of Graduate School</strong><br />ISSN <a style="text-decoration: none;" href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3027-8686">3027-8686</a> (Print)<br />ISSN <a style="text-decoration: none;" href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3027-8740">3027-8740</a> (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์วารสาร</strong><br />วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาเป็นเวทีทางวิชาการในการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนามนุษย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การบริหาร และการพัฒนาสังคมในลักษณะสหวิทยาการ โดยมุ่งเน้นผลงานที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริง ส่งเสริมการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจ และสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของสังคมร่วมสมัย</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร</strong><br />นโยบายและการบริหารการศึกษา ปรัชญาการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต นวัตกรรมเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล การบริหาร การจัดการ และภาวะผู้นำ ความหลากหลากหลายทางการศึกษา นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ศึกษา</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่</strong><br />ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p> <p><strong>กระบวนการรีวิว</strong><br />บทความวิชาการและบทความวิจัยที่จะนำมา ตีพิมพ์ในวานสารบัณฑิตศึกษา จะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบทความนั้นๆ บทความที่นำมาตีพิมพ์ในแต่ละฉบับ ทั้งนี้กองบรรณาธิการจะดำเนินการตรวจสอบการคัดลอกบทความ (Plagiarism) เป็นขั้นตอนแรก แล้วจึงจัดให้มีกรรมการภายนอกร่วมกลั่นกรอง (Peer Review) และประเมินบทความตามเกณฑ์และแบบฟอร์มที่กำหนด ในลักษณะเป็น Double-blind peer review คือปกปิดรายชื่อทั้งผู้ประเมินและผู้เขียนบทความ โดยบทความงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องได้รับการประเมินความเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 2 ท่าน<br /><strong>หมายเหตุ</strong> ในกรณีที่ผู้เขียนต้องการรับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน กรุณาแจ้งที่กระทู้เพื่อติดต่อกองบรรณาธิการในขั้นตอนการส่งบทความ</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong> แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ<br /><strong>รับตีพิมพ์บทความ</strong> ทั้ง บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ</strong><br />บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสามท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความเป็นไปตามประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่ 149/2568 เรื่อง กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความทางวิชาการ สำหรับวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ.2568</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong><br />วารสารมีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (APC) เฉพาะแบบปกติ และไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แบบเร่งด่วน (Fast Track) อัตราค่าธรรมเนียม ดังนี้<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ (ภาษาไทย) 3,500 บาท/ บทความ<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ (ภาษาอังกฤษ) 4,500 บาท/ บทความ<br /><strong>ทั้งนี้</strong> จะเรียกเก็บค่าตีพิมพ์บทความสำหรับบทความที่ส่งเข้าระบบ ตั้งแต่วันที่ 1 เดือน ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป</p> <p><strong>คำชี้แจง</strong> ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา<br />1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br />1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br />1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br />กรุณาดูคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ <span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: black;"><span lang="TH">(</span></span><a href="https://drive.google.com/file/d/1PyTpXgz02UXpLo1mUf0lkJfMqqizESKp/view" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: black;">Click</span></a><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: black;">)</span><br />2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ<br />3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น</p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม</strong><br />ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ2)<br />ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภท เงินฝากออมทรัพย์<br />เลขที่บัญชี 644-0-30330-0</p> <p><strong>ทั้งนี้ </strong>เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินที่อีเมล</p> <p>graduate_journal@srru.ac.th โดยระบุ 1) ชื่อ - สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน</p> <p><strong>หมายเหตุ: </strong>การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา จากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p> โครงการบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ th-TH วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา 3027-8686 กระบวนการไกล่เกลี่ยในฐานะเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ของประชาชนไทย https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/3140 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอกระบวนการไกล่เกลี่ยในฐานะเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ของประชาชนไทย ด้วยวิธีการสังเคราะห์เชิงเนื้อหา ขั้นตอนการไกล่เกลี่ย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การรับคำร้องขอไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ได้แก่ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล และผู้รับมอบอำนาจ ช่องทางการยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องสามารถยื่นคำร้องด้วยตนเอง ยื่นคำร้องทางไปรษณีย์หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือผู้รับส่งพัสดุภัณฑ์ต่อศาลที่มีเขตอำนาจ หรือยื่นคำร้องผ่านระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม 2) การแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ย หลังจากรับคำร้องแล้ว จะมีการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ยตามระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ย พ.ศ. 2562 คุณสมบัติผู้ไกล่เกลี่ย ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย เป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะ มีภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ในเขตที่จะขอขึ้นทะเบียนศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน และมีคณะทำงานบริหารประจำศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน 3) การดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ย โดยการติดต่อประสานคู่กรณีเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย โดยความสมัครใจของคู่กรณีของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หากคู่กรณีตกลงกันได้ คู่กรณีต้องลงลายมือชื่อในข้อตกลงหรือสัญญา คู่กรณีมีสิทธิถอนตัวจากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;4) การสิ้นสุดการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท&nbsp;เมื่อคู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทด้วยการถอนคำร้องหรือขอให้ศาลมีคำพิพากษาตามข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ และรายงานผลและการจัดกิจกรรมเมื่อสิ้นสุดการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยนำส่งรายงานไปยังพนักงานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในพื้นที่ และมีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เมื่อสิ้นสุดการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เช่น การประชาสัมพันธ์เชิงรุก การใช้เวทีประชุมขององค์กรชุมชน และการจัดทำโครงการที่เกี่ยวกับการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน</p> ปกรณ์เกียรติ ไพรวัลย์ ชุติมา มูลดับ ณัฏฐ์นัน ทุนดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 4 1 e3140 e3140 10.65205/ajgs.2026.e3140 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจัดการเรียนรู้ทุนทางวัฒนธรรมในศตรวรรษที่ ๒๑ ของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2958 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เทคโนโลยีทางการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ และเพื่อสร้างองค์ความรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจัดการเรียนรู้ทุนทางวัฒนธรรมในศตวรรษที่ ๒๑ ของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร โดยการรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเอกสาร และสังเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ ผลการศึกษาพบว่า</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>๑) วิเคราะห์เทคโนโลยีทางการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑&nbsp; ได้พบการพัฒนายกระดับขึ้นมาใช้ในการศึกษาอย่างกว้างขว้างจนเกิดรูปแบบการจัดการศึกษามากมาย ในขณะที่โลกวิวัฒนาการอย่างไม่หยุดนิ่ง กลยุทธ์ในการศึกษาและการเรียนรู้จึงต้องเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้ทันกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของ Covid-19 เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในหลายภาคส่วนซึ่งรวมถึงภาคการศึกษาด้วย แนวโน้มการศึกษาจึงมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้การศึกษามีหลากหลายรูปแบบและเข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับทุกคน ๒) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจัดการเรียนรู้ทุนทางวัฒนธรรมของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ได้พบ ๒ รูปแบบการจัดการศึกษาจากแหล่งข้อมูลวารสารของหน่วยงานและโปรแกรมพิพิธภัณฑ์ ๓๖๐ องศา และเมตาเวิร์ส (Metawerse) พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง</p> พิพัฒน์ วิถี สมชัย ศรีนอก นิเวศน์ วงศ์สุวรรณ พีรวัส อินทวี พิพัฒน์ วิถี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 4 1 e2958 e2958 10.65205/ajgs.2026.e2958 การพัฒนารูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ร่วมกับการโค้ชชิ่งสำหรับผู้สูงอายุเพื่อตอบสนองการเรียนรู้ตลอดชีวิต https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2670 <p>ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งส่งผลให้ความต้องการในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2016) การปรับตัวต่อเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี (World Health Organization, 2015) บทความนี้มุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ร่วมกับการโค้ชชิ่งเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ โดยการบูรณาการดิจิทัลคอนเทนต์ เช่น สื่อการเรียนรู้ออนไลน์และวิดีโอการสอน เข้ากับการโค้ชชิ่งที่ให้การสนับสนุนเชิงกระบวนการและคำแนะนำส่วนบุคคล ผลการวิจัยพบว่าการผสมผสานดังกล่าวช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล เสริมสร้างความมั่นใจ และสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ (Hwang &amp; Chang, 2016) ส่งผลให้ผู้สูงอายุสามารถพัฒนาทักษะใหม่ ๆ และปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงเป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาความสามารถและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในยุคปัจจุบัน การรวมดิจิทัลคอนเทนต์และการโค้ชชิ่งเป็นกลยุทธ์ที่มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการนี้ (Chen &amp; Huang, 2017)</p> ภาณุพันธ์ นิลรัตนานนท์ ขจรศักดิ์ สงวนสัตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-21 2026-04-21 4 1 e2670 e2670 10.65205/ajgs.2026.e2670 การลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อนของกลุ่มเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์ด้วยเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2706 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อนของกลุ่มเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์ การหาประสิทธิภาพการทำงานของเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อน และถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อน การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในการลดค่าไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อนเพื่อลดภาระและประหยัดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าในการให้น้ำแปลงปลูกหม่อน</p> <p>ผลจากการวิจัยว่าก่อนการติคตั้งระบบเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อน ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่เก็บผลในช่วงเดือน สิงหาคม - ธันวาคม 2567&nbsp; โดยปั๊มที่ใช้เป็นปั๊มซับเมิร์สขนาด 1,500 วัตต์ดูดน้ำบาดาล การเปิดน้ำจะเปิดช่วงเวลา 07.00 น. ถึง 13.00 น.&nbsp; แรงดันเฉลี่ย 229 โวลต์, กระแสไฟฟ้าเฉลี่ย 7.16 แอมป์, กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 1349.6 วัตต์, ค่า power factor เฉลี่ย 0.82, พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 300.2 หน่วย และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,343.2 บาท หลังการติคตั้งระบบเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อน ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่เก็บผลในช่วงเดือน มกราคม - พฤษภาคม 2568&nbsp; โดยปั๊มที่ใช้เป็นปั๊มซับเมิร์สขนาด 1,500 วัตต์ดูดน้ำบาดาล กำหนดให้การเปิดน้ำจะเปิดช่วงเวลา 07.00 น. ถึง 13.00 น. จากการวัดค่าแรงดันเฉลี่ย 229 โวลต์, กระแสไฟฟ้าเฉลี่ย 5.72 แอมป์, กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 1181.6 วัตต์, ค่า power factor เฉลี่ย 0.91, พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 214.6 หน่วย และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 924 บาท&nbsp; แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อนมีประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20</p> ทรงยศ หวังชอบ กนกกานต์ ลายสนธิ์ ศุภวัชร นิยมพันธุ์ สุรเชษฐ์ วงศ์ชัยประทุม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-18 2026-04-18 4 1 e2706 e2706 10.65205/ajgs.2026.e2706 แรงจูงใจที่มีผลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2950 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและแรงจูงใจในการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2) เพื่อศึกษาระดับความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และ 3) เพื่อเปรียบเทียบระดับความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เมื่อจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลและแรงจูงใจในการเป็นผู้ประกอบการ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จำนวน 378 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.944&nbsp; สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบน และค่า ANOVA ผลวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศชาย ส่วนใหญ่อายุ 18-20 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาการจัดการ และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,000 - 10,000 บาท/เดือน โดยต้องการเป็นผู้ประกอบการเพราะอยากพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง ได้เป็นนายของตัวเอง ต้องการมีรายได้เพิ่มเติมระหว่างเรียน ต้องการช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของครอบครัวผ่านการทำธุรกิจ และสื่อออนไลน์กระตุ้นให้เกิดความคิดอยากทำธุรกิจ 2) ระดับความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านพฤติกรรมเตรียมตัวเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ รองลงมา ได้แก่ ด้านการวางแผนการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ และและด้านความคิดเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ ตามลำดับ และ 3) นักศึกษาที่มีเพศ อายุ ชั้นปีที่ศึกษา คณะที่ศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน แรงจูงใจด้านอิสรภาพ แรงจูงใจด้านรายได้ และแรงจูงใจจากครอบครัวและสิ่งแวดล้อม ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่มีแรงจูงใจด้านความสำเร็จในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> เจนจิรา สุดหาร อภิวัฒน์ กำลังกล้า ฑิตฐิตา แกมกล้า อุบลวรรณ สุวรรณภูสิทธิ์ นฤมล วลีประทานพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 4 1 e2950 e2950 10.65205/ajgs.2026.e2950 The comparative analysis of natural attraction image and cultural attraction image of Tak Province from the opinions of Tak Province tourists https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2574 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดตากตามความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. เพื่อศึกษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดตากตามความคิดเห็นของ นักท่องเที่ยวในจังหวัดตาก &nbsp;2. เพื่อศึกษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดตากตามความคิดเห็นของ นักท่องเที่ยวในจังหวัดตาก &nbsp;3. เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวในจังหวัดตากต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดตาก &nbsp;4. เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวในจังหวัดตากต่อภาพลักษณ์&nbsp;&nbsp; การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดตาก การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มีสัญชาติไทยอายุ 20 ปีขึ้นไปที่เคยเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดตากและไม่เคยเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดตากจำนวน 400 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ &nbsp;ผล</p> <p>การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอายุระหว่าง 26-35 ปีมีการศึกษาระดับปริญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชนมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,000 – 29,000 บาท สถานภาพโสด เคยเดินทางมาจังหวัดตากกับครอบครัวและรับข่าสารจากสื่อสังคมออนไลน์ นักท่องเที่ยวชาวไทยมี การรับรู้ภาพลักษณ์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดตากที่แตกต่างกัน โดยนักท่องเที่ยวมีการรับรู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสูงกว่าภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักท่องเที่ยวมีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติด้านสิ่งดึงดูดใจและด้านที่พัก มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (=4.06) สูงสุดเป็นอันดับแรก รองลงมาคือด้านการบริการที่นักท่องเที่ยวควรได้รับ (=4.05) ส่วนนักท่องเที่ยวมีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้านสิ่งดึงดูดใจ (=4.20) สูงสุดเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ด้านกิจกรรมการท่องเที่ยว (=4.12) และนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีลักษณะประชากรศาสตร์ด้านเพศ อายุ สถานภาพและช่องทางการรับรู้ข่าวสารที่ต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดตากต่างกัน ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีลักษณะประชากร ศาสตร์ด้านสถานภาพ และช่องทางการรับรู้ข่าวสารที่ต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดตากต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 โดยผลการศึกษาครั้งนี้ใช้เป็นแนวทางต่อยอดและส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดตากให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายลักษณะประชากรของนักท่องเที่ยวชาวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อัชฌสิทธิ์ อังกินันทน์ ประสิทธิ์ อังกินันทน์ อัชฌพร อังกินันทน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-19 2026-04-19 4 1 e2547 e2547 10.65205/ajgs.2026.e2574 Miss. การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค ด้านอาหารปลอดภัย ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/3187 <p>การคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหารปลอดภัยเป็นภารกิจสำคัญของระบบสาธารณสุขชุมชน โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและคุ้มครองผู้บริโภคในชุมชน การวิจัยครั้งนี้&nbsp;&nbsp; มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหารปลอดภัย ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแกใหญ่ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1.แบบแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และ 2.แบบสอบถามความรู้ศักยภาพการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหารปลอดภัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน (Paired t-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า หลังการดำเนินการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับด้านอาหารปลอดภัย ทักษะการปฏิบัติในการเฝ้าระวัง และทัศนคติต่อการดำเนินงานอาหารปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ประสิทธิภาพการเฝ้าระวังอาหารในชุมชนเพิ่มขึ้น โดยมีการเฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างอาหาร เพื่อตรวจสารปนเปื้อนเพิ่มขึ้นจากเดิม และผลการตรวจพบความปลอดภัย</p> <p>ร้อยละ 100 สรุปการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในรูปแบบการอบรมเชิงปฏิบัติการสามารถเพิ่มพัฒนาความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และประสิทธิภาพการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหารปลอดภัยของ อสม. ได้อย่างมีประสิทธิผล</p> นฤมิต ศรีสมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 4 1 e3187 e3187 10.65205/ajgs.2026.e3187 Management Model Based on Profes รูปแบบการบริหารตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ผ่านกระบวนการบริหารคุณภาพ SPDCA เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียนบ้านจอมพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2725 <p><strong>ชื่อเรื่อง</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; :&nbsp; รูปแบบการบริหารตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ผ่านกระบวนการ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; บริหารคุณภาพ SPDCA เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียนบ้านจอมพระ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1</p> <p><strong>ผู้รายงาน</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp; : &nbsp;นายอมรเดช ดีนาน &nbsp;</p> <p><strong>ปีการศึกษา</strong>&nbsp; : &nbsp;2566 - 2567</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพผ่านกระบวนการ SPDCA สำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (2) เพื่อสร้างและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารดังกล่าว (3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นในสถานศึกษาจริง และ (4) เพื่อประเมินความเหมาะสมและประโยชน์ของการนำรูปแบบไปใช้ในบริบทการบริหารสถานศึกษา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ โดยใช้แบบสอบถามจากครูผู้สอนจำนวน 32 คน ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหาร โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 10 คน ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบกับกลุ่มครูผู้สอนกลุ่มเดิมจำนวน 32 คน และขั้นตอนที่ 4 การประเมินความเหมาะสมและประโยชน์ของรูปแบบ โดยใช้แบบประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่ความต้องการพัฒนาในทั้งสองด้านอยู่ในระดับมากที่สุด (2) รูปแบบการบริหารที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการ การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขการนำไปใช้ โดยผลการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่ารูปแบบมีความถูกต้องและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก รวมถึงคู่มือการใช้รูปแบบได้รับการประเมินว่ามีความถูกต้องและความเป็นไปได้ในระดับมากเช่นกัน (3) การทดลองใช้รูปแบบพบว่าหลังการพัฒนาครูมีระดับผลสัมฤทธิ์ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสูงขึ้นจากระดับปานกลางเป็นระดับมากที่สุด โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ความรู้ ทักษะ เจตคติ และแรงจูงใจ (4) การประเมินความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ของรูปแบบจากครูผู้สอนพบว่า ความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และความเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้จริงอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: รูปแบบการบริหาร, ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ, กระบวนการบริหารคุณภาพ, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก</p> อมรเดช ดีนาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 4 1 e2725 e2725 10.65205/ajgs.2026.e2725 การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2956 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ด้านทักษะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 และเพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครู เป็นการวิจัยเชิงปริมาณประเภทการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 327 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie &amp; Morgan เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของทักษะดิจิทัลของครูอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 1.79-2.45) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน (ค่าเฉลี่ย 4.86-4.98) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลเรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนการสอนดิจิทัล (PNI = 1.88) ด้านการพัฒนาวิชาชีพ (PNI = 1.73) ด้านการใช้เครื่องมือดิจิทัลพื้นฐาน (PNI = 1.56) ด้านความปลอดภัยและจริยธรรมดิจิทัล (PNI = 1.26) และด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันผ่านดิจิทัล (PNI = 1.06) โดยทักษะที่มีความต้องการสูงสุด 3 อันดับแรก คือ การใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ (PNI = 2.58) การประเมินผลผู้เรียนด้วยเครื่องมือดิจิทัล (PNI = 2.37) และการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเบื้องต้น (PNI = 2.12) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมที่เน้นการปฏิบัติจริง จัดลำดับเนื้อหาตามความต้องการจำเป็น ใช้รูปแบบการอบรมออนไลน์เป็นหลักแต่มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบเผชิญหน้า พร้อมทั้งควรมีนโยบายระดับองค์กรที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ</p> จุฑามาศ เตชะภิญญาวัฒน์ อรชร วัฒนกุล พร้อมภัค บึงบัว สุภาพร สรสิทธิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 4 1 e2956 e2956 10.65205/ajgs.2026.e2956 องค์ประกอบภาวะผู้นําแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2641 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.)เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นําแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1)2.เพื่อยืนยันการการพัฒนาองค์ประกอบภาวะผู้นําแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1)3.เพื่อประเมินองค์ประกอบภาวะผู้นําแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพรูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และเอกสารประกอบการศึกษา ผลการวิจัยชี้ให้เห็นองค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำแบบยั่งยืน ได้แก่</p> <p>1.ความหลากหลาย2.การกระจาย 3.การมีวิสัยทัศน์ 4.การรู้เท่าทันสื่อและการสร้างความยั่งยืนในกระบวนการบริหารจัดการ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีภาวะผู้นำที่ยั่งยืนต่อไป</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>องค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ได้แก่</p> <p>ความหลากหลาย – การยอมรับและสนับสนุนความแตกต่างทั้งในด้านบุคลากรและแนวคิด</p> <p>การกระจายอำนาจ – การมอบหมายงานและสร้างโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจการมีวิสัยทัศน์ – การกำหนดทิศทางชัดเจนและสร้างแรงบันดาลใจให้กับครู บุคลากร และนักเรียน<br>การรู้เท่าทันสื่อ – การใช้ข้อมูลและสื่ออย่างมีวิจารณญาณเพื่อสนับสนุนการบริหารและตัดสินใจ</p> <p><strong>คําสําคัญ:</strong>ภาวะผู้นำแบบยั่งยืน, ผู้บริหารสถานศึกษา, การพัฒนาผู้นำ</p> รัชภูมิ พระพรม นาวิน นิลแสงรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-19 2026-04-19 4 1 e2641 e2641 10.65205/ajgs.2026.e2641 ตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2801 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยเริ่มจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน เพื่อศึกษาความหมาย องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของภาวะผู้นำดิจิทัล จากนั้นจัดทำโมเดลการวัดภาวะผู้นำดิจิทัลที่ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ (1) วิสัยทัศน์ดิจิทัล (2) การรู้ดิจิทัล (3) การจัดการดิจิทัล (4) ความเป็นมืออาชีพดิจิทัล และ (5) วัฒนธรรมดิจิทัล โดยมี 24 องค์ประกอบย่อย 72 ตัวบ่งชี้ จากนั้นพัฒนาแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด สพฐ. จำนวน 592 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิเคราะห์พบว่า โมเดลการวัดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างเหมาะสม โดยมีค่า <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi^{2}" alt="equation">&nbsp;= 252.998, df = 220, <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi^{2}" alt="equation">/df = 1.149, p = 0.063, GFI = 0.966, AGFI = 0.954, RMSEA = 0.016 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ทุกค่า และมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ 0.973-0.995 ค่าน้ำหนักองค์ประกอบย่อยตั้งแต่ 0.685-0.855 และค่าน้ำหนักตัวบ่งชี้ตั้งแต่ 0.556-0.735 ซึ่งมีค่าเป็นบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ทุกค่า แสดงถึงความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างของโมเดลและมีความเหมาะสมในการนำไปใช้วัดภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด สพฐ.</p> ฉัตรชัย รอดแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 4 1 e2801 e2801 10.65205/ajgs.2026.e2801 ความรอบรู้ดิจิทัลและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในฐานะปัจจัยกำหนดทัศนคติของนักศึกษามหาวิทยาลัยต่อปัญญาประดิษฐ์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2668 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเลือกใช้แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ ระดับความรอบรู้ดิจิทัล และทัศนคติต่อปัญญาประดิษฐ์ของนักศึกษามหาวิทยาลัย รวมทั้งวิเคราะห์ความแตกต่างของทัศนคติตามผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPA) และตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ดิจิทัลกับทัศนคติต่อปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาจำนวน 177 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (simple random sampling) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา &nbsp;ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ และร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณด้วยตัวแปรจำลอง การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เลือกใช้ ChatGPT มากที่สุด รองลงมาคือ Google Gemini และ Microsoft Copilot นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมีระดับความรอบรู้ดิจิทัลและทัศนคติต่อปัญญาประดิษฐ์อยู่ในระดับสูง สำหรับ GPA โดยรวมไม่สามารถทำนายทัศนคติได้อย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นนักศึกษาที่มี GPA สูงสุด (3.50–4.00) ที่มีทัศนคติเชิงบวกสูงกว่ากลุ่ม GPA ต่ำสุดอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยยังพบว่าความรอบรู้ดิจิทัลมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับทัศนคติต่อปัญญาประดิษฐ์ และสามารถทำนายได้ร้อยละ 40 ของความแปรปรวน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความรอบรู้ดิจิทัลเพื่อส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในระดับอุดมศึกษา</p> ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-19 2026-04-19 4 1 e2668 e2668 10.65205/ajgs.2026.e2668 นวัตกรรมเก้าอี้สำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพแกผู้สูงอายุที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2865 <p>การวิจัยเรื่อง นวัตกรรมเก้าอี้สำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและออกแบบเก้าอี้ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม (2)ทดสอบการใช้งานและประสิทธิภาพของเก้าอี้ดังกล่าว และ (3)ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมแก่องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม การวิจัยมุ่งพัฒนาเก้าอี้ฟื้นฟูสมรรถภาพ และเก้าอี้ช่วยพยุงลุก–นั่ง สำหรับลดข้อจำกัดในการลุก–นั่ง เพิ่มความปลอดภัย และสนับสนุนการฟื้นฟูสมรรถภาพในชีวิตประจำวัน โดยใช้กรอบแนวคิดด้านการยศาสตร์ (Ergonomics) และการทดสอบประสิทธิภาพทั้งเชิงวิศวกรรมและเชิงประสบการณ์ผู้ใช้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ออกแบบสัดส่วนและโครงสร้างให้เหมาะสมกับสรีระผู้สูงอายุ พัฒนากลไก Manual สำหรับการยืด–งอข้อเข่าและข้อเท้า พร้อมระบบแขนพยุงแบบสปริงเพื่อช่วยลุก–นั่งอย่างปลอดภัย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมจำนวน 9 คน จากโรงพยาบาลสุรินทร์และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตาเบา และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกสะอาด &nbsp;โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และผู้ประเมินผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ เก้าอี้ต้นแบบ แบบประเมินประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าเก้าอี้มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีมากทุกด้าน ได้แก่ ความแข็งแรงของโครงสร้าง (ค่าเฉลี่ย 4.87, SD=0.21) ความสะดวกในการใช้งาน (4.73, SD=0.25) ความปลอดภัย (4.93, SD=0.12) ความเหมาะสมต่อสรีระ (4.70, SD=0.26) และระบบพยุงตัวเมื่อลุก–นั่ง (4.83, SD=0.17) ผลจากผู้ใช้งานจริงพบว่า 7 ใน 9 รายลุก–นั่งได้ง่ายขึ้น 6 ใน 9 รายมีอาการปวดเข่าลดลง ผู้ใช้ส่วนใหญ่รู้สึกปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบพบว่าเก้าอี้ช่วยพยุงลุก–นั่งเหมาะกับการใช้งานประจำวัน ส่วนเก้าอี้ฟื้นฟูสมรรถภาพเหมาะกับการออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูในช่วงเวลาเฉพาะ ข้อเสนอแนะคือควรปรับปรุงความนุ่มของเบาะ น้ำหนักรวมของเก้าอี้ และเพิ่มการปรับตั้งให้รองรับสรีระหลากหลาย สรุปได้ว่าเก้าอี้ทั้งสองรูปแบบมีศักยภาพสูงในการนำไปใช้ทั้งในสถานพยาบาลและในครัวเรือน ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน และสนับสนุนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การใช้งาน และการซ่อมบำรุงแก่หน่วยงานสุขภาพในพื้นที่เพื่อการใช้งานอย่างยั่งยืนในชุมชน</p> <p>&nbsp;</p> <p>คำสำคัญ: ผู้สูงอายุ; ข้อเข่าเสื่อม; เก้าอี้ฟื้นฟูสมรรถภาพ; เก้าอี้ช่วยพยุงลุกนั่ง; การยศาสตร์; QFD; ความปลอดภัย</p> จิรวัฒน์ รักการ บัญชา ชื่นจิต ดุรงค์ฤทธิ์ เอกวงษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 4 1 e2865 e2865 10.65205/ajgs.2026.e2865 การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/3023 <p><strong>บทคัดย่อ (</strong><strong>Abstract)</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม และพัฒนารูปแบบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การฝึกอบรมสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม โดยมีการดำเนินการวิจัยทั้งหมด 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม ระยะที่ 2 การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;และระยะที่ 3 การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม ทั้งนี้ผลการวิจัย พบว่า &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์มผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น มีทั้งหมดจำนวน 5 หน้าที่หลัก 9 หน่วยสมรรถนะ และ 24 สมรรถนะย่อย ได้แก่ หน้าที่หลัก 1 ศึกษาพื้นฐานระบบสมาร์ทฟาร์ม ประกอบไปด้วย 2 หน่วยสมรรถนะ คือ 1) ศึกษาพื้นฐานระบบสมาร์ทฟาร์ม โดยมีสมรรถนะย่อย คือ อธิบายแนวคิดและความสำคัญของสมาร์ทฟาร์ม และจำแนกประเภทของระบบสมาร์ทฟาร์ม 2) อธิบายองค์ประกอบระบบสมาร์ทฟาร์ม โดยมีสมรรถนะย่อย &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คือ อธิบายองค์ประกอบพื้นฐานของระบบสมาร์ทฟาร์ม และวิเคราะห์ประโยชน์และผลกระทบ หน้าที่หลัก 2 ปฏิบัติการใช้เครื่องมือระบบสมาร์ทฟาร์ม ประกอบไปด้วย 2 หน่วยสมรรถนะ คือ ใช้เครื่องมือพื้นฐานระบบสมาร์ทฟาร์ม และปฏิบัติการพื้นฐานระบบสมาร์ทฟาร์ม หน้าที่หลัก 3 ออกแบบพัฒนาระบบสมาร์ทฟาร์ม ประกอบไปด้วย 2 หน่วยสมรรถนะ คือ ออกแบบระบบสมาร์ทฟาร์ม และพัฒนาระบบสมาร์ทฟาร์ม หน้าที่หลัก 4 ปฏิบัติการติดตั้งระบบสมาร์ทฟาร์ม ประกอบไปด้วย 2 หน่วยสมรรถนะ คือ ตรวจสอบความพร้อม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ก่อนการติดตั้งระบบสมาร์ทฟาร์ม และติดตั้งใช้งานระบบสมาร์ทฟาร์มโดยมีสมรรถนะย่อย และหน้าที่หลัก 5 ปฏิบัติการบำรุงรักษาระบบสมาร์ทฟาร์ม ประกอบไปด้วย 1 หน่วยสมรรถนะ คือ บำรุงรักษาระบบสมาร์ทฟาร์ม</p> <p>การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมอยู่&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในระดับดีมาก ทั้งนี้เป้าหมายของรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม ผ่านกระบวนการที่มีความยืดหยุ่นเหมาะสม และสอดคล้องกับ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปฏิบัติงานจริง โดยตอบสนองต่อความต้องการด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะวิชาชีพที่จำเป็น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> วิทูรย์ คงผล ภราดร เสถียรไชยกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 4 1 e3023 e3023 10.65205/ajgs.2026.e3023 การรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา พื้นที่ตำบลบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2927 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา พื้นที่ตำบลบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Taro Yamane เพื่อให้ได้จำนวนที่เหมาะสมและเป็นตัวแทนของประชากรจริง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ โดยเลือกใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) และได้ตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่นของเครื่องมือก่อนนำไปใช้จริง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) พร้อมทั้งการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี LSD เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและถูกต้องตามหลักวิชาการ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1.ระดับการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา พื้นที่ตำบลบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี อยู่ในระดับปานกลาง (X=2.90, S.D.= 0.85) โดยสิทธิที่ประชาชนมีการรับรู้มากที่สุด คือ สิทธิในการร้องทุกข์ให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ซึ่งมีระดับการรับรู้มาก (X=3.50, S.D.= 1.01) ส่วนสิทธิที่ประชาชนรับรู้น้อยที่สุด คือ สิทธิในการร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ ซึ่งมีระดับการรับรู้น้อย (X=2.40, S.D.= 1.14)</p> <p>2. การเปรียบเทียบการรับรู้สิทธิของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา และการประกอบอาชีพที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> <strong>(</strong><strong>Keywords) </strong>: การรับรู้ของประชาชน, สิทธิของผู้เสียหาย, คดีอาญา</p> ชวิศา สาโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 4 1 e2927 e2927 10.65205/ajgs.2026.e2927