วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd <p>วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ทั้งในลักษณะที่เป็นบทความวิชาการ และบทความวิจัย ซึ่งแสดงให้เห็นสาระความรู้ใหม่จากการทบทวนวรรณกรรม ระเบียบวิธีวิจัยผลการวิจัย การสรุปอภิปราย และหรือการนำไปใช้เพื่อความน่าเชื่อถือและประโยชน์เชิงวิชาการ ในศาสตร์ของศึกษาศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่วารสาร</strong> ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ</strong> เป็นวารสารที่ผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย [Thai-Journal Citation Index (TCI) Centre] รอบที่ 5 จัดอยู่ใน <strong>วารสารกลุ่มที่ 2</strong> (จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572)<br /><br /><strong>กองบรรณาธิการวารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ</strong> มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Processing fees and/or Article Page) จากผู้นิพนธ์บทความ จำนวน 3,500 บาท / บทความ โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เมื่อบทความผ่านการพิจารณาในเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ เพื่อทำการส่งไปยังผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาต่อไป</p> <p>การพิจารณาบทความ จะผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน / บทความ</p> th-TH sumaleech@g.swu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุมาลี เชื้อชัย (Assistant Professor Dr.Sumalee Chauchai)) journal.edswu@gmail.com (ธนภูมิ สุนาถวนิชย์กุล (Thanabhum Sunartvanichkul)) Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวทางการส่งเสริมความเป็นองค์การนวัตกรรม ของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3478 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นองค์การนวัตกรรมของโรงเรียนขยายโอกาส 2) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมความเป็นองค์การนวัตกรรมของโรงเรียนขยายโอกาส ดำเนินการวิจัย 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพความเป็นองค์การนวัตกรรมของโรงเรียนขยายโอกาส กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 18 คน และครู จำนวน 224 คน รวม 242 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการส่งเสริมความเป็นองค์การนวัตกรรมของโรงเรียนขยายโอกาส กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน เลือกแบบเจาะจง เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพความเป็นองค์การนวัตกรรมของโรงเรียนขยายโอกาส ในภาพรวม อยู่ระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากัน คือ ด้านภาวะผู้นำและด้านการทำงานเป็น 2) แนวทางการส่งเสริมความเป็นองค์การนวัตกรรมของโรงเรียนขยายโอกาส พบว่า 1) ด้านวิสัยทัศน์ร่วม ควรสร้างความตระหนักในบทบาทครู เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงความก้าวหน้าของโรงเรียนกับการเติบโตทางวิชาชีพของครู 2) ด้านโครงสร้างองค์การ ควรกำหนดงานแต่ละฝ่ายให้ชัดเจนและยืดหยุ่น เชื่อมโยงนวัตกรรมกับการบริหาร ใช้ศักยภาพและจุดแข็งของครูกำหนดภารกิจ เติมเต็มทักษะผ่านระบบ PROFESSIONAL LEARNING COMMUNITY (PLC) 3) ด้านวัฒนธรรมองค์การ ควรส่งเสริมการทำงานร่วมกันผ่าน PLC ควบคู่กับการเสริมพลังบวก การสนับสนุน ชื่นชมและให้เกียรติ 4) ด้านบรรยากาศในองค์การ ควรสร้างบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัยและเอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่การเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 5) ด้านภาวะผู้นำ ควรใช้ภาวะผู้นำที่เปิดกว้าง โปร่งใส และมีส่วนร่วม สื่อสารนโยบายอย่างชัดเจน และ 6) ด้านการทำงานเป็นทีม ควรส่งเสริมการทำงานเป็นทีมผ่านกิจกรรมสร้างสัมพันธ์ กำหนดบทบาทและภารกิจอย่างเป็นระบบ</p> สรัญธรณ์ จิระเมธินวิชญ์, จิติมา วรรณศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3478 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 วัฒนธรรมคุณภาพที่ส่งผลต่อองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3741 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับวัฒนธรรมคุณภาพและองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบวัฒนธรรมคุณภาพและองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา จำแนกตามสถานภาพและขนาดสถานศึกษา และ 3) ศึกษาวัฒนธรรมคุณภาพที่ส่งผลต่อองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 265 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน การทดสอบที <br />การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) วัฒนธรรมคุณภาพและองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน แต่สถานศึกษาที่มีขนาดต่างกันมีองค์การสมรรถนะสูงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสถานศึกษาขนาดใหญ่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าสถานศึกษาขนาดกลางและขนาดเล็ก และ 3) วัฒนธรรมคุณภาพ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาทีมงานและศักยภาพบุคลากร ด้านภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ และด้านการสร้างคุณค่าและแรงจูงใจสู่ความสำเร็จ สามารถร่วมกันพยากรณ์องค์การสมรรถนะสูงได้ร้อยละ 66.80 (R<sup>2</sup> = .668) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> อัญทริกา โพชะโน , ปรัชญา ธงพานิช, สุมาลี ศรีพุทธรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3741 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการคิดเชิงพื้นที่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดน้อยนพคุณ โดยใช้เกมการศึกษา ตามกระบวนการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3630 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงพื้นที่ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนโดยใช้เกมการศึกษาตามกระบวนการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ และเพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงพื้นที่ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนด้วยเกมการศึกษาตามกระบวนการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์กับนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติ ประชากรในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนวัดน้อยนพคุณ จำนวน 46 คน ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา 4 (ส22103) คณะผู้วิจัยจึงใช้วิธีสุ่มแบบยกชั้นหนึ่งห้องเรียนเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 15 คน และสองห้องเรียนเป็นกลุ่มควบคุม จำนวนรวม 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เกมการศึกษาซึ่งเป็นบอร์ดเกมที่คณะผู้วิจัยพัฒนาขึ้นชื่อเกม “วาดผังนครายุโรป” ที่มีกฎกติกาการเล่นตามขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ แผนจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษาตามกระบวนการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ แผนจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีปกติโดยใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย และแบบวัดทักษะการคิดเชิงพื้นที่ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษาตามกระบวนการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์มีทักษะการคิดเชิงพื้นที่หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ 2) ทักษะการคิดเชิงพื้นที่ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนด้วยเกมการศึกษาตามกระบวนการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p> ศุภพงษ์ แสงอินทร์, พีรายุ ชมภูพฤกษ์, สุทธิพร แท่นทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3630 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เพื่อพัฒนาทักษะทางสมองระดับปฐมวัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3844 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เพื่อพัฒนาทักษะทางสมองระดับปฐมวัยในสถานศึกษา 2) การศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เพื่อพัฒนาทักษะทางสมองระดับปฐมวัยในสถานศึกษา ดำเนินการวิจัย 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง <br />เพื่อพัฒนาทักษะทางสมองระดับปฐมวัยในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 25 คน และครู จำนวน 266 คน รวม 291 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือคือแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เพื่อพัฒนาทักษะทางสมองระดับปฐมวัยในสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้มาโดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เพื่อพัฒนาทักษะทางสมองระดับปฐมวัยในสถานศึกษาในภาพรวม อยู่ระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมวัด และประเมินพัฒนาการ รองลงมา คือ ด้านการมีส่วนร่วมวางแผน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการร่วมจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 2) แนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เพื่อพัฒนาทักษะทางสมองระดับปฐมวัยในสถานศึกษา พบว่า 1) ด้านการมีส่วนร่วมวางแผน ควรสร้างความตระหนัก ความรู้ ความเข้าใจ การกำหนดเป้าหมายร่วมกันระหว่างครู และผู้ปกครอง ในการจัดประสบการณ์ 2) ด้านการมีส่วนร่วมจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ควรส่งเสริมให้ผู้ปกครองให้เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ผ่านการเล่น ใช้ทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับบริบทจริงและส่งเสริมทักษะทางสมอง 3) ด้านการมีส่วนร่วมจัดสื่อ และแหล่งเรียนรู้ ควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะทางสมอง และจัดระบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 4) ด้านการมีส่วนร่วมวัดและประเมินพัฒนาการ ควรให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการประเมิน และสะท้อนผลที่ช่วยพัฒนาทักษะทางสมองของเด็กปฐมวัยได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> สุทธิดา กาวิใจ, วรินทร บุญยิ่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3844 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการเสริมสร้างความเป็นนวัตกรของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3746 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการเสริมสร้างความเป็นนวัตกรของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 และ 2) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างความเป็นนวัตกรของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 34 คน และครูผู้สอน 285 คน รวมทั้งสิ้น 319 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ และสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ <br />(1) แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามมีค่าเท่ากับ 0.98 (2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างโดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน และ (3) แบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของแนวทางจากผู้เชี่ยวชาญ 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นการวิเคราะห์เนื้อหา ค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยควอไทล์ ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.51) สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.67) และความต้องการจำเป็นเรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ 1) ด้านทักษะการเรียนรู้ 2) ด้านทักษะการทดลอง 3) ด้านทักษะการสังเกต <br />4) ด้านทักษะการตั้งคำถาม 5) ด้านทักษะการสร้างเครือข่าย และ 6) ด้านทักษะการคิดสร้างสรรค์ 2) แนวทางการเสริมสร้างความเป็นนวัตกรของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 ประกอบด้วย 6 ด้าน 31 แนวทาง ดังนี้ 1) ด้านทักษะการเรียนรู้ มี 5 แนวทาง 2) ด้านทักษะการทดลอง มี 6 แนวทาง 3) ด้านทักษะการสังเกต มี 4 แนวทาง 4) ด้านทักษะการตั้งคำถาม มี 5 แนวทาง 5) ด้านทักษะการสร้างเครือข่าย มี 6 แนวทาง และ 6) ด้านทักษะการคิดสร้างสรรค์ มี 5 แนวทาง และผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของแต่ละแนวทางอยู่ในระดับมากที่สุด</p> อรรถพล มณีสา, ชาติชาย เกตุพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3746 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวงจรการสะท้อนคิดของกิบส์ร่วมกับหลักเพอร์มาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการฟื้นพลังของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3871 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวงจรการสะท้อนคิดของกิบส์ร่วมกับหลักเพอร์มาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการฟื้นพลังของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 12 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น 2) แบบวัดความสามารถในการฟื้นพลัง 3) แบบสัมภาษณ์ และ 4) แบบบันทึกสะท้อนคิด ผลวิจัยปรากฏว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีกิจกรรม 4 กิจกรรมที่ให้นักเรียนได้เผชิญเหตุการณ์ยากลำบากในชีวิตจากระดับตนเองสู่ระดับชุมชน แต่ละกิจกรรมมี 6 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การบรรยายเหตุการณ์ในสภาพแวดล้อมเชิงบวก (2) การสะท้อนความรู้สึกที่แสดงถึงความเข้าใจตนเองและผู้อื่น (3) การประเมินผลที่แสดงถึงการมองเห็นคุณค่าในตนเอง (4) การวิเคราะห์เหตุการณ์อย่างสร้างสรรค์ (5) การสรุปผลของเหตุการณ์ที่สะท้อนความสามารถและคุณลักษณะของตนเอง และ (6) การวางแผนเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ผ่านการมีมุมมองเชิงบวก 2) ผลการใช้ชุดกิจกรรม ปรากฏว่า 2.1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการฟื้นพลังหลังการใช้ชุดกิจกรรม สูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2.2) ภายหลังเข้าร่วม นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่หลีกเลี่ยงการเผชิญเหตุการณ์ปัญหามาเป็นการพยายามทำความเข้าใจ รับรู้วิธีการรับมือ และกล้าเผชิญเหตุการณ์ยิ่งขึ้น</p> อรญา อินจันทร์, ชาริณี ตรีวรัญญู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3871 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสื่อความจริงเสริมร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการการศึกษาพหุภาษา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3984 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ความจริงเสริม ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ในรายวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่องหลักการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) พัฒนาความสามารถในการคิดเชิงคำนวณ เรื่องหลักการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ต่อใช้สื่อการเรียนรู้ความจริงเสริม ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการการศึกษาพหุภาษา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา จำนวน 32 คนที่ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) สื่อความจริงเสริม 2) แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงคำนวณ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ ผลวิจัยพบว่า 1) ผลการประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ความจริงเสริม ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ พบว่า คุณภาพของสื่อความจริงเสริมที่สร้างขึ้นอยู่ในระดับดีมาก 2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงคำนวณก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยสื่อการเรียนรู้ความจริงเสริม ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ คะแนนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนหลังจากใช้สื่อการเรียนรู้ความจริงเสริม ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p> กิตติศักดิ์ สงบจิตร์ , ณัฐพล รำไพ, สูติเทพ ศิริพิพัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3984 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการเขียนสารคดีสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กลยุทธ์ PLEASE ร่วมกับการประเมินโดยเพื่อน https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/4062 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการความสามารถในการเขียนสารคดีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์ PLEASE ร่วมกับการประเมินโดยเพื่อน และ 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์ PLEASE ร่วมกับการประเมินโดยเพื่อน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 38 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้การเขียนสารคดีโดยใช้กลยุทธ์ PLEASE ร่วมกับการประเมินโดยเพื่อน จำนวน 4 แผน 2) แบบประเมินความสามารถในการเขียนสารคดี และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (<em>M</em>) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One - way repeated measures ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า พัฒนาการความสามารถในการเขียนสารคดีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์ PLEASE ร่วมกับการประเมินโดยเพื่อนอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.55, <em>SD</em> = .60)</p> บุษยมาศ บุญก่อสร้าง, พิณพนธ์ คงวิจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/4062 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกของนักศึกษาสาขาครุศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/4249 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาในการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกของนักศึกษาสาขาครุศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาระดับการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกของนักศึกษาสาขาครุศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร และ 3) เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารทางการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกของนักศึกษาสาขาครุศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร จำแนกตามชั้นปี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาครุศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 398 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาในการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารทางการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.91, S.D. = 0.73) และระดับการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.25, S.D. = 0.54) นอกจากนี้ นักศึกษาที่มีชั้นปีแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารทางการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F(3, 394) = 4.22, p = .006)</p> กัญญ์รัชการย์ เลิศอมรศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/4249 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3786 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 348 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรทาโร่ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งเป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบัน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 และแบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น และ 2) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ท่าน ลักษณะแบบสัมภาษณ์เป็นแบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ดัชนีความต้องการจำเป็นโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (PNI Modified = 0.124) และ 2) แนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมประกอบด้วย 6 ด้าน ดังนี้ 2.1) ด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง มี 3 แนวทาง 2.2) ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม มี 3 แนวทาง 2.3) ด้านการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม มี 4 แนวทาง 2.4) ด้านการสร้างบรรยากาศองค์กรนวัตกรรม มี 3 แนวทาง 2.5) ด้านการบริหารความเสี่ยง มี 3 แนวทาง และ2.6) ด้านการมีกลยุทธ์นวัตกรรม มี 3 แนวทาง</p> ชัชญาภา สารผล, ชาติชาย เกตุพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3786 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจและทัศนคติของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาพื้นฐานวิชาชีพ: กรณีรายวิชาพื้นฐานการนวดไทย https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3914 <p>การศึกษาเชิงสำรวจด้วยวิธีเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจและทัศนคติของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาพื้นฐานวิชาชีพ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาพื้นฐานการนวดไทย จำนวน 81 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถามประกอบด้วย 4 ตอน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ความพึงพอใจ ทัศนคติ และข้อเสนอแนะเพิ่มเติม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 88.89) มีอายุเฉลี่ย 19.17 ปี และมีความตั้งใจศึกษาต่อจนจบหลักสูตร (ร้อยละ 82.71) โดยมีผลการเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี (เกรดเฉลี่ย 3.00–3.49 ร้อยละ 56.79) สำหรับความพึงพอใจ พบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านอาจารย์ผู้สอนและผู้คุมปฏิบัติการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (𝑥̄ = 4.55±0.61) รองลงมาคือ ด้านวิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน (𝑥̄ = 4.53±0.59) ด้านการวัดและประเมินผล (𝑥̄ = 4.51±0.63) ด้านปัจจัยสนับสนุนการเรียนการสอน (𝑥̄ = 4.51±0.62) และด้านเนื้อหาในรายวิชา (𝑥̄ = 4.46±0.63) ตามลำดับ ส่วนทัศนคติของนักศึกษา พบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย โดยด้านการวัดและประเมินผลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (𝑥̄ = 4.48±0.61) รองลงมาคือ ด้านวิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน (𝑥̄ = 4.45±0.60) ด้านปัจจัยสนับสนุนการเรียนการสอน (𝑥̄ = 4.43±0.60) ด้านเนื้อหาในรายวิชา (𝑥̄ = 4.36±0.60) และด้านอาจารย์ผู้สอนและผู้คุมปฏิบัติการ (𝑥̄ = 4.28±0.68) ตามลำดับ สรุปได้ว่า นักศึกษามีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดและมีทัศนคติในระดับเห็นด้วยต่อการจัดการเรียนการสอน สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะด้านผู้สอนและกิจกรรมการเรียนรู้</p> บดินทร์ ชาตะเวที, นงลักษณ์ กุลวรรัตต์ , พัชรวลัย ใจสมุทร, จุฬาลักษณ์ โชคไพศาล , ทวีภรณ์ คีรีคช, ดวงทิพย์ สนธิเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3914 Mon, 07 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ร่วมกับบทบาทสมมติ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3927 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก่อนและหลังได้รับการสอนด้วยวิดีโอปฏิสัมพันธ์ร่วมกับบทบาทสมมติ ใช้แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest–Posttest Design) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษจำนวน 5 คน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในห้องเรียนคู่ขนาน โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ วิดีโอปฏิสัมพันธ์ แบบประเมินการรับมือกับการถูกกลั่นแกล้ง และแบบวัดเชิงสถานการณ์การรับมือกับการถูกกลั่นแกล้ง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองนักเรียนส่วนใหญ่มีพัฒนาการด้านการรับมือกับการถูกกลั่นแกล้ง โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 20.20 เป็น 24.00 คิดเป็นร้อยละ 18.81 นักเรียนจำนวน 4 คนมีคะแนนเพิ่มขึ้น และ 1 คนมีคะแนนคงที่ นอกจากนี้ ผลการสังเกตพฤติกรรมระหว่างเรียนพบว่า นักเรียนสามารถรับมือกับสถานการณ์จำลองได้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าการสอนด้วยวิดีโอปฏิสัมพันธ์ร่วมกับบทบาทสมมติสามารถส่งเสริมทักษะการรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้</p> เพ็ญพิชชา อุทุมสกุลรัตน์ , สุธาวัลย์ หาญขจรสุข, ชนิดา มิตรานันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3927 Thu, 10 Sep 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการกิจกรรมกีฬา นันทนาการ และการใช้เครื่องมือดิจิทัล ในการออกกำลังกายของนักสื่อสารมวลชนทางการกีฬา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/4184 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการกิจกรรมกีฬา นันทนาการ และการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการออกกำลังกายของนักสื่อสารมวลชนทางการกีฬา และ 2) เปรียบเทียบความต้องการกิจกรรมกีฬา นันทนาการ และการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการออกกำลังกายของนักสื่อสารมวลชนทางการกีฬา ตามตัวแปรเพศ อายุ และสมาคมที่สังกัด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักสื่อสารมวลชนทางการกีฬาที่เป็นสมาชิกในสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาออนไลน์ จำนวน 230 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 54 ข้อ มีค่าความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.971 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบทางเดียว และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการแอลเอสดี ผลการวิจัยพบว่า 1) นักสื่อสารมวลชนทางการกีฬามีความต้องการกิจกรรมกีฬา นันทนาการ และการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการออกกำลังกาย โดยรวม อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.50, S.D.=0.20) 2) นักสื่อสารมวลชนทางการกีฬาที่มีเพศ อายุ และสมาคมที่สังกัดต่างกัน มีความต้องการกิจกรรมกีฬา นันทนาการ และการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการออกกำลังกาย โดยรวม ไม่แตกต่างกัน 3) ความต้องการกิจกรรมกีฬา นันทนาการ และการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการออกกำลังกายของนักสื่อสารมวลชนทางการกีฬา เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักสื่อสารมวลชนทางการกีฬาที่มีอายุต่างกัน มีความต้องการกิจกรรมกีฬาและนันทนาการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพบว่านักสื่อสารมวลชนทางการกีฬากลุ่มอายุ 31–45 ปี มีความต้องการกิจกรรมกีฬา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.53, S.D.=0.28) สูงกว่ากลุ่มอายุ 46 ปีขึ้นไป (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.41, S.D.=0.30) และมีความต้องการกิจกรรมนันทนาการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.56, S.D.=0.31) สูงกว่ากลุ่มอายุต่ำกว่า 31 ปี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.42, S.D.=0.28) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> เบญจาภรณ์ ปานปิ่น, สุปราณี ขวัญบุญจันทร์, พิมพา ม่วงศิริธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/4184 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันที่มีต่อความสามารถในการวิเคราะห์และประยุกต์ใช้คุณค่าจากวรรณคดี เรื่อง มงคลสูตรคำฉันท์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3943 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบความสามารถในการวิเคราะห์และประยุกต์ใช้คุณค่าจากวรรณคดี เรื่อง มงคลสูตรคำฉันท์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้<br />โดยใช้บอร์ดเกมตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน (2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการใช้บอร์ดเกมตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนราธิวาส ปีการศึกษา 2568 จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บอร์ดเกม “มงคลมีเดีย : เกมสร้างสรรค์คุณค่าชีวิต” แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน แบบทดสอบวัดความสามารถในการวิเคราะห์และประยุกต์ใช้คุณค่าจากวรรณคดี เรื่อง มงคลสูตรคำฉันท์ และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน ผลการวิจัยพบว่า (1) ความสามารถในการวิเคราะห์และประยุกต์ใช้คุณค่าจากวรรณคดี เรื่อง มงคลสูตรคำฉันท์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้บอร์ดเกมตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน อยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 3.60, <em>SD</em> = 0.44 ) โดยอันดับความพึงพอใจสูงสุด คือนักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในการอ่านวิเคราะห์มากขึ้น </p> วิมลมณี นิลมณี , นูรอัฟนาน รอแม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3943 Fri, 02 Oct 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/4093 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา และสร้างและประเมินโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 260 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 สร้างและประเมินโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีผลงานวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้ 1) สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความต้องการจำเป็นเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ พบว่า ด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ และ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลตามลำดับ และ 2) โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย เนื้อหา วิธีดำเนินการ และ การประเมินผลโปรแกรม โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 Module ได้แก่ Module 1 การกระตุ้นการใช้ปัญญา Module 2 การสร้างแรงบันดาลใจ Module 3 การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ และ Module 4 การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคล และการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> อาทิตยา อโนพันธ์, ธัชชัย จิตรนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/4093 Mon, 05 Oct 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาบอร์ดเกมการศึกษาความเป็นจริงเสริม ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/4143 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพบอร์ดเกมการศึกษาความเป็นจริงเสริมตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงคำนวณก่อนและหลังเรียนของกลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม และระหว่างกลุ่มหลังเรียนและ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบอร์ดเกมการศึกษาความเป็นจริงเสริมฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 78 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง <br />39 คน และกลุ่มควบคุม 39 คน โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บอร์ดเกมการศึกษาความเป็นจริงเสริม แผนการจัดการเรียนรู้สำหรับครู แบบประเมินทักษะการคิดเชิงคำนวณ และแบบบันทึกกิจกรรมและความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างอิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) บอร์ดเกมที่พัฒนาขึ้นมีผลการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด และประสิทธิภาพ 81.88/97.00 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และ 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีทักษะการคิดเชิงคำนวณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อบอร์ดเกมการศึกษาความเป็นจริงเสริมฯ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 3.35, SD = 0.83)</p> กมเลศ โพธิ์ทอง, บุญรัตน์ แผลงศร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/4143 Mon, 05 Oct 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถการอ่านเขียนสะกดคำและแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/4095 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2) เปรียบเทียบความสามารถการเขียนสะกดคำก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 3) ศึกษาพัฒนาการความสามารถการอ่านสะกดคำระหว่างการจัดการเรียนรู้ 4) ศึกษาพัฒนาการความสามารถการเขียนสะกดคำระหว่างการจัดการเรียนรู้ และ 5) ศึกษาแรงจูงใจในการเรียนรู้หลังการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองยาว ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 17 คน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบอนุกรมเวลา (One-Group Time-Series Design) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบความสามารถในการอ่านสะกดคำ แบบทดสอบความสามารถในการเขียนสะกดคำ แบบทดสอบระหว่างเรียน และแบบวัดแรงจูงใจในการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<em>M</em>) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>) การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test dependent) และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนเมื่อมีการวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการอ่านสะกดคำหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการอ่านสะกดคำสูงขึ้นในทุกครั้งของการวัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความสามารถในการเขียนสะกดคำหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ความสามารถในการเขียนสะกดคำสูงขึ้นในทุกครั้งของการวัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 5) นักเรียนมีแรงจูงใจในการเรียนรู้หลังการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> ชนิกานต์ สุนทรลิขิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/4095 Mon, 05 Oct 2026 00:00:00 +0700