วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd <p>วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ทั้งในลักษณะที่เป็นบทความวิชาการ และบทความวิจัย ซึ่งแสดงให้เห็นสาระความรู้ใหม่จากการทบทวนวรรณกรรม ระเบียบวิธีวิจัยผลการวิจัย การสรุปอภิปราย และหรือการนำไปใช้เพื่อความน่าเชื่อถือและประโยชน์เชิงวิชาการ ในศาสตร์ของศึกษาศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่วารสาร</strong> ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ</strong> เป็นวารสารที่ผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย [Thai-Journal Citation Index (TCI) Centre] รอบที่ 5 จัดอยู่ใน <strong>วารสารกลุ่มที่ 2</strong> (จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572)<br /><br /><strong>กองบรรณาธิการวารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ</strong> มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Processing fees and/or Article Page) จากผู้นิพนธ์บทความ จำนวน 3,500 บาท / บทความ โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เมื่อบทความผ่านการพิจารณาในเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ เพื่อทำการส่งไปยังผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาต่อไป</p> <p>การพิจารณาบทความ จะผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน / บทความ</p> คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ th-TH วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ 2774-0188 การพัฒนาเกมดิจิทัลโดยใช้สถานการณ์จำลองตามหลักตรรกศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถทางด้านแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3008 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาเกมดิจิทัลโดยใช้สถานการณ์จำลองตามหลักตรรกศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถทางด้านแก้ปัญหาให้กับผู้เรียน 2) เพื่อศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาของผู้เรียน ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมดิจิทัลโดยใช้สถานการณ์จำลองตามหลักตรรกศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถทางด้านแก้ปัญหาให้กับผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี หลักสูตรคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 36 คน ได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) เกมดิจิทัลโดยใช้สถานการณ์จำลองตามหลักตรรกศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถทางด้านแก้ปัญหา 2) แบบประเมินความสามารถทางด้านแก้ปัญหา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาเกมดิจิทัลโดยใช้สถานการณ์จำลองตามหลักตรรกศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถทางด้านแก้ปัญหาให้กับผู้เรียน มีผลการประเมินระดับคุณภาพโดยรวมในระดับมีคุณภาพมากที่สุด 2) ผลการประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยวิธีทางตรรกศาสตร์ หลังใช้เกมดิจิทัลโดยใช้สถานการณ์จำลองตามหลักตรรกศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถทางด้านแก้ปัญหา สูงกว่าก่อนใช้ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ &lt;0.01 ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการนำเกมมาช่วยพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เหมาะสมกับยุคศตวรรษที่ 21 นั้นเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียนรู้ และเกิดการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาให้แก่ผู้เรียน</p> วีรกิตติ์ กล่อมเกลี้ยง นฤมล ศิระวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-19 2026-03-19 27 1 1 19 การพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3060 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 2) พัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ การวิจัยนี้เป็นการเชิงปฏิบัติการ (Action Research) 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล โดยมีกลุ่มผู้ร่วมวิจัย จำนวน 10 คน ได้มาโดยความสมัครใจ เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความในการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตและแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ร่วมวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการตีความและสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของ ก.ค.ศ.8 ตัวชี้วัด ก่อนพัฒนาได้คะแนน 12 คะแนนคิดเป็นร้อยละ 60 และหลังได้รับการพัฒนา ได้คะแนน 17 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 75 เพิ่มมากขึ้นก่อนได้รับพัฒนา 5 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 25 2) ผู้ร่วมวิจัยมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.49) และ 3) ผู้ร่วมวิจัยมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของ ก.ค.ศ. 8 ตัวชี้วัด อยู่ในระดับดีมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.49)</p> สมหวัง พันธะลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-19 2026-03-19 27 1 20 37 การสร้างสรรค์งานศิลปะสื่อผสมรูปแบบกึ่งนามธรรมบนผ้าใบ ด้วยเทคนิคไซยาโนไทป์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3429 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและทดลองกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะสื่อผสมรูปแบบกึ่งนามธรรมบนผ้าใบ โดยประยุกต์ใช้เทคนิคไซยาโนไทป์ 2) เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะสื่อผสมรูปแบบกึ่งนามธรรม เรื่อง“มนุษย์และธรรมชาติ” และ 3) เพื่อประเมินผลของเทคนิคไซยาโนไทป์ต่อรูปแบบและสุนทรียภาพของงานศิลปะที่สร้างขึ้น กระบวนการวิจัย ประกอบด้วย การศึกษาเอกสาร การทดลองปฏิบัติการในสตูดิโอ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต้นแบบจำนวน 8 ชิ้น และการประเมินผลงาน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางทัศนศิลป์ จำนวน 5 คน และผู้เข้าชมนิทรรศการ จำนวน 50 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) เทคนิคไซยาโนไทป์สามารถประยุกต์ใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนผ้าใบได้โดยใช้ผ้าใบดิบหรือผ้าฝ้ายดิบที่ไม่ผ่านการรองพื้นและต้องซักล้างก่อนใช้งาน การปล่อยให้สารเคมีแห้งตัวอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และการควบคุมระยะเวลารับแสงแดดที่ 20-25 นาทีจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 2) การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสื่อผสมรูปแบบกึ่งนามธรรม ได้ผลงานสร้างสรรค์จำนวน 8 ชิ้นที่เป็นการผสมผสานการพิมพ์ไซยาโนไทป์ ด้วยวัสดุจากธรรมชาติ วัสดุสังเคราะห์ และแผ่นฟิล์มภาพถ่าย ผสมเข้ากับการปะติด และสีอะคริลิกได้อย่างกลมกลืน ถ่ายทอดแนวคิด "มนุษย์และธรรมชาติ" ในรูปแบบกึ่งนามธรรม 3) ผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเห็นว่าเทคนิคนี้ สร้างสุนทรียภาพที่เป็นเอกลักษณ์ผ่านโทนสีฟ้า ปรัสเซียน และร่องรอยจากธรรมชาติ และผู้ชมนิทรรศการมีความพึงพอใจต่อผลงานในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.65) โดยประเด็นที่ผู้เข้าชมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คือ ความน่าสนใจของรูปแบบกึ่งนามธรรมในการถ่ายทอดแนวคิด (ค่าเฉลี่ย 4.80) องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนี้จึงเป็นแนวทางใหม่ในการสร้างสรรค์ทัศนศิลป์ร่วมสมัย และสามารถต่อยอดเป็นสื่อการเรียนการสอนทางศิลปศึกษาได้ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ได้ต่อไป</p> แกล้วทนง สอนสังข์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-26 2026-03-26 27 1 38 54 ผลของการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบบูรณาการผ่านกิจกรรม “นักออกแบบอาหาร” โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3063 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบบูรณาการผ่านกิจกรรม "นักออกแบบอาหาร" โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) จำนวน 30 คน ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกลบเศษส่วนที่ตัวส่วนไม่เท่ากัน ใบกิจกรรม เรื่อง การคิดกำไรต้นทุน และใบกิจกรรม เรื่อง เลขวิทย์กับชีวิตเรา สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความคิดสร้างสรรค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (M=3.66 SD=1.68) เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า คิดคล่องมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M=3.93 SD=1.75) คิดอเนกนัย (M=3.89 SD=1.77) คิดยืดหยุ่น (M=3.57 SD=1.68) และคิดเป็นต้นแบบมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (M=3.25 SD=1.51) ตามลำดับ</p> พนิตตา วงษ์พานิช กฤษณะ มุขแก้ว วรินทร จันทรศารทูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-26 2026-03-26 27 1 55 66 การบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อพลังขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3128 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาพลังขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร 3) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับพลังขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร และ 4) ศึกษาอิทธิพลของการบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อพลังขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูสังกัดกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2568 จำนวน 370 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับอยู่ที่ 0.988 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และค่าการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด 2) พลังขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด 3) การบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ในทางบวกกับพลังขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) การบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ส่งผลต่อพลังขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ละอองดาว โจทย์ครบุรี คึกฤทธิ์ ศิลาลาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-27 2026-03-27 27 1 67 83 การเสริมสร้างวินัยนักเรียนตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3167 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นการเสริมสร้างวินัยนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด 2) ศึกษาวิธีการเสริมสร้างวินัยนักเรียนตามหลักพุทธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ดและ 3) เสนอแนวทางการเสริมสร้างวินัยสำหรับนักเรียนตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด การวิจัยนี้เป็นแบบผสมวิธีคือ งานวิจัยเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 345 คน ในการตอบแบบสอบถามความคิดเห็น และใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ตอบแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็นที่สถานศึกษาต้องการให้เกิดขึ้นด้วยวิธี Priority Needs Index (PNI) งานวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์เนื้อหาการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป/คน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการเสริมสร้างวินัยนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมากและสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) วิธีการเสริมสร้างวินัยนักเรียนตามหลักพุทธรรม ผู้บริหารควรเป็นแบบอย่างด้านความประพฤติ สร้างกฎระเบียบที่ชัดเจน ปลูกฝังความซื่อสัตย์และเคารพสิทธิผู้อื่น 3) ผลการเสนอแนวทางการเสริมสร้างวินัยสำหรับนักเรียนตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความเหมาะสมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านความเป็นประโยชน์ และด้านความเป็นไปได้</p> หัทยา ผิวฟัก พีรวัฒน์ ชัยสุข พระครูสุตวรธรรมกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-27 2026-03-27 27 1 84 96 ประสิทธิภาพของโปรแกรมกิจกรรมกลุ่มเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมและสุขภาพจิตของทหารเกณฑ์ใหม่ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3148 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และคะแนนเฉลี่ยสุขภาพจิตของกลุ่มทดลองก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมกลุ่ม และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยสุขภาพจิตระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นทหารกองประจำการเสนารักษ์ ผลัด 1/2567 จังหวัดลพบุรี ผู้วิจัยใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 16 คน และสุ่มอย่างง่ายจัดเป็นกลุ่มทดลอง 8 คน และกลุ่มควบคุม 8 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบวัดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม แบบทดสอบดัชนีชี้วัดสุขภาพจิตคนไทยฉบับสั้น (TMHI-15) และโปรแกรมกิจกรรมกลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า ทหารเกณฑ์ใหม่ที่เข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมกลุ่มมีคะแนนเฉลี่ยการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และคะแนนเฉลี่ยสุขภาพจิตสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และทหารเกณฑ์ใหม่การที่เข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมกลุ่ม และทหารเกณฑ์ใหม่ที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมมีคะแนนสุขภาพจิตไม่แตกต่างกัน</p> หนึ่งนภา ธนะศรีรังกูล ภูริเดช พาหุยุทธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 27 1 97 107 การพัฒนาพอดแคสต์เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษีสำหรับประชาชน https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3253 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาพอดแคสต์เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษีสำหรับประชาชน และ (2) ศึกษาผลการใช้พอดแคสต์เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษีสำหรับประชาชน กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) ได้แก่ ประชาชนผู้มีหน้าที่เสียภาษีในประเทศไทย และใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ที่พบเห็นการเผยแพร่พอดแคสต์เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษีสำหรับประชาชน โดยกำหนดระยะเวลาในการเผยแพร่ 1 เดือน จำนวน 132 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) พอดแคสต์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษีสำหรับประชาชน และเอกสารประกอบการฟัง (2) แบบประเมินคุณภาพของพอดแคสต์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษีสำหรับประชาชน (3) แบบประเมินความสอดคล้องเชิงเนื้อหาพอดแคสต์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษีสำหรับประชาชน (4) แบบทดสอบความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษีสำหรับประชาชน ผลการวิจัยพบว่า <br />(1) ผลการพัฒนาพอดแคสต์เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษีสำหรับประชาชน พบว่า คุณภาพของ พอดแคสต์เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษีสำหรับประชาชน มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ( ค่าเฉลี่ย = 4.89 S.D.= 0.32) โดยด้านเนื้อหา(ค่าเฉลี่ย = 4.87 S.D.= 0.35) ด้านรูปแบบการนำเสนอ (ค่าเฉลี่ย = 4.87 S.D.= 0.35) ด้านความน่าสนใจ การมีส่วนร่วม (ค่าเฉลี่ย = 4.89 S.D.= 0.33) และด้านความเหมาะสมของการนำไปใช้ (ค่าเฉลี่ย = 5.00 S.D.= 0.00) มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด และ(2) ความรู้ความเข้าใจหลังได้รับฟังพอดแคสต์เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษีสำหรับประชาชน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> พิรยา แสงเรืองรอบ นฤมล ศิระวงษ์ นิพาดา ไตรรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 27 1 108 134