https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/issue/feed
วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ
2025-12-30T15:59:35+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุมาลี เชื้อชัย (Assistant Professor Dr.Sumalee Chauchai)
sumaleech@g.swu.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ทั้งในลักษณะที่เป็นบทความวิชาการ และบทความวิจัย ซึ่งแสดงให้เห็นสาระความรู้ใหม่จากการทบทวนวรรณกรรม ระเบียบวิธีวิจัยผลการวิจัย การสรุปอภิปราย และหรือการนำไปใช้เพื่อความน่าเชื่อถือและประโยชน์เชิงวิชาการ ในศาสตร์ของศึกษาศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่วารสาร</strong> ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ</strong> เป็นวารสารที่ผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย [Thai-Journal Citation Index (TCI) Centre] รอบที่ 5 จัดอยู่ใน <strong>วารสารกลุ่มที่ 2</strong> (จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572)<br /><br /><strong>กองบรรณาธิการวารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ</strong> มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Processing fees and/or Article Page) จากผู้นิพนธ์บทความ จำนวน 3,500 บาท / บทความ โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เมื่อบทความผ่านการพิจารณาในเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ เพื่อทำการส่งไปยังผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาต่อไป</p> <p>การพิจารณาบทความ จะผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน / บทความ</p>
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3273
บรรณาธิการแถลง
2025-12-30T15:59:35+07:00
สุมาลี เชื้อชัย
s.chuachai@gmail.com
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/2259
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการศึกษาดนตรีสากล ในสถาบันอุดมศึกษา
2025-07-08T18:11:46+07:00
จงลักษณ์ เมอริดิธ
journal.edswu@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ ศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการศึกษาดนตรีสากล ในสถาบันอุดมศึกษา ดังนี้ ประเด็นที่ 1 แนวคิดเกี่ยวกับสถาบันอุดมศึกษา ประเด็นที่ 2 ความรู้เนื้อหาผสานวิธีสอนและเทคโนโลยี โดยศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง 3 องค์ความรู้หลักของอาจารย์ในการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ และประเด็นที่ 3 แนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการศึกษาดนตรีสากล ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผลการศึกษา พบว่า 1) การศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการศึกษาดนตรีสากล ในสถาบันอุดมศึกษา ประเด็นที่ 1 แนวคิดเกี่ยวกับสถาบันอุดมศึกษา ส่วนที่ 1 มาตรฐานการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 หมวด 2 ข้อ 12 คือ มีที่สำคัญ 5 ข้อ ส่วนที่ 2 มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 ข้อ 4 มีที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ความรู้ 2) ทักษะ 3) จริยธรรม และ 4) ลักษณะบุคคล ประเด็นที่ 2 ความรู้เนื้อหาผสานวิธีสอนและเทคโนโลยี คือ มีที่สำคัญ 3 องค์ความรู้หลัก ได้แก่ ความรู้ด้านเนื้อหา ความรู้ด้านวิธีสอน และความรู้ ด้านเทคโนโลยี และประเด็นที่ 3 แนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการศึกษาดนตรีสากล ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สำหรับภาคทฤษฎีมีที่สำคัญ คือ การนำองค์ความรู้เกี่ยวกับดนตรีสากล มาใช้ในการเรียนการสอนดนตรีสากล โดยวิธีการถ่ายทอดผ่านการปฏิบัติ หลักในการสอนภาคทฤษฎีดนตรีสากล มีความสำคัญมากสำหรับภาคปฏิบัติ ที่สำคัญ คือ การพัฒนาทุนมนุษย์ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ช่วยเสริมสร้างทักษะเฉพาะ ด้านสุนทรียภาพ การแสดงดนตรีภาคปฏิบัติอย่างเชี่ยวชาญ การประยุกต์ใช้ AINA สำหรับการประพันธ์เพลงคลาสสิก เพื่อการเรียนรู้เฉพาะบุคคล และการใช้ Suno AI ประยุกต์ใช้กับการสร้างสรรค์ผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ ทั้งเพลงสำหรับประกอบละครสั้น ที่มีเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีประกอบที่หลากหลาย สำหรับการทำงานเป็นทีมและการเรียนรู้หลากหลายของผู้เรียน</p>
2025-12-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/2339
องค์ประกอบของ Soft Power เพื่อการบริหารสถานศึกษาขนาดเล็กด้วยหัวใจของชุมชน
2025-07-16T16:40:59+07:00
ชัชชาย จีระวัฒน์วงศ์
679814004@crru.ac.th
สมเกียรติ ตุ่นแก้ว
journal.edswu@gmail.com
สุวดี อุปปินใจ
journal.edswu@gmail.com
พูนชัย ยาวิราช
journal.edswu@gmail.com
<p>ภายใต้การเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวล้ำทางเทคโนโลยี โรงเรียนขนาดเล็กของไทยเผชิญความท้าทายด้านบุคลากรและทรัพยากรอย่างรุนแรง ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา บทความวิชาการนี้จึงนำเสนอแนวคิด “Soft Power” เป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์สำหรับการบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสังเคราะห์ความหมาย และบริบทของ Soft Power ในมิติการศึกษา รวบรวมองค์ประกอบ Soft Power 4 ด้าน รวม 17 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ทักษะทางสังคมและการพัฒนาตนเอง (2) การสื่อสารและความร่วมมือ (3) การศึกษาและนวัตกรรม และ (4) วิสัยทัศน์-ค่านิยม-วัฒนธรรม พร้อมทั้งเชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านี้กับภาคปฏิบัติของผู้บริหารสถานศึกษา และเสนอแนวทางประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูอย่างยั่งยืน บทความฉบับนี้นำเสนอวิธีที่ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำองค์ประกอบ Soft Power ไปใช้ในการสร้างแรงจูงใจ รักษาครู และเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ และนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการปรับใช้ Soft Power ในบริบทการศึกษาของไทย เพื่อเติมเต็มช่องว่างเชิงทฤษฎีและเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กและผู้กำหนดนโยบายการศึกษา</p>
2025-12-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/3156
การเล่นเพื่อประเมิน : แนวทางการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้
2025-12-02T16:55:23+07:00
พรชุลี ลังกา
poundy40@hotmail.com
ศศิธร รณะบุตร
Sasithorn_Ran@dusit.ac.th
นิศารัตน์ อิสระมโนรส
journal.edswu@gmail.com
<p>การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการสำคัญในการศึกษาข้อมูลความสามารถของเด็กในแต่ละด้าน เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามการประเมินรูปแบบเดิมที่เน้นการทดสอบอย่างเป็นทางการมักสร้างความเครียดให้กับเด็ก ขาดข้อมูลในสถานการณ์จริง และไม่สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยที่เรียนรู้ผ่านการเล่น บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวคิดการประเมินผ่านการเล่น (Play-Based Assessment) ซึ่งเป็นวิธีการประเมินพัฒนาการโดยจัดให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระหรือในสถานการณ์ที่ครูจัดขึ้นอย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยครูสังเกตพฤติกรรม การโต้ตอบ การคิดแก้ปัญหา และการใช้ทักษะต่างๆ ของเด็กในระหว่างเล่น การประเมินแบบนี้สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กปฐมวัย ลดความกดดัน ให้ข้อมูลเชิงลึกในสถานการณ์จริง และสามารถประเมินได้ครอบคลุม<br />ทุกด้านพัฒนาการ บทความยังนำเสนอเครื่องมือการประเมินที่หลากหลาย เช่น การบันทึกระเบียนพฤติกรรม แบบตรวจสอบรายการ แบบประเมินค่า และแฟ้มสะสมงาน รวมทั้งแนวทางการนำไปใช้ในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การนำไปใช้ จนถึงการพัฒนาและปรับปรุง พร้อมทั้งระบุอุปสรรคและแนวทางแก้ไขที่อาจเกิดขึ้นในการนำไปปฏิบัติจริง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/2173
ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาและระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอนศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร
2025-06-09T11:38:25+07:00
เวฬุรีย์ ปรางค์จันทร์
weluree.pch@g.swu.ac.th
ธีระภาพ เพชรมาลัยกุล
journal.edswu@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานและระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาดิจิทัลกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร 3) ศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ จำนวน 285 คน ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรอิสระ ได้แก่ 1) การมีภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ดิจิทัล <br />2) การสนับสนุนการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 3) จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 4) การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในด้านการบริหารงาน 5) การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในวัดและประเมินผล ตัวแปรตาม ได้แก่ 1) ความสำเร็จในการปฏิบัติงาน 2) การยอมรับนับถือ 3) ลักษณะของงานที่ปฏิบัติ 4) ความรับผิดชอบ 5) ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis Enter Method) ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 174 คน คิดเป็นร้อยละ 61.10 และเพศชาย จำนวน 111 คน คิดเป็นร้อยละ 38.90 2) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.50, S.D. = 0.51) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด 2 ด้าน และอยู่ในระดับมาก 3 ด้าน โดยแต่ละด้านมีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปน้อย 3) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ในภาพรวมมีความสัมพันธ์ ทางบวกอยู่ในระดับสูงปานกลาง (r = 0.596**) มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหาร สามารถร่วมกัน พยากรณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร ได้ร้อยละ 68.60 โดยมี ค่า R = 0.828, R² = 0.686 , F = 121.987 และ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณารายด้าน การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในวัดและประเมินผล (X5) มีผลกระทบเชิงบวกสูงสุดและมีนัยสำคัญมาก รองลงมา การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในด้านการบริหารงาน (X4) มีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ และการสนับสนุนการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (X2) มีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ</p>
2025-11-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/1572
แนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู : การศึกษาพหุกรณีในจังหวัดสุโขทัย
2025-05-04T18:05:44+07:00
ธนวรรณ ทองธรรม
thanawant66@nu.ac.th
พิทยา แสงสว่าง
journal.edswu@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูที่เป็นพหุกรณีศึกษา และ 2) นำเสนอข้อเสนอแนะแนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ของครูที่เป็นพหุกรณีศึกษา การวิจัยเป็นวิจัยเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษา โดยเลือกโรงเรียน 3 แห่ง ในจังหวัดสุโขทัย ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลสุโขทัย โรงเรียนอนุบาลศรีสำโรง และโรงเรียนบ้านท่าชุม (ประชาอุทิศวิทยาคาร) ใช้วิธีการเลือกแบบกำหนดเกณฑ์ (Criterion Sampling) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน รวม 12 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation) ผลการวิจัยพบว่า แนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกของครูประกอบด้วย 1) การออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 2) การจัดกิจกรรมผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง 3) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย 4) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ และ 5) การใช้วิธีประเมินที่หลากหลายเพื่อสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างแท้จริง ข้อเสนอแนะจากการวิจัย พบว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่มีประสิทธิภาพต้องออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และปฏิบัติจริง ควรบูรณาการแนวทางการสอนที่หลากหลาย พร้อมพัฒนาศักยภาพครูและการวิจัยในชั้นเรียน ใช้การประเมินที่หลากหลาย และได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารในการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะของผู้เรียนและการนำความรู้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-11-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/2363
การพัฒนาทักษะการรำแม่บทใหญ่ ด้วยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ร่วมกับแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok)
2025-07-09T12:12:09+07:00
ภูวนัย กาฬวงศ์
puwanai.kw@bru.ac.th
นฤมล จิตต์หาญ
journal.edswu@gmail.com
<p style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแอปพลิเคชันติ๊กต็อกสำหรับพัฒนาทักษะการรำแม่บทใหญ่ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการรำแม่บทใหญ่ ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ การสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแอปพลิเคชันติ๊กต็อกเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแอปพลิเคชันติ๊กต็อก ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้รูปแบบงานวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 สาขาวิชานาฏศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ที่ลงเรียนรายวิชารำแม่บท ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน <br />2 หมู่เรียน นักศึกษาทั้งสิ้น 37 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแอปพลิเคชันติ๊กต็อก แบบประเมินทักษะการรำแม่บทใหญ่ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาทักษะการรำแม่บทใหญ่ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับแอปพลิเคชันติ๊กต็อก มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 84.20/86.49 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 การเปรียบเทียบทักษะการรำแม่บทใหญ่ ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้ เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 หลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 86.49 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับ มากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.79, S.D. = 0.42)</p>
2025-11-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/1998
ตัวตนที่เป็นไปได้ของเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดซ้ำในกระบวนการยุติธรรมของศาลเยาวชนและครอบครัว
2025-06-10T16:26:40+07:00
พิมพ์ชนก ศรีสุตโต
63920101@go.buu.ac.th
ชมพูนุท ศรีจันทร์นิล
Chomphunut.S@chula.ac.th
<p>การศึกษาเกี่ยวกับตัวตนที่เป็นไปได้ ซึ่งสะท้อนแรงจูงใจและเป้าหมายในชีวิตของเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดซ้ำยังมีอยู่อย่างจำกัด ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้สามารถเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาแนวทางส่งเสริมศักยภาพและป้องกันการกระทำผิดซ้ำอย่างยั่งยืน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ตัวตนที่เป็นไปได้ของเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดซ้ำในกระบวนการยุติธรรมของศาลเยาวชนและครอบครัว โดยใช้การวิเคราะห์แก่นสาระเชิงสะท้อน (Reflexive Thematic Analysis) ผู้เข้าร่วมวิจัยประกอบด้วยเด็กและเยาวชนที่เคยกระทำผิดซ้ำ จำนวน 12 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด ข้อมูลถูกรวบรวมผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยใช้การต่อเติมเรื่องราวและคำถามปลายเปิดในการสำรวจมุมมองและประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมวิจัย ผลการวิจัยพบว่า เด็กและเยาวชนที่กระทำผิดซ้ำระบุตัวตนที่เป็นไปได้ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ โดยมี 3 แก่นสาระใหญ่ ได้แก่ (1) การมีความสามารถในการดูแลครอบครัว (2) ชีวิตที่เป็นอิสระจากการถูกจับกุมหรือคุมขัง และ (3) อิทธิพลทางสังคมนำไปสู่ตัวตนที่(ไม่)ต้องการ นอกจากนี้ ตัวตนที่เป็นไปได้ของเด็กและเยาวชนยังเชื่อมโยงกับความต้องการพื้นฐานทางจิตใจตามทฤษฎีการกำหนดตนเอง ได้แก่ ความสามารถ ความเป็นอิสระ และความสัมพันธ์ ผลการวิจัยสะท้อนถึงบทบาทที่สำคัญของครอบครัวและชุมชนในฐานะปัจจัยสนับสนุนที่เอื้อต่อการสร้างตัวตนเชิงบวก ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาแนวทางการให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและการกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวและระบบสนับสนุนในชุมชน เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำได้อย่างยั่งยืน</p>
2025-11-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/2069
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาชีววิทยา โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2025-06-26T17:26:58+07:00
พรธีรา สุขเสริม
ingfai2543@gmail.com
มนตรี วงษ์สะพาน
montree.v@msu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม จำนวน 5 ขั้นตอน ให้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ ซึ่งดำเนินการผ่านวงรอบการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เป็นระบบ โดยดำเนินการตามวงรอบ PAOR จำนวน 3 วงรอบ โดยเริ่มจากการนำประเด็นปัญหาหรือสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันมากระตุ้นให้นักเรียนเกิดคำถามในสิ่งที่สงสัย จากนั้นลงมือหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขโดยประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และนำความรู้ที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันภายในกลุ่มของตน ต่อมาจัดทำชิ้นงานเพื่อเผยแพร่ความรู้และนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงในชีวิตประจำวัน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 1 ห้องเรียน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 รวมทั้งสิ้น 28 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจงจากนักเรียนห้องที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ เนื่องจากนักเรียนกลุ่มนี้มักมีศักยภาพที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ และการได้รับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์จะช่วยให้นักเรียนเหล่านี้เข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น แทนที่จะเน้นแค่การท่องจำ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์ภายหลังการจัดการเรียนรู้ในวงรอบปฏิบัติการที่ 3 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 75.84 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 ภายหลังการจัดการเรียนรู้ โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 25.54 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 85.12 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด</p>
2025-11-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/2155
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ เรื่อง ปริมาตรและความจุ ที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2025-06-26T17:46:16+07:00
พรพรรณ เสาร์คำเมืองดี
s.phornphan.18@gmail.com
รุสนันท์ แก้วตา
journal.edswu@gmail.com
ฐิตพัฒน์ สตางค์จันทร์
journal.edswu@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ เรื่อง ปริมาตรและความจุ (2) ประเมินความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังจากการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ เรื่อง ปริมาตรและความจุ และ(3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ เรื่อง ปริมาตรและความจุ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านร่องคำ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ปริมาตรและความจุ (2) แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง ปริมาตรและความจุ และ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test one sample ผลการวิจัยพบว่า (1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ เรื่อง ปริมาตรและความจุ มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.76 - 4.80 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ระหว่าง 0.21- 0.29 (2) ค่าเฉลี่ยที่ได้จากการประเมินความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ เรื่อง ปริมาตรและความจุ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 และ(3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด</p>
2025-11-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/2334
แนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ
2025-06-27T20:27:15+07:00
วสุนันท์ มงคลนำ
wasunan.mon@gmail.com
ดลศักดิ์ ไทรเล็กทิม
journal.edswu@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 377 คน จาก 7 สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าดัชนี PNI<sub>modified </sub>เพื่อจัดลำดับความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์การบริหารงานวิชาการระดับอุดมศึกษา 4 คน และผู้เชี่ยวชาญปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษา 5 คน โดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ทุกด้านของการบริหารงานวิชาการมีระดับความต้องการจำเป็นในระดับเร่งด่วน สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมและความคาดหวังของสถาบันอุดมศึกษาในการนำ AI มายกระดับคุณภาพการบริหารงานวิชาการอย่างเป็นระบบ โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ย PNI<sub>modified </sub>เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการจัดกิจกรรมนิสิตนักศึกษา (0.54) ด้านการวัดและการประเมินผล (0.49) ด้านการเรียนการสอน (0.46) และ ด้านการพัฒนาหลักสูตร (0.42) ตามลำดับ 2) แนวทางการประยุกต์ใช้ AI ที่ได้จากการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การใช้ระบบ AI-based Curriculum Mapping เพื่อเชื่อมโยงหลักสูตรกับมาตรฐานอุตสาหกรรม การใช้ระบบผู้ช่วยสอนอัจฉริยะ (Intelligent Tutoring Systems) และการเรียนรู้แบบปรับตัว (Adaptive Learning) การใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมและให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่นิสิต ตลอดจนการประเมินผลแบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี NLP และระบบให้คะแนนตามตัวบ่งชี้มาตรฐาน ทั้งนี้ การนำ AI ไปใช้ควรยึดหลักการ “เสริมพลังมนุษย์” (Augmentation) ควบคู่กับการพัฒนาเชิงนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน</p>
2025-11-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/1814
ผลการจัดกิจกรรมการเล่นอิสระร่วมกับการเล่านิทานเพื่อส่งเสริมทักษะสำหรับโลกบานีของเด็กปฐมวัย
2025-06-10T16:52:47+07:00
ศศิมาศ คุ้มสุภา
sasimas999@gmail.com
เพ็ญศรี แสวงเจริญ
journal.edswu@gmail.com
ปิยะนันท์ หิรัณย์ชโลทร
journal.edswu@gmail.com
<p>“โลกบานี” เป็นคำศัพท์ที่ถูกนิยามขึ้นเพื่อสะท้อนสภาพสังคมของโลกยุคใหม่หลังจากการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง ผู้คนมีความกังวล ความสัมพันธ์ไม่เป็นเส้นตรงยากที่จะคาดเดา และเข้าใจได้ยาก การดำรงชีวิตในโลกบานีจึงจำเป็นต้องมีทักษะเฉพาะประกอบด้วย ความเข้มแข็งทางจิตใจ ความเห็นอกเห็นใจและความมีสติ ความสามารถในการยืดหยุ่นหรือพลิกแพลง และการสร้างความโปร่งใสและสัญชาตญาณ ซึ่งบางทักษะสามารถฝึกและส่งเสริมได้ตั้งแต่ในระดับปฐมวัยโดยจัดกิจกรรมที่เหมาะสม การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเล่นอิสระร่วมกับการเล่านิทานเพื่อส่งเสริมทักษะโลกบานีของเด็กปฐมวัย 2) เปรียบเทียบทักษะโลกบานีของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่นอิสระร่วมกับการเล่านิทาน กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยอายุ 4-5 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 18 คน ทำการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 45 นาทีในกิจกรรมเสรี เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเล่นอิสระร่วมกับการเล่านิทานเพื่อส่งเสริมทักษะโลกบานีของเด็กปฐมวัย และแบบประเมินทักษะโลกบานีของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน ค่าขนาดผลกระทบ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าก่อนการทดลองเด็กปฐมวัยส่วนใหญ่มีทักษะโลกบานีระดับปานกลางคิดเป็นร้อยละ 72.22 รองลงมาคือระดับน้อยคิดเป็นร้อยละ 22.22 และระดับน้อยมากคิดเป็นร้อยละ 5.56 หลังการทดลองเด็กปฐมวัยมีทักษะโลกบานีระดับดีมากคิดเป็นร้อยละ 100.00 ทักษะโลกบานีของเด็กปฐมวัยก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ย 16.00 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.66 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ย 25.83 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.65 เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนทักษะโลกบานีของเด็กปฐมวัย พบว่าคะแนนทักษะโลกบานีของเด็กปฐมวัยหลังการทดลองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หาขนาดผลกระทบโดยใช้ดัชนี Cohen’s d พบว่าขนาดผลกระทบมีขนาดใหญ่ (<em>d</em> = 4.90) ผลการวิเคราะห์เนื้อหาพบว่าหลังการทดลองเด็กแสดงพฤติกรรมของทักษะโลกบานีทั้ง 3 ด้าน คือ ความเข้มแข็งทางจิตใจ การคิดยืดหยุ่น และความเห็นอกเห็นใจตนเอง มีเด็กส่วนน้อยที่มีการพัฒนาทักษะดีขึ้น แต่ยังต้องการการฝึกเพิ่มเติมบางด้าน</p>
2025-11-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/1744
ผลการจัดประสบการณ์ศิลปะโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย
2025-06-12T10:38:35+07:00
วรนุช แสงชาติ
woranut.sa@ku.th
ปัทมาวดี เล่ห์มงคล
journal.edswu@gmail.com
ชลาธิป สมาหิโต
journal.edswu@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการจัดประสบการณ์โดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานที่มีต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย และ 2) สังเคราะห์แนวทางการจัดประสบการณ์โดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยสำหรับครูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง 5–6 ปี ที่กำลังศึกษาในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนวัดมาบพระจันทร์ (รัฐบำรุงประชาวิทยา) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 16 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์ศิลปะโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน จำนวน 24 แผน และแบบทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย ซึ่งครอบคลุมทักษะด้านการจำแนก การเปรียบเทียบ และการจัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ศิลปะโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มีพัฒนาการด้านทักษะการคิดวิเคราะห์สูงขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ ทั้งในภาพรวมและในแต่ละด้าน ได้แก่ การจำแนก การเปรียบเทียบ และการจัดหมวดหมู่ นอกจากนี้ ยังสามารถสังเคราะห์แนวทางการจัดประสบการณ์โดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน ที่เอื้อต่อการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย อันเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-11-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/2267
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบการสอนแนะให้รู้คิด ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาเรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ของพีระมิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2025-07-24T14:09:23+07:00
อัจฉราวดี มณีพันธ์
atcharawadee.ma@ku.th
ทรงชัย อักษรคิด
journal.edswu@gmail.com
สกล ตั้งเก้าสกุล
journal.edswu@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรของพีระมิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบการสอนแนะให้รู้คิด (CGI) และศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนขณะที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบการสอนแนะให้รู้คิด กลุ่มเป้าหมายของการวิจัยในครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์เข้มข้น จำนวน 36 คน โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์ ฯ ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบการสอนแนะให้รู้คิด จำนวน 9 แผน และแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรของพีระมิด แบบอัตนัย จำนวน 3 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์พฤติกรรมการแก้ปัญหาของนักเรียนจากการทำแบบฝึกหัดและแบบทดสอบโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ย 15.73 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน และนักเรียนให้ความสนใจในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่กำหนดให้ สามารถเลือกยุทธวิธีและดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเป็นลำดับขั้นตอนอย่างเหมาะสม การอภิปรายในชั้นเรียนนักเรียนให้ความสนใจในกระบวนการแก้ปัญหาของเพื่อนร่วมชั้น ทำให้บางสถานการณ์ได้รับแนวคิดที่หลากหลายในการปัญหา</p>
2025-11-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/1593
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3
2025-05-17T12:37:45+07:00
สุประวีณ์ บุญอาจ
supraweelay@gmail.com
จิติมา วรรณศรี
journal.edswu@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 2) ศึกษาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 กลุ่มตัวอย่างรวม 302 คน โดยแบ่งเป็นผู้บริหาร 26 คน และคณะครู 276 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย สรุปได้ว่า 1. ผลการศึกษาการบริหารแบบมีส่วนของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่เฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการได้รับผลประโยชน์ 2. ผลการศึกษาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากันจำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน 3. ผลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง (r<sub>XY</sub> = 0.69**) ร้อยละ 69</p>
2025-12-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/1618
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1
2025-05-04T18:13:39+07:00
ศุภกร อนันตปุระ
supakornanantapura@gmail.com
ภัทร์พงศ์ พงศ์ภัทรกานต์
journal.edswu@gmail.com
ณัฏฐ์ รัตนศิริณิชกุล
journal.edswu@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 132 คน โดยกําหนดกลุ่มตัวอย่างจากตารางของเครจซี่ และมอร์แกน และผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน 3 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่,ศึกษานิเทศก์,ผู้อำนวยการโรงเรียน ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sup>modified </sup>) วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า1) ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 ในภาพรวมเท่ากับ 0.184 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีการส่งเสริมมอบหมายให้ครูในสังกัดได้ดำเนินการจัดการเรียนการรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญทั้งนี้ยังต้องอาศัยความเหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมให้ครูเน้นกระบวนการจัดการเรียนการสอนรวมถึงให้ความสำคัญกับผู้เรียนว่าแต่ละคนมีข้อเด่นด้านใดและมีสิ่งที่ต้องการพัฒนาของตนเองในด้านใด ส่งเสริมแนะนำแนวทางการจัดการเรียนการสอนของคุณครู อีกทั้งมุ่งให้เห็นถึงความสำคัญของทักษะการคิดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกับตัวผู้เรียนบรรลุเป้าหมายและนำผลการประเมินไปพัฒนาและปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ให้ดีและมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/2440
การศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรวม : กรณีศึกษาสถานศึกษาขนาดกลาง
2025-08-29T17:08:54+07:00
สายชล เทียนงาม
saichon@kru.ac.th
พนิดา จารย์อุปการะ
journal.edswu@gmail.com
มลฤดี โอปมาวุฒิกุล
journal.edswu@gmail.com
บัณฑิตา ลิขสิทธิ์
journal.edswu@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของโรงเรียนในการจัดการศึกษา 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษา และ 3) ศึกษาความคิดเห็นและแนวทางในการจัดการเรียนรวม กลุ่มเป้าหมายคือผู้บริหารและครูโรงเรียนบ้านท่าทุ่งนา จังหวัดกาญจนบุรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 14 คน ประกอบด้วยผู้บริหาร 1 คน และครู 13 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เก็บข้อมูลระหว่างพฤศจิกายน 2567-มกราคม 2568 โดยใช้แบบสัมภาษณ์ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.67-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนบ้านท่าทุ่งนาจัดการเรียนการสอนตั้งแต่อนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนไทยเรียนรวมกับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้บริหารส่งเสริมการจัดการเรียนรวมโดยสนับสนุนบุคลากรให้มีความรู้และทักษะในการสอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยจัดให้นักเรียนทั่วไป นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ และนักเรียนพิเศษเรียนในห้องเดียวกันพร้อมกิจกรรมที่เหมาะสม รวมทั้งสังเกตพฤติกรรมเพื่อวางแผนช่วยเหลือ 2) ปัญหาและอุปสรรค ได้แก่ นักเรียนส่วนใหญ่ใช้ภาษาถิ่นที่บ้าน ไม่กล้าพูดและแสดงออก ส่งผลให้เรียนรู้ช้าและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ครูขาดความรู้เกี่ยวกับเด็กพิเศษและประสบการณ์ในการคัดกรอง จึงใช้วิธีสอนแบบเดียวกับเด็กปกติ ผู้ปกครองมีการโยกย้ายถิ่น สื่อสารภาษาไทยไม่ได้ และไม่ยอมรับว่าบุตรเป็นเด็กพิเศษ 3) ผู้บริหารและครูเห็นด้วยกับการจัดการเรียนรวม โดยต้องการให้ครูได้รับการอบรมพัฒนาทักษะ และต้องการความรู้เกี่ยวกับการคัดกรอง การวินิจฉัย การประเมิน การจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เทคนิคการสอน และการเลือกใช้และผลิตสื่อการสอน</p>
2025-12-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/2390
การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ผสานเกมโชว์เพื่อพัฒนาการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ (Geo-literacy) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์
2025-10-17T09:49:44+07:00
จิรภัทร เลิศคุณาพร
jirapatbooke@gmail.com
เสมอกาญจน์ โสภณหิรัญรักษ์
samoekans@gmail.com
ญาดา อรรถอนันต์
yada.ata@lsed.tu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ผสานเกมโชว์ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ผสานเกมโชว์กับการจัดการเรียนรู้แบบบรรยายปกติ ดำเนินการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำนวน 61 คน ได้แก่ กลุ่มทดลอง 33 คน กลุ่มควบคุม 28 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงโดยมีเงื่อนไขในการคัดเลือกจากสถาบันการศึกษาในเขตกลุ่มเป้าหมายและความสะดวกในการเก็บข้อมูลของผู้วิจัย โดยกลุ่มทดลองได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ผสานเกมโชว์และกลุ่มควบคุมได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ผสานเกมโชว์ 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย 3) แบบวัดการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ และ 5) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังเรียนแตกต่างกับก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มทดลองแตกต่างกับนักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ผสานเกมโชว์ช่วยส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์นักเรียนให้สูงขึ้น</p>
2025-12-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SWU_JEd/article/view/2951
กระบวนการหนุนเสริมของผู้บริหารสถานศึกษาและศึกษานิเทศก์ในการขับเคลื่อนรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ สู่การรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2025-10-20T10:37:14+07:00
จิณัฐตา สอนสังข์
jinatta.sor@sru.ac.th
ญาณิศา บุญจิตร์
yanisa.boo@sru.ac.th
จิรศักดิ์ แซ่โค้ว
jirasak@sru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการสนับสนุนในการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้สู่การรักชาติ ศาสน์กษัตริย์ 2) สร้างกระบวนการหนุนเสริมของผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ และ 3) ประเมินผลการนำกระบวนการหนุนเสริมของผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ไปใช้ในการขับเคลื่อนรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้สู่การรักชาติ ศาสน์กษัตริย์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 43 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และครูในโครงการพัฒนาสมรรถนะครูมืออาชีพของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัญหาหลักคือ ครูขาดความเข้าใจในการนำแนวคิดรักชาติ ศาสน์กษัตริย์สู่การปฏิบัติ และระบบการนิเทศยังไม่เข้มแข็ง ส่วนความต้องการสนับสนุนได้แก่ การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการสร้างนวัตกรรม การสนับสนุนทรัพยากร และการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่เข้มแข็ง 2) กระบวนการหนุนเสริมของผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ 2.1) การเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจร่วมกัน 2.2) การวางแผนการหนุนเสริมร่วมกัน 2.3) การดำเนินการหนุนเสริมและลงมือปฏิบัติ 2.4) การติดตามและประเมินผล และ 2.5) การสะท้อนคิดและปรับปรุงพัฒนา และ 3) ผลการประเมินสมรรถนะครู พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้สู่การรักชาติ ศาสน์กษัตริย์ หลังการใช้กระบวนการหนุนเสริมมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 82.33 อยู่ในระดับดีเยี่ยม และสูงกว่าก่อนการใช้กระบวนการหนุนเสริม มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 61.64 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความพึงพอใจต่อกระบวนการหนุนเสริมของผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.24</p>
2025-12-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ