วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs
<p><strong>วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา </strong><br /><strong>Academic Journal of Graduate School</strong><br />ISSN <a style="text-decoration: none;" href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3027-8686">3027-8686</a> (Print)<br />ISSN <a style="text-decoration: none;" href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3027-8740">3027-8740</a> (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์วารสาร</strong><br />วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาเป็นเวทีทางวิชาการในการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนามนุษย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การบริหาร และการพัฒนาสังคมในลักษณะสหวิทยาการ โดยมุ่งเน้นผลงานที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริง ส่งเสริมการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจ และสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของสังคมร่วมสมัย</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร</strong><br />นโยบายและการบริหารการศึกษา ปรัชญาการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต นวัตกรรมเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล การบริหาร การจัดการ และภาวะผู้นำ ความหลากหลากหลายทางการศึกษา นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ศึกษา</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่</strong><br />ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p> <p><strong>กระบวนการรีวิว</strong><br />บทความวิชาการและบทความวิจัยที่จะนำมา ตีพิมพ์ในวานสารบัณฑิตศึกษา จะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบทความนั้นๆ บทความที่นำมาตีพิมพ์ในแต่ละฉบับ ทั้งนี้กองบรรณาธิการจะดำเนินการตรวจสอบการคัดลอกบทความ (Plagiarism) เป็นขั้นตอนแรก แล้วจึงจัดให้มีกรรมการภายนอกร่วมกลั่นกรอง (Peer Review) และประเมินบทความตามเกณฑ์และแบบฟอร์มที่กำหนด ในลักษณะเป็น Double-blind peer review คือปกปิดรายชื่อทั้งผู้ประเมินและผู้เขียนบทความ โดยบทความงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องได้รับการประเมินความเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 2 ท่าน<br /><strong>หมายเหตุ</strong> ในกรณีที่ผู้เขียนต้องการรับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน กรุณาแจ้งที่กระทู้เพื่อติดต่อกองบรรณาธิการในขั้นตอนการส่งบทความ</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong> แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ<br /><strong>รับตีพิมพ์บทความ</strong> ทั้ง บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ</strong><br />บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสามท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความเป็นไปตามประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่ 149/2568 เรื่อง กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความทางวิชาการ สำหรับวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ.2568</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong><br />วารสารมีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (APC) เฉพาะแบบปกติ และไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แบบเร่งด่วน (Fast Track) อัตราค่าธรรมเนียม ดังนี้<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ (ภาษาไทย) 3,500 บาท/ บทความ<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ (ภาษาอังกฤษ) 4,500 บาท/ บทความ<br /><strong>ทั้งนี้</strong> จะเรียกเก็บค่าตีพิมพ์บทความสำหรับบทความที่ส่งเข้าระบบ ตั้งแต่วันที่ 1 เดือน ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป</p> <p><strong>คำชี้แจง</strong> ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา<br />1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br />1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br />1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br />กรุณาดูคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ <span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: black;"><span lang="TH">(</span></span><a href="https://drive.google.com/file/d/1PyTpXgz02UXpLo1mUf0lkJfMqqizESKp/view" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: black;">Click</span></a><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: black;">)</span><br />2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ<br />3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น</p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม</strong><br />ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ2)<br />ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภท เงินฝากออมทรัพย์<br />เลขที่บัญชี 644-0-30330-0</p> <p><strong>ทั้งนี้ </strong>เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินที่อีเมล</p> <p>graduate_journal@srru.ac.th โดยระบุ 1) ชื่อ - สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน</p> <p><strong>หมายเหตุ: </strong>การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา จากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p>
โครงการบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
th-TH
วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
3027-8686
-
Miss. การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค ด้านอาหารปลอดภัย ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/3187
<p>การคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหารปลอดภัยเป็นภารกิจสำคัญของระบบสาธารณสุขชุมชน โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและคุ้มครองผู้บริโภคในชุมชน การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหารปลอดภัย ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแกใหญ่ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1.แบบแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และ 2.แบบสอบถามความรู้ศักยภาพการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหารปลอดภัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน (Paired t-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า หลังการดำเนินการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับด้านอาหารปลอดภัย ทักษะการปฏิบัติในการเฝ้าระวัง และทัศนคติต่อการดำเนินงานอาหารปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ประสิทธิภาพการเฝ้าระวังอาหารในชุมชนเพิ่มขึ้น โดยมีการเฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างอาหาร เพื่อตรวจสารปนเปื้อนเพิ่มขึ้นจากเดิม และผลการตรวจพบความปลอดภัย</p> <p>ร้อยละ 100 สรุปการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในรูปแบบการอบรมเชิงปฏิบัติการสามารถเพิ่มพัฒนาความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และประสิทธิภาพการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหารปลอดภัยของ อสม. ได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
นฤมิต ศรีสมบัติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
4 1
e3187
e3187
10.65205/ajgs.2026.e3187
-
ความรอบรู้ดิจิทัลและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในฐานะปัจจัยกำหนดทัศนคติของนักศึกษามหาวิทยาลัยต่อปัญญาประดิษฐ์
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2668
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเลือกใช้แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ ระดับความรอบรู้ดิจิทัล และทัศนคติต่อปัญญาประดิษฐ์ของนักศึกษามหาวิทยาลัย รวมทั้งวิเคราะห์ความแตกต่างของทัศนคติตามผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPA) และตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ดิจิทัลกับทัศนคติต่อปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาจำนวน 177 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (simple random sampling) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ และร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณด้วยตัวแปรจำลอง การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เลือกใช้ ChatGPT มากที่สุด รองลงมาคือ Google Gemini และ Microsoft Copilot นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมีระดับความรอบรู้ดิจิทัลและทัศนคติต่อปัญญาประดิษฐ์อยู่ในระดับสูง สำหรับ GPA โดยรวมไม่สามารถทำนายทัศนคติได้อย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นนักศึกษาที่มี GPA สูงสุด (3.50–4.00) ที่มีทัศนคติเชิงบวกสูงกว่ากลุ่ม GPA ต่ำสุดอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยยังพบว่าความรอบรู้ดิจิทัลมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับทัศนคติต่อปัญญาประดิษฐ์ และสามารถทำนายได้ร้อยละ 40 ของความแปรปรวน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความรอบรู้ดิจิทัลเพื่อส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในระดับอุดมศึกษา</p>
ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-19
2026-04-19
4 1
e2668
e2668
10.65205/ajgs.2026.e2668
-
ตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2801
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยเริ่มจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน เพื่อศึกษาความหมาย องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของภาวะผู้นำดิจิทัล จากนั้นจัดทำโมเดลการวัดภาวะผู้นำดิจิทัลที่ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ (1) วิสัยทัศน์ดิจิทัล (2) การรู้ดิจิทัล (3) การจัดการดิจิทัล (4) ความเป็นมืออาชีพดิจิทัล และ (5) วัฒนธรรมดิจิทัล โดยมี 24 องค์ประกอบย่อย 72 ตัวบ่งชี้ จากนั้นพัฒนาแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด สพฐ. จำนวน 592 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิเคราะห์พบว่า โมเดลการวัดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างเหมาะสม โดยมีค่า <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi^{2}" alt="equation"> = 252.998, df = 220, <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi^{2}" alt="equation">/df = 1.149, p = 0.063, GFI = 0.966, AGFI = 0.954, RMSEA = 0.016 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ทุกค่า และมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ 0.973-0.995 ค่าน้ำหนักองค์ประกอบย่อยตั้งแต่ 0.685-0.855 และค่าน้ำหนักตัวบ่งชี้ตั้งแต่ 0.556-0.735 ซึ่งมีค่าเป็นบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ทุกค่า แสดงถึงความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างของโมเดลและมีความเหมาะสมในการนำไปใช้วัดภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด สพฐ.</p>
ฉัตรชัย รอดแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-24
2026-04-24
4 1
e2801
e2801
10.65205/ajgs.2026.e2801
-
แรงจูงใจที่มีผลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2950
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและแรงจูงใจในการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2) เพื่อศึกษาระดับความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และ 3) เพื่อเปรียบเทียบระดับความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เมื่อจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลและแรงจูงใจในการเป็นผู้ประกอบการ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จำนวน 378 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.944 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบน และค่า ANOVA ผลวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศชาย ส่วนใหญ่อายุ 18-20 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาการจัดการ และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,000 - 10,000 บาท/เดือน โดยต้องการเป็นผู้ประกอบการเพราะอยากพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง ได้เป็นนายของตัวเอง ต้องการมีรายได้เพิ่มเติมระหว่างเรียน ต้องการช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของครอบครัวผ่านการทำธุรกิจ และสื่อออนไลน์กระตุ้นให้เกิดความคิดอยากทำธุรกิจ 2) ระดับความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านพฤติกรรมเตรียมตัวเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ รองลงมา ได้แก่ ด้านการวางแผนการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ และและด้านความคิดเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ ตามลำดับ และ 3) นักศึกษาที่มีเพศ อายุ ชั้นปีที่ศึกษา คณะที่ศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน แรงจูงใจด้านอิสรภาพ แรงจูงใจด้านรายได้ และแรงจูงใจจากครอบครัวและสิ่งแวดล้อม ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่มีแรงจูงใจด้านความสำเร็จในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
เจนจิรา สุดหาร
อภิวัฒน์ กำลังกล้า
ฑิตฐิตา แกมกล้า
อุบลวรรณ สุวรรณภูสิทธิ์
นฤมล วลีประทานพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
4 1
e2950
e2950
10.65205/ajgs.2026.e2950
-
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/3023
<p><strong>บทคัดย่อ (</strong><strong>Abstract)</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม และพัฒนารูปแบบ การฝึกอบรมสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม โดยมีการดำเนินการวิจัยทั้งหมด 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม ระยะที่ 2 การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม และระยะที่ 3 การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม ทั้งนี้ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์มผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น มีทั้งหมดจำนวน 5 หน้าที่หลัก 9 หน่วยสมรรถนะ และ 24 สมรรถนะย่อย ได้แก่ หน้าที่หลัก 1 ศึกษาพื้นฐานระบบสมาร์ทฟาร์ม ประกอบไปด้วย 2 หน่วยสมรรถนะ คือ 1) ศึกษาพื้นฐานระบบสมาร์ทฟาร์ม โดยมีสมรรถนะย่อย คือ อธิบายแนวคิดและความสำคัญของสมาร์ทฟาร์ม และจำแนกประเภทของระบบสมาร์ทฟาร์ม 2) อธิบายองค์ประกอบระบบสมาร์ทฟาร์ม โดยมีสมรรถนะย่อย คือ อธิบายองค์ประกอบพื้นฐานของระบบสมาร์ทฟาร์ม และวิเคราะห์ประโยชน์และผลกระทบ หน้าที่หลัก 2 ปฏิบัติการใช้เครื่องมือระบบสมาร์ทฟาร์ม ประกอบไปด้วย 2 หน่วยสมรรถนะ คือ ใช้เครื่องมือพื้นฐานระบบสมาร์ทฟาร์ม และปฏิบัติการพื้นฐานระบบสมาร์ทฟาร์ม หน้าที่หลัก 3 ออกแบบพัฒนาระบบสมาร์ทฟาร์ม ประกอบไปด้วย 2 หน่วยสมรรถนะ คือ ออกแบบระบบสมาร์ทฟาร์ม และพัฒนาระบบสมาร์ทฟาร์ม หน้าที่หลัก 4 ปฏิบัติการติดตั้งระบบสมาร์ทฟาร์ม ประกอบไปด้วย 2 หน่วยสมรรถนะ คือ ตรวจสอบความพร้อม ก่อนการติดตั้งระบบสมาร์ทฟาร์ม และติดตั้งใช้งานระบบสมาร์ทฟาร์มโดยมีสมรรถนะย่อย และหน้าที่หลัก 5 ปฏิบัติการบำรุงรักษาระบบสมาร์ทฟาร์ม ประกอบไปด้วย 1 หน่วยสมรรถนะ คือ บำรุงรักษาระบบสมาร์ทฟาร์ม</p> <p>การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมอยู่ ในระดับดีมาก ทั้งนี้เป้าหมายของรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับสมรรถนะวิชาชีพช่างสมาร์ทฟาร์ม ผ่านกระบวนการที่มีความยืดหยุ่นเหมาะสม และสอดคล้องกับ การปฏิบัติงานจริง โดยตอบสนองต่อความต้องการด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะวิชาชีพที่จำเป็น ต่อการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
วิทูรย์ คงผล
ภราดร เสถียรไชยกิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-24
2026-04-24
4 1
e3023
e3023
10.65205/ajgs.2026.e3023
-
การลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อนของกลุ่มเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์ด้วยเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2706
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อนของกลุ่มเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์ การหาประสิทธิภาพการทำงานของเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อน และถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อน การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในการลดค่าไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อนเพื่อลดภาระและประหยัดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าในการให้น้ำแปลงปลูกหม่อน</p> <p>ผลจากการวิจัยว่าก่อนการติคตั้งระบบเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อน ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่เก็บผลในช่วงเดือน สิงหาคม - ธันวาคม 2567 โดยปั๊มที่ใช้เป็นปั๊มซับเมิร์สขนาด 1,500 วัตต์ดูดน้ำบาดาล การเปิดน้ำจะเปิดช่วงเวลา 07.00 น. ถึง 13.00 น. แรงดันเฉลี่ย 229 โวลต์, กระแสไฟฟ้าเฉลี่ย 7.16 แอมป์, กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 1349.6 วัตต์, ค่า power factor เฉลี่ย 0.82, พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 300.2 หน่วย และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,343.2 บาท หลังการติคตั้งระบบเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อน ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่เก็บผลในช่วงเดือน มกราคม - พฤษภาคม 2568 โดยปั๊มที่ใช้เป็นปั๊มซับเมิร์สขนาด 1,500 วัตต์ดูดน้ำบาดาล กำหนดให้การเปิดน้ำจะเปิดช่วงเวลา 07.00 น. ถึง 13.00 น. จากการวัดค่าแรงดันเฉลี่ย 229 โวลต์, กระแสไฟฟ้าเฉลี่ย 5.72 แอมป์, กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 1181.6 วัตต์, ค่า power factor เฉลี่ย 0.91, พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 214.6 หน่วย และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 924 บาท แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อนมีประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของระบบให้น้ำแปลงปลูกหม่อนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20</p>
ทรงยศ หวังชอบ
กนกกานต์ ลายสนธิ์
ศุภวัชร นิยมพันธุ์
สุรเชษฐ์ วงศ์ชัยประทุม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-18
2026-04-18
4 1
e2706
e2706
10.65205/ajgs.2026.e2706
-
การรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา พื้นที่ตำบลบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2927
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา พื้นที่ตำบลบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Taro Yamane เพื่อให้ได้จำนวนที่เหมาะสมและเป็นตัวแทนของประชากรจริง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ โดยเลือกใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) และได้ตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่นของเครื่องมือก่อนนำไปใช้จริง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) พร้อมทั้งการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี LSD เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและถูกต้องตามหลักวิชาการ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1.ระดับการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา พื้นที่ตำบลบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี อยู่ในระดับปานกลาง (X=2.90, S.D.= 0.85) โดยสิทธิที่ประชาชนมีการรับรู้มากที่สุด คือ สิทธิในการร้องทุกข์ให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ซึ่งมีระดับการรับรู้มาก (X=3.50, S.D.= 1.01) ส่วนสิทธิที่ประชาชนรับรู้น้อยที่สุด คือ สิทธิในการร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ ซึ่งมีระดับการรับรู้น้อย (X=2.40, S.D.= 1.14)</p> <p>2. การเปรียบเทียบการรับรู้สิทธิของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา และการประกอบอาชีพที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> <strong>(</strong><strong>Keywords) </strong>: การรับรู้ของประชาชน, สิทธิของผู้เสียหาย, คดีอาญา</p>
ชวิศา สาโรจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-22
2026-04-22
4 1
e2927
e2927
10.65205/ajgs.2026.e2927
-
The comparative analysis of natural attraction image and cultural attraction image of Tak Province from the opinions of Tak Province tourists
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2574
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดตากตามความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดตากตามความคิดเห็นของ นักท่องเที่ยวในจังหวัดตาก 2. เพื่อศึกษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดตากตามความคิดเห็นของ นักท่องเที่ยวในจังหวัดตาก 3. เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวในจังหวัดตากต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดตาก 4. เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวในจังหวัดตากต่อภาพลักษณ์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดตาก การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มีสัญชาติไทยอายุ 20 ปีขึ้นไปที่เคยเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดตากและไม่เคยเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดตากจำนวน 400 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ ผล</p> <p>การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอายุระหว่าง 26-35 ปีมีการศึกษาระดับปริญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชนมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,000 – 29,000 บาท สถานภาพโสด เคยเดินทางมาจังหวัดตากกับครอบครัวและรับข่าสารจากสื่อสังคมออนไลน์ นักท่องเที่ยวชาวไทยมี การรับรู้ภาพลักษณ์ การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดตากที่แตกต่างกัน โดยนักท่องเที่ยวมีการรับรู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสูงกว่าภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักท่องเที่ยวมีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติด้านสิ่งดึงดูดใจและด้านที่พัก มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (=4.06) สูงสุดเป็นอันดับแรก รองลงมาคือด้านการบริการที่นักท่องเที่ยวควรได้รับ (=4.05) ส่วนนักท่องเที่ยวมีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้านสิ่งดึงดูดใจ (=4.20) สูงสุดเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ด้านกิจกรรมการท่องเที่ยว (=4.12) และนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีลักษณะประชากรศาสตร์ด้านเพศ อายุ สถานภาพและช่องทางการรับรู้ข่าวสารที่ต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดตากต่างกัน ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีลักษณะประชากร ศาสตร์ด้านสถานภาพ และช่องทางการรับรู้ข่าวสารที่ต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดตากต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 โดยผลการศึกษาครั้งนี้ใช้เป็นแนวทางต่อยอดและส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดตากให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายลักษณะประชากรของนักท่องเที่ยวชาวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
อัชฌสิทธิ์ อังกินันทน์
ประสิทธิ์ อังกินันทน์
อัชฌพร อังกินันทน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-19
2026-04-19
4 1
e2547
e2547
10.65205/ajgs.2026.e2574
-
Management Model Based on Profes รูปแบบการบริหารตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ผ่านกระบวนการบริหารคุณภาพ SPDCA เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียนบ้านจอมพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2725
<p><strong>ชื่อเรื่อง</strong> : รูปแบบการบริหารตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ผ่านกระบวนการ</p> <p> บริหารคุณภาพ SPDCA เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียนบ้านจอมพระ</p> <p> สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1</p> <p><strong>ผู้รายงาน</strong> : นายอมรเดช ดีนาน </p> <p><strong>ปีการศึกษา</strong> : 2566 - 2567</p> <p> </p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพผ่านกระบวนการ SPDCA สำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (2) เพื่อสร้างและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารดังกล่าว (3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นในสถานศึกษาจริง และ (4) เพื่อประเมินความเหมาะสมและประโยชน์ของการนำรูปแบบไปใช้ในบริบทการบริหารสถานศึกษา</p> <p> การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ โดยใช้แบบสอบถามจากครูผู้สอนจำนวน 32 คน ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหาร โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 10 คน ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบกับกลุ่มครูผู้สอนกลุ่มเดิมจำนวน 32 คน และขั้นตอนที่ 4 การประเมินความเหมาะสมและประโยชน์ของรูปแบบ โดยใช้แบบประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่ความต้องการพัฒนาในทั้งสองด้านอยู่ในระดับมากที่สุด (2) รูปแบบการบริหารที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการ การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขการนำไปใช้ โดยผลการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่ารูปแบบมีความถูกต้องและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก รวมถึงคู่มือการใช้รูปแบบได้รับการประเมินว่ามีความถูกต้องและความเป็นไปได้ในระดับมากเช่นกัน (3) การทดลองใช้รูปแบบพบว่าหลังการพัฒนาครูมีระดับผลสัมฤทธิ์ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสูงขึ้นจากระดับปานกลางเป็นระดับมากที่สุด โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ความรู้ ทักษะ เจตคติ และแรงจูงใจ (4) การประเมินความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ของรูปแบบจากครูผู้สอนพบว่า ความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และความเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้จริงอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: รูปแบบการบริหาร, ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ, กระบวนการบริหารคุณภาพ, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก</p>
อมรเดช ดีนาน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-22
2026-04-22
4 1
e2725
e2725
10.65205/ajgs.2026.e2725
-
นวัตกรรมเก้าอี้สำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพแกผู้สูงอายุที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2865
<p>การวิจัยเรื่อง นวัตกรรมเก้าอี้สำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและออกแบบเก้าอี้ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม (2)ทดสอบการใช้งานและประสิทธิภาพของเก้าอี้ดังกล่าว และ (3)ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมแก่องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม การวิจัยมุ่งพัฒนาเก้าอี้ฟื้นฟูสมรรถภาพ และเก้าอี้ช่วยพยุงลุก–นั่ง สำหรับลดข้อจำกัดในการลุก–นั่ง เพิ่มความปลอดภัย และสนับสนุนการฟื้นฟูสมรรถภาพในชีวิตประจำวัน โดยใช้กรอบแนวคิดด้านการยศาสตร์ (Ergonomics) และการทดสอบประสิทธิภาพทั้งเชิงวิศวกรรมและเชิงประสบการณ์ผู้ใช้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ออกแบบสัดส่วนและโครงสร้างให้เหมาะสมกับสรีระผู้สูงอายุ พัฒนากลไก Manual สำหรับการยืด–งอข้อเข่าและข้อเท้า พร้อมระบบแขนพยุงแบบสปริงเพื่อช่วยลุก–นั่งอย่างปลอดภัย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมจำนวน 9 คน จากโรงพยาบาลสุรินทร์และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตาเบา และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกสะอาด โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และผู้ประเมินผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ เก้าอี้ต้นแบบ แบบประเมินประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าเก้าอี้มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีมากทุกด้าน ได้แก่ ความแข็งแรงของโครงสร้าง (ค่าเฉลี่ย 4.87, SD=0.21) ความสะดวกในการใช้งาน (4.73, SD=0.25) ความปลอดภัย (4.93, SD=0.12) ความเหมาะสมต่อสรีระ (4.70, SD=0.26) และระบบพยุงตัวเมื่อลุก–นั่ง (4.83, SD=0.17) ผลจากผู้ใช้งานจริงพบว่า 7 ใน 9 รายลุก–นั่งได้ง่ายขึ้น 6 ใน 9 รายมีอาการปวดเข่าลดลง ผู้ใช้ส่วนใหญ่รู้สึกปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบพบว่าเก้าอี้ช่วยพยุงลุก–นั่งเหมาะกับการใช้งานประจำวัน ส่วนเก้าอี้ฟื้นฟูสมรรถภาพเหมาะกับการออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูในช่วงเวลาเฉพาะ ข้อเสนอแนะคือควรปรับปรุงความนุ่มของเบาะ น้ำหนักรวมของเก้าอี้ และเพิ่มการปรับตั้งให้รองรับสรีระหลากหลาย สรุปได้ว่าเก้าอี้ทั้งสองรูปแบบมีศักยภาพสูงในการนำไปใช้ทั้งในสถานพยาบาลและในครัวเรือน ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน และสนับสนุนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การใช้งาน และการซ่อมบำรุงแก่หน่วยงานสุขภาพในพื้นที่เพื่อการใช้งานอย่างยั่งยืนในชุมชน</p> <p> </p> <p>คำสำคัญ: ผู้สูงอายุ; ข้อเข่าเสื่อม; เก้าอี้ฟื้นฟูสมรรถภาพ; เก้าอี้ช่วยพยุงลุกนั่ง; การยศาสตร์; QFD; ความปลอดภัย</p>
จิรวัฒน์ รักการ
บัญชา ชื่นจิต
ดุรงค์ฤทธิ์ เอกวงษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
4 1
e2865
e2865
10.65205/ajgs.2026.e2865
-
องค์ประกอบภาวะผู้นําแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2641
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.)เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นําแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1)2.เพื่อยืนยันการการพัฒนาองค์ประกอบภาวะผู้นําแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1)3.เพื่อประเมินองค์ประกอบภาวะผู้นําแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพรูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และเอกสารประกอบการศึกษา ผลการวิจัยชี้ให้เห็นองค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำแบบยั่งยืน ได้แก่</p> <p>1.ความหลากหลาย2.การกระจาย 3.การมีวิสัยทัศน์ 4.การรู้เท่าทันสื่อและการสร้างความยั่งยืนในกระบวนการบริหารจัดการ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีภาวะผู้นำที่ยั่งยืนต่อไป</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>องค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ได้แก่</p> <p>ความหลากหลาย – การยอมรับและสนับสนุนความแตกต่างทั้งในด้านบุคลากรและแนวคิด</p> <p>การกระจายอำนาจ – การมอบหมายงานและสร้างโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจการมีวิสัยทัศน์ – การกำหนดทิศทางชัดเจนและสร้างแรงบันดาลใจให้กับครู บุคลากร และนักเรียน<br>การรู้เท่าทันสื่อ – การใช้ข้อมูลและสื่ออย่างมีวิจารณญาณเพื่อสนับสนุนการบริหารและตัดสินใจ</p> <p><strong>คําสําคัญ:</strong>ภาวะผู้นำแบบยั่งยืน, ผู้บริหารสถานศึกษา, การพัฒนาผู้นำ</p>
รัชภูมิ พระพรม
นาวิน นิลแสงรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-19
2026-04-19
4 1
e2641
e2641
10.65205/ajgs.2026.e2641
-
การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2956
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ด้านทักษะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 และเพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครู เป็นการวิจัยเชิงปริมาณประเภทการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 327 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie & Morgan เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของทักษะดิจิทัลของครูอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 1.79-2.45) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน (ค่าเฉลี่ย 4.86-4.98) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลเรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนการสอนดิจิทัล (PNI = 1.88) ด้านการพัฒนาวิชาชีพ (PNI = 1.73) ด้านการใช้เครื่องมือดิจิทัลพื้นฐาน (PNI = 1.56) ด้านความปลอดภัยและจริยธรรมดิจิทัล (PNI = 1.26) และด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันผ่านดิจิทัล (PNI = 1.06) โดยทักษะที่มีความต้องการสูงสุด 3 อันดับแรก คือ การใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ (PNI = 2.58) การประเมินผลผู้เรียนด้วยเครื่องมือดิจิทัล (PNI = 2.37) และการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเบื้องต้น (PNI = 2.12) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมที่เน้นการปฏิบัติจริง จัดลำดับเนื้อหาตามความต้องการจำเป็น ใช้รูปแบบการอบรมออนไลน์เป็นหลักแต่มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบเผชิญหน้า พร้อมทั้งควรมีนโยบายระดับองค์กรที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ</p>
จุฑามาศ เตชะภิญญาวัฒน์
อรชร วัฒนกุล
พร้อมภัค บึงบัว
สุภาพร สรสิทธิรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-24
2026-04-24
4 1
e2956
e2956
10.65205/ajgs.2026.e2956
-
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจัดการเรียนรู้ทุนทางวัฒนธรรมในศตรวรรษที่ ๒๑ ของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2958
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เทคโนโลยีทางการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ และเพื่อสร้างองค์ความรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจัดการเรียนรู้ทุนทางวัฒนธรรมในศตวรรษที่ ๒๑ ของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร โดยการรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเอกสาร และสังเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ ผลการศึกษาพบว่า</p> <p><strong> </strong>๑) วิเคราะห์เทคโนโลยีทางการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ ได้พบการพัฒนายกระดับขึ้นมาใช้ในการศึกษาอย่างกว้างขว้างจนเกิดรูปแบบการจัดการศึกษามากมาย ในขณะที่โลกวิวัฒนาการอย่างไม่หยุดนิ่ง กลยุทธ์ในการศึกษาและการเรียนรู้จึงต้องเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้ทันกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของ Covid-19 เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในหลายภาคส่วนซึ่งรวมถึงภาคการศึกษาด้วย แนวโน้มการศึกษาจึงมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้การศึกษามีหลากหลายรูปแบบและเข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับทุกคน ๒) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจัดการเรียนรู้ทุนทางวัฒนธรรมของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ได้พบ ๒ รูปแบบการจัดการศึกษาจากแหล่งข้อมูลวารสารของหน่วยงานและโปรแกรมพิพิธภัณฑ์ ๓๖๐ องศา และเมตาเวิร์ส (Metawerse) พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง</p>
พิพัฒน์ วิถี
สมชัย ศรีนอก
นิเวศน์ วงศ์สุวรรณ
พีรวัส อินทวี
พิพัฒน์ วิถี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
4 1
e2958
e2958
10.65205/ajgs.2026.e2958
-
การพัฒนารูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ร่วมกับการโค้ชชิ่งสำหรับผู้สูงอายุเพื่อตอบสนองการเรียนรู้ตลอดชีวิต
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2670
<p>ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งส่งผลให้ความต้องการในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2016) การปรับตัวต่อเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี (World Health Organization, 2015) บทความนี้มุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ร่วมกับการโค้ชชิ่งเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ โดยการบูรณาการดิจิทัลคอนเทนต์ เช่น สื่อการเรียนรู้ออนไลน์และวิดีโอการสอน เข้ากับการโค้ชชิ่งที่ให้การสนับสนุนเชิงกระบวนการและคำแนะนำส่วนบุคคล ผลการวิจัยพบว่าการผสมผสานดังกล่าวช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล เสริมสร้างความมั่นใจ และสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ (Hwang & Chang, 2016) ส่งผลให้ผู้สูงอายุสามารถพัฒนาทักษะใหม่ ๆ และปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงเป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาความสามารถและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในยุคปัจจุบัน การรวมดิจิทัลคอนเทนต์และการโค้ชชิ่งเป็นกลยุทธ์ที่มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการนี้ (Chen & Huang, 2017)</p>
ภาณุพันธ์ นิลรัตนานนท์
ขจรศักดิ์ สงวนสัตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-21
2026-04-21
4 1
e2670
e2670
10.65205/ajgs.2026.e2670
-
กระบวนการไกล่เกลี่ยในฐานะเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ของประชาชนไทย
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/3140
<p> บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอกระบวนการไกล่เกลี่ยในฐานะเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ของประชาชนไทย ด้วยวิธีการสังเคราะห์เชิงเนื้อหา ขั้นตอนการไกล่เกลี่ย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การรับคำร้องขอไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ได้แก่ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล และผู้รับมอบอำนาจ ช่องทางการยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องสามารถยื่นคำร้องด้วยตนเอง ยื่นคำร้องทางไปรษณีย์หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือผู้รับส่งพัสดุภัณฑ์ต่อศาลที่มีเขตอำนาจ หรือยื่นคำร้องผ่านระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม 2) การแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ย หลังจากรับคำร้องแล้ว จะมีการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ยตามระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ย พ.ศ. 2562 คุณสมบัติผู้ไกล่เกลี่ย ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย เป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะ มีภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ในเขตที่จะขอขึ้นทะเบียนศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน และมีคณะทำงานบริหารประจำศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน 3) การดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ย โดยการติดต่อประสานคู่กรณีเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย โดยความสมัครใจของคู่กรณีของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หากคู่กรณีตกลงกันได้ คู่กรณีต้องลงลายมือชื่อในข้อตกลงหรือสัญญา คู่กรณีมีสิทธิถอนตัวจากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และ 4) การสิ้นสุดการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เมื่อคู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทด้วยการถอนคำร้องหรือขอให้ศาลมีคำพิพากษาตามข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ และรายงานผลและการจัดกิจกรรมเมื่อสิ้นสุดการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยนำส่งรายงานไปยังพนักงานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในพื้นที่ และมีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เมื่อสิ้นสุดการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เช่น การประชาสัมพันธ์เชิงรุก การใช้เวทีประชุมขององค์กรชุมชน และการจัดทำโครงการที่เกี่ยวกับการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน</p>
ปกรณ์เกียรติ ไพรวัลย์
ชุติมา มูลดับ
ณัฏฐ์นัน ทุนดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-28
2026-04-28
4 1
e3140
e3140
10.65205/ajgs.2026.e3140