วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs <p><strong>วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา </strong><br /><strong>Academic Journal of Graduate School</strong><br />ISSN <a style="text-decoration: none;" href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3027-8686">3027-8686</a> (Print)<br />ISSN <a style="text-decoration: none;" href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3027-8740">3027-8740</a> (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์วารสาร</strong><br />วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาเป็นเวทีทางวิชาการในการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนามนุษย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การบริหาร และการพัฒนาสังคมในลักษณะสหวิทยาการ โดยมุ่งเน้นผลงานที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริง ส่งเสริมการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจ และสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของสังคมร่วมสมัย</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร</strong><br />นโยบายและการบริหารการศึกษา ปรัชญาการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต นวัตกรรมเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล การบริหาร การจัดการ และภาวะผู้นำ ความหลากหลากหลายทางการศึกษา นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ศึกษา</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่</strong><br />ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p> <p><strong>กระบวนการรีวิว</strong><br />บทความวิชาการและบทความวิจัยที่จะนำมา ตีพิมพ์ในวานสารบัณฑิตศึกษา จะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบทความนั้นๆ บทความที่นำมาตีพิมพ์ในแต่ละฉบับ ทั้งนี้กองบรรณาธิการจะดำเนินการตรวจสอบการคัดลอกบทความ (Plagiarism) เป็นขั้นตอนแรก แล้วจึงจัดให้มีกรรมการภายนอกร่วมกลั่นกรอง (Peer Review) และประเมินบทความตามเกณฑ์และแบบฟอร์มที่กำหนด ในลักษณะเป็น Double-blind peer review คือปกปิดรายชื่อทั้งผู้ประเมินและผู้เขียนบทความ โดยบทความงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องได้รับการประเมินความเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 2 ท่าน<br /><strong>หมายเหตุ</strong> ในกรณีที่ผู้เขียนต้องการรับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน กรุณาแจ้งที่กระทู้เพื่อติดต่อกองบรรณาธิการในขั้นตอนการส่งบทความ</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong> แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ<br /><strong>รับตีพิมพ์บทความ</strong> ทั้ง บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ</strong><br />บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสามท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความเป็นไปตามประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่ 149/2568 เรื่อง กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความทางวิชาการ สำหรับวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ.2568</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong><br />วารสารมีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (APC) เฉพาะแบบปกติ และไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แบบเร่งด่วน (Fast Track) อัตราค่าธรรมเนียม ดังนี้<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ (ภาษาไทย) 3,500 บาท/ บทความ<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ (ภาษาอังกฤษ) 4,500 บาท/ บทความ<br /><strong>ทั้งนี้</strong> จะเรียกเก็บค่าตีพิมพ์บทความสำหรับบทความที่ส่งเข้าระบบ ตั้งแต่วันที่ 1 เดือน ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป</p> <p><strong>คำชี้แจง</strong> ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา<br />1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br />1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br />1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์<br />กรุณาดูคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ <span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: black;"><span lang="TH">(</span></span><a href="https://drive.google.com/file/d/1PyTpXgz02UXpLo1mUf0lkJfMqqizESKp/view" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: black;">Click</span></a><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: black;">)</span><br />2. เมื่อไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนการตรวจประเมินคุณภาพบทความ<br />3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น</p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม</strong><br />ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ2)<br />ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภท เงินฝากออมทรัพย์<br />เลขที่บัญชี 644-0-30330-0</p> <p><strong>ทั้งนี้ </strong>เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินที่อีเมล</p> <p>graduate_journal@srru.ac.th โดยระบุ 1) ชื่อ - สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน</p> <p><strong>หมายเหตุ: </strong>การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา จากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p> โครงการบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ th-TH วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา 3027-8686 การส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ในการจัดการเรียนการสอน สังคมศึกษาในศตวรรษที่ 21 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/3020 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาในผู้เรียนผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน (Phenomenon-Based Learning PhBL) ในรายวิชาสังคมศึกษา ภายใต้บริบทของศตวรรษที่ 21 และส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่ซับซ้อน ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการความรู้หลายสาขา การเรียนรู้เชิงรุก และการสะท้อนคิดเพื่อการนำแนวทางมาประยุกต์กับแนวคิด PhBL กับการเรียนการสอนสังคมศึกษา โดยนำเสนอแนวทางการเลือกปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและสังคมของผู้เรียน การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการตั้งคำถาม การวิเคราะห์ปัญหา การสร้างและเลือกแนวทางแก้ไขปัญหา รวมถึงการนำเสนอและสะท้อนผลการเรียนรู้ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ วิเคราะห์ปัญหาเชิงซับซ้อนและออกแบบแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสอนสังคมศึกษาได้อย่างสร้างสรรค์</p> กานต์ กาญจนพิมาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 4 2 e3020 e3020 10.65205/ajgs.2026.e3020 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กับการบริหารงานกิจการลูกเสือ ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2874 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารงานกิจการลูกเสือ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานกิจการลูกเสือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 137 คน กำหนดขนาดจากการเปิดตารางสำเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.67 – 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.97 และแบบสอบถามการบริหารงานกิจการลูกเสือของผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.67 – 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 4.24, S.D. = 0.63) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ อยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 4.35, S.D. = 0.62) รองลงมา คือ ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ อยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 4.29, S.D. = 0.63) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา อยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 4.13, S.D. = 0.64) 2) ระดับการบริหารงานกิจการลูกเสือ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 4.29, S.D. = 0.62) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านผู้กำกับลูกเสือ อยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 4.31, S.D. = 0.61) รองลงมา คือ ด้านลูกเสือ อยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 4.30, S.D. = 0.65) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการจัดมวลกิจกรรมลูกเสือ อยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 4.26, S.D. = 0.61) และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานกิจการลูกเสือ มีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (r<sub>xy </sub>= 0.53) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์กับการบริหารงานกิจการลูกเสือในทางบวก ระหว่าง 0.17 - 0.62 &nbsp;โดยมีค่าความสัมพันธ์มากที่สุด คือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และด้านการสร้างวิสัยทัศน์ (r<sub>xy </sub>= 0.48) รองลงมา ได้แก่ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ (r<sub>xy </sub>= 0.39) และด้านที่มีค่าความสัมพันธ์ต่ำสุด คือ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา (r<sub>xy </sub>= 0.35)</p> ธนพล ฤทธิมหันต์ ปพนสรรค์ โพธิพิทักษ์ สายทิตย์ ยะฟู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-29 2026-07-29 4 2 e2874 e2874 10.65205/ajgs.2026.e2874 การส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณด้วยการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมบอร์ดเกมการศึกษา สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 1 โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/3097 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการคิดเชิงคำนวณเพื่อนำไปพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมบอร์ดเกมสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 1 2) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมบอร์ดเกมสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 1 และ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมบอร์ดเกมในการส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนรายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) จำนวน 59 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 1 ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 จำนวน 84 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความต้องการ 2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมบอร์ดเกม และ 3) แบบประเมินตนเองด้านการคิดเชิงคำนวณ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความต้องการใช้ชุดกิจกรรมร่วมบอร์ดเกมในระดับสูง โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการเขียนโปรแกรม 2) ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยแผนการเรียนรู้ 5 แผน และบอร์ดเกม 5 แบบ มีคุณภาพในระดับดีมาก ( &nbsp;= 4.64, S.D. = 0.48) และ 3) นักเรียนมีพัฒนาการด้านการคิดเชิงคำนวณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกช่วงเวลา (ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน) โดยคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและระหว่างเรียน</p> พีรพล ดีเต่า วุฒิชัย พิลึก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-14 2026-08-14 4 2 e3097 e3097 10.65205/ajgs.2026.e3097 ผลของโปรแกรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อภาวะผู้นำในตนเองของผู้นำนักศึกษา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2875 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบโปรแกรมการเรียนรู้แบบร่วมมือของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำในตนเองหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมเป็นการวิจัยเชิงทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อภาวะผู้นำในตนเองของผู้นำนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้นำนักศึกษาระดับปริญญาตรี สังกัดองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จำนวน 2 องค์กร คือ สโมสรนักศึกษาคณะครุศาสตร์ จำนวน 20 คน สโมสรนักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ จำนวน 20 คน รวม 40 คน&nbsp; กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม โดยกลุ่มทดลองคือสโมสรนักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ จำนวน 20 คน และกลุ่มควบคุมคือสโมสรนักศึกษาคณะครุศาสตร์ จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมกลุ่ม โดยมีการจัดกิจกรรมทั้งหมด 6 ครั้ง และแบบสอบถามภาวะผู้นำในตนเองวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที มีค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .946</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลอง นักศึกษากลุ่มทดลองมีภาวะผู้นำในตนเองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) หลังการทดลอง นักศึกษากลุ่มทดลองมีภาวะผู้นำในตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสําคัญที่สถิติระดับ .01</p> ธัชชัย แก้ววิลัย สุภาวดี วิสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-30 2026-07-30 4 2 e2875 e2875 10.65205/ajgs.2026.e2875 การพัฒนาขั้นตอนวิธีและนำเสนอแนวทางการใช้งานการตรวจสอบการเขียนภาษาไทยด้วยการประมวลผลภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านสันป่าไร่ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/3118 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประยุกต์ใช้กฎของซิพฟ์ (Zipf’s Law) ในการวิเคราะห์คำศัพท์ภาษาไทย2) ประยุกต์ใช้รูปแบบทางภาษาในการจำแนกคำเพื่อตรวจสอบการเขียนภาษาไทย 3) เพื่อพัฒนาตรวจสอบการเขียนประโยคภาษาไทย และ 4) เพื่อนำเสนอแนวทางในการใช้งานการตรวจสอบการเขียนภาษาไทยด้วยการประมวลผลภาพด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ข้อมูลที่ศึกษาเป็นข้อมูลจากการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนบ้านสันป่าไร่ จังหวัดตาก จำนวน 37 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบคำศัพท์ภาษาไทย แบบทดสอบการเขียน ระบบตรวจสอบการเขียนด้วยการประมวลผลภาพและใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบประสิทธิภาพโมเดลและการประเมินรับรองด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลประยุกต์ใช้กฎของซิพฟ์ (Zipf’s Law) ในการวิเคราะห์ความรู้คำศัพท์ภาษาไทยสามารถจัดกลุ่มคำได้ 4 กลุ่มตาม ควอไทล์ ได้แก่ คำที่เขียนได้มากที่สุด คำง่าย คำปานกลาง และคำยาก 2) ประยุกต์ใช้โมเดลภาษา Trigram ร่วมกับการรู้จำลายมือและโครงข่ายประสาทแบบคอนโวลูชัน จำแนกคำจากภาพลายมือและจัดลำดับคำได้ตรงกับประโยคต้นฉบับ 100% แม้ข้อมูลนำเข้าจะมีการจัดลำดับไม่แน่นอน 3) ผลการพัฒนาขั้นตอนวิธีตรวจสอบการเขียนประโยคภาษาไทย มีผลลัพธ์ Accuracy, Precision, Recall และ F1-score = 1.0 ทั้งในชุดฝึกและชุดตรวจสอบ รวมถึงไม่มีคำผิดพลาดใน&nbsp; Confusion Matrix ของทั้งประโยคที่ 1 และ 2 และ 4) แนวทางในการใช้งานการตรวจสอบการเขียนภาษาไทยด้วยการประมวลผลภาพมีความเหมาะสม ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.40 ความเหมาะสมอยู่ในระดับ มาก</p> ฐิดารารัตน์ สิทธิ วุฒิชัย พิลึก ชยันต์ นันทวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-14 2026-08-14 4 2 e3118 e3118 10.65205/ajgs.2026.e3118 การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา ของสถานศึกษาภาครัฐ สำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดอุดรธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2729 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารงานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษาในสถานศึกษาภาครัฐ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุดรธานี และ 2) ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษาของสถานศึกษาภาครัฐ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุดรธานี โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากรผู้ทำหน้าที่สอน จากสถานศึกษาภาครัฐ สำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดอุดรธานี 9 แห่ง จำนวน 258 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือคือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาดัชนีความต้องการจำเป็นโดยวิธีแบบปรับปรุง (Priority Needs Index ; PNImodified)</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 41-50 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี มีสถานะเป็นครูผู้สอน (ข้าราชการ) และมีประสบการณ์ในตำแหน่งปัจจุบัน 6-10 ปี สำหรับภาพรวมสภาพปัจจุบันของการบริหารงานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านการกำหนดนโยบายการบริหารงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ในขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการสนับสนุนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียนนักศึกษาเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด</p> <p>จากการประเมินความต้องการจำเป็น โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสภาพปัจจุบันกับสภาพที่พึงประสงค์ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความต้องการจำเป็นด้านการบริหารทรัพยากรการบริหารงานมากที่สุด โดยเฉพาะด้านบุคลากร รองลงมาคือ ด้านการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ มีความต้องการจำเป็นด้านผู้ปกครองมากที่สุด ถัดมาคือ ด้านการสนับสนุนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียนนักศึกษา โดยเฉพาะการกระตุ้นหรือสร้างแรงจูงใจแก่นักเรียน นักศึกษา และสุดท้ายคือด้านการกำหนดนโยบายการบริหารงานกิจกรรมนักเรียน นักศึกษา โดยเฉพาะการปรับปรุงแก้ไขกิจกรรมให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น</p> ฐิติพงศ์ เติมตระกูลลักษณ์ อรชร วัฒนกุล พร้อมภัค บึงบัว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-12 2026-08-12 4 2 10.65205/ajgs.2026.e2729 แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับครูอนุบาล https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2930 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจสภาพปัจจุบันในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ของ<br>ครูอนุบาล 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ของครูอนุบาล และ <br>3) นำเสนอแนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับครูอนุบาล ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ <br>ครูอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 โรงเรียน รวมจำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม<br>ความต้องการจําเป็นในการจัดประสบการณ์ฯ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 มีความเที่ยงเท่ากับ 0.97 และแบบสัมภาษณ์แนวทางการจัดประสบการณ์ฯ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน PNI<sub>Modified</sub> และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ของครูอนุบาล โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การวิเคราะห์ระดับความต้องการจำเป็น ด้านการจัดสภาพแวดล้อมและสื่อมีความต้องการจำเป็นมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการวางแผนการจัดการเรียนรู้ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการประเมิน<br>การเรียนรู้ และด้านการมีความรู้ความเข้าใจของครู ตามลำดับ และ 3) แนวทางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ของครูอนุบาล ประกอบด้วย การวางแผนการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ การประเมินการเรียนรู้ การจัดสภาพแวดล้อมและสื่อ และการมีความรู้ความเข้าใจของครู</p> แคทลียา จักขุจันทร์ สุกานดา ภูจีระ อัครพล ไชยโชค กรัณฑรักข์ วิทยอภิบาลกุล อัฐณีญา สัจจะพัฒนกุล สิริธิดา ชินแสงทิพย์ นทิยา สุพิพัฒน์ วรรณี แกมเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-31 2026-07-31 4 2 e2930 e2930 10.65205/ajgs.2026.e2930 สภาพปัญหาและความต้องการการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ สำหรับครูผู้สอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/3142 <p><strong>บทคัดย่อ (</strong><strong>Abstract)</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการการนิเทศ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ สำหรับครูผู้สอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1</p> <p>งานวิจัยนี้ใช้การวิจัยแบบผสมวิธี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ศึกษานิเทศก์ จำนวน 15 คน ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 168 และครูผู้สอนที่มีนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ จำนวน 338 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญด้านการนิเทศการสอนและด้านการศึกษาพิเศษ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ สำหรับครูผู้สอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ในโรงเรียนประถมศึกษาและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ทั้งศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ มีระดับการดำเนินการการนิเทศในระดับที่น้อยและมีความต้องการในการนิเทศในระดับที่มากที่สุด<br><br></p> ปิยะธิดา ช่างประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-31 2026-07-31 4 2 e3142 e3142 10.65205/ajgs.2026.e3142 วิทยาศาสตร์ในเกลือหวานปัตตานี : การจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ที่บูรณาการท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาสาขาการพัฒนาเด็กปฐมวัย https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2800 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังเรียน และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ที่บูรณาการท้องถิ่น เรื่อง วิทยาศาสตร์ในเกลือหวานปัตตานี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาสาขาการพัฒนาเด็กปฐมวัย จำนวน 39 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) รูปแบบการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (One-Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดทักษะความคิดสร้างสรรค์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบไม่อิสระ (Paired-Samples t-test)ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาหลังเรียน (M = 27.00, S.D. = 1.96) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 13.13, S.D. = 1.75) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ ได้แก่ ความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเริ่ม และความคิดละเอียดลออ พบว่ามีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนในทุกองค์ประกอบ <br>2) ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.70, S.D. = 0.45) โดยนักศึกษาพึงพอใจสูงสุดต่อการได้เข้าใจวิทยาศาสตร์ในภูมิปัญญาท้องถิ่นและการได้ลงมือปฏิบัติจริง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5E เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และสร้างการเรียนรู้ที่มีความหมายสำหรับนักศึกษาครู</p> อานัส สามอ อัรฟัน หะสีแม วันบายูรี คาเว็ง อับดุลฮากิม มะดีเยาะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-23 2026-05-23 4 2 e2800 e2800 10.65205/ajgs.2026.e2800 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทุ่งสง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้แบบคอนสตรัคติวิสต์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2939 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ร่วมกับทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ร่วมกับทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ร่วมกับทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบศึกษากลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/5 โรงเรียนทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 40 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ <br>1) แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส จำนวน 9 แผน มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.98 – 5.00 <br>2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ มีค่าความยาก (p) 0.31 – 0.52 ค่าอำนาจจำแนก (r) 0.31 – 0.64 และค่าความเชื่อมั่น 0.88 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 13 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานทางสถิติโดยใช้สถิติทดสอบค่าที (t-test แบบ Dependent) ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส มีประสิทธิภาพ 86.25/80.10 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ร่วมกับทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก</p> ศิขรินทร์ แซ่ลือ นพพร แหยมแสง จิตราภรณ์ บุญถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-31 2026-07-31 4 2 e2939 e2939 10.65205/ajgs.2026.e2939 การดำเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/ajgs/article/view/2870 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษา จำแนกตามตัวแปรวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ &nbsp;&nbsp;ครูจากโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 จำนวน 309 คน กำหนด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่มตัวอย่างโดยคำนวณจากสูตร Yamane (1973) และสุ่มแบบแบ่งชั้นจำแนกตามขนาดสถานศึกษา &nbsp;แล้วทำการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับสลาก เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม จำนวน 62 ข้อ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.964 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและการทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา ด้านผลลัพธ์และภาพความสำเร็จ ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน 2) เปรียบเทียบผลการดำเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษาจำแนกตามตัวแปรวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</p> ยารอหน๊ะ เมืองเล่ง รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-29 2026-07-29 4 2 e2870 e2870 10.65205/ajgs.2026.e2870