วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL <p><strong>ประกาศ</strong></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ วารสารศรีวนาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี</strong></p> <p>วารสารศรีวนาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ดังนี้</p> <ol> <li>สำหรับบุคลากรและนักศึกษาในมหาวิทยาลัย บทความละ 3,000 บาท</li> <li>สำหรับบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย บทความละ 4,000 บาท</li> </ol> <p>วารสารกำหนดให้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ เมื่อบทความผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการ</p> <p>ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของวารสาร หรือสอบถาม ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ journalres@ubru.ac.th ซึ่งระบุไว้ในหน้าวารสาร ผู้ส่งบทความจะต้องตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของบทความให้เป็นไปตามคำแนะนำสำหรับผู้ส่งบทความอย่างเคร่งครัด หากบทความไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด</p> <p>กองบรรณาธิการวารสารขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาปฏิเสธการตีพิมพ์ และไม่คืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ไม่ว่ากรณีใดๆ</p> <p>โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้</p> <ol> <li>หากบทความมีความซ้ำซ้อนมากกว่า 20% จากการตรวจสอบของ CopyCatch จาก thaijo</li> <li>ผู้ส่งบทความไม่ปฏิบัติตามรูปแบบของวารสารที่กำหนด</li> <li>บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ</li> <li>ผู้ส่งบทความไม่ดำเนินการแก้ไขบทความตามระยะเวลาที่กำหนด (ไม่เกิน 1 เดือนหลังจากได้รับแจ้ง)</li> </ol> <p>ผู้ส่งบทความสามารถชำระค่าธรรมเนียมผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี<br />เลขที่บัญชี 850-0-61485-4 เมื่อชำระแล้วให้ส่งหลักฐานแนบในระบบวารสาร และแนบส่งไฟล์หลักฐานไปที่ <a href="mailto:Journalres@ubru.ac.th">Journalres@ubru.ac.th</a></p> <p><br />ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป</p> th-TH journalres@ubru.ac.th (ผศ.ดร.พิมุกต์ สมชอบ) journalres@ubru.ac.th (นายศิริชัย บุตรแก้ว) Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัญหาการเตรียมทีมกีฬาแฮนด์บอลของโรงเรียนสาธิต ที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 47 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2654 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการเตรียมทีมกีฬาแฮนด์บอลของโรงเรียนสาธิต ที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 47 และเพื่อเปรียบเทียบปัญหาการเตรียมทีมกีฬาแฮนด์บอลของโรงเรียนสาธิต ที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 47 จำแนกตาม ระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ทีม จำนวน 15 คน นักกีฬา จำนวน 210 คน รวมทั้งสิ้น 225 คนและทำการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็น แบบสอบถามปัญหาการเตรียมทีมกีฬาแฮนด์บอลของโรงเรียนสาธิต ที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 47 สถิติที่ใช้คือ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\ddot{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการเปรียบเทียบด้วยค่า “ที” (t-test for Independent)<br />ผลการวิจัย พบว่า<br />1. ปัญหาการเตรียมทีมกีฬาแฮนด์บอล โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\ddot{x}" alt="equation" /> = 3.46) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการฝึกซ้อมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\ddot{x}" alt="equation" /> = 3.52) รองลงมาอยู่ในระดับปานกลางคือ ด้านสถานที่และอุปกรณ์ในการฝึกซ้อม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\ddot{x}" alt="equation" /> = 3.48) ด้านงบประมาณและสวัสดิการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\ddot{x}" alt="equation" /> = 3.42) และด้านการคัดเลือกตัวนักกีฬา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\ddot{x}" alt="equation" /> = 3.41) ตามลำดับ<br />2. การเปรียบเทียบปัญหา จำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05</p> สิรภพ สารมิตร, ชาญชัย ชอบธรรมสกุล, ชนะวงศ์ หงษ์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2654 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสร้างเครื่องทดสอบการยืนยกเข่าขึ้น-ลง 3 นาที ด้วยเซนเซอร์แสง https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2710 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างเครื่องทดสอบการยืนยกเข่าขึ้น-ลง 3 นาที ด้วยเซนเซอร์แสง ที่มีความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น และความเป็นปรนัย กลุ่มเป้าหมาย เป็นนักกีฬากรีฑาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิ่งระยะทาง 100 เมตร, 200 เมตร และ 400 เมตร จำนวน 15 คน เป็น ชาย 10 คน หญิง 5 คน อายุระหว่าง 13-18 ปี และนักศึกษาที่เรียนวิชา RPE 2801 หลักและวิธีการสอนการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย จำนวน 15 คน เป็นชาย 10 คน หญิง 5 คน อายุระหว่าง 19-29 ปี คัดเลือกด้วยวิธีการแบบเฉพาะเจาะจง<br />ผลการวิจัย<br />ผลการทดสอบทางด้านประสิทธิภาพของเครื่องทดสอบการยืนยกเข่าขึ้น-ลง 3 นาที ด้วยเซนเซอร์แสง พบว่า คุณภาพของเครื่องทดสอบ ด้านความเที่ยงตรงพิจารณาความเที่ยงตรงด้วยกันทั้งหมด 5 ด้าน โดยผู้เชี่ยวชาญ เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยทั้งหมดพบว่าเครื่องมือที่ใช้มีค่าความเที่ยงตรงที่ 0.92 เครื่องทดสอบมีคุณภาพด้านความเชื่อมั่น โดยการพิจารณาจากค่าฐานนิยมของคนที่นับกับความถี่ที่นับจากเครื่องทดสอบมีค่าเท่ากัน และทดสอบความเป็นปรนัยโดยการสลับกลุ่มผู้ใช้เครื่องทดสอบต่างกลุ่มกันเข้าร่วมทดสอบ ค่าที่ได้จากเจ้าหน้าที่เป็นผู้นับในการทดสอบ กับค่าที่นับด้วยเครื่องทดสอบมีค่าเท่ากันค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของความเที่ยงตรงมีค่าเท่ากับ 1.00 และความเป็นปรนัยมีค่าเท่ากับ 1.00<br />ดังนั้น เครื่องทดสอบการยืนยกเข่าขึ้น-ลง 3 นาที ด้วยเซนเซอร์แสงมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการทดสอบสมรรถภาพทางกายร่างกายด้านความอดทนของระบบหัวใจไหลเวียนเลือด และระบบหายใจ</p> มนเฑียร อยู่เย็น, เวสารัช ชูพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2710 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการคลินิกเสริมความงามของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2558 <p>การศึกษามีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการคลินิกเสริมความงามของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการคลินิกเสริมความงามของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้ที่ใช้บริการคลินิกเสริมความงามในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 36 แห่ง ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 385 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ t-test และ F-test <br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1. ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ ด้านกระบวนการ ด้านบุคคล ด้านราคา ด้านกายภาพและการนำเสนอ ด้านบริการ และปัจจัยทางด้านจิตวิทยา ด้านการเรียนรู้ และด้านทัศนคติ สามารถพยากรณ์การตัดสินใจใช้บริการคลินิกเสริมความงามของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ได้ร้อยละ 88.00 (R<sup>2</sup><sub>adj</sub>= .88) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01<br />2. การเปรียบเทียบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการคลินิกเสริมความงามของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล พบว่า จำแนกตามเพศ อายุ ในด้านบริการ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01จำแนกตามสถานภาพผู้มาใช้บริการ ในด้านบุคคล ด้านบริการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 จำแนกตามรายได้ต่อเดือน ในด้านบุคคล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 ในด้านบริการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 จำแนกตามสถานภาพการสมรส และระดับการศึกษา ในด้านกระบวนการ ด้านบุคคล ด้านราคา ด้านกายภาพและการนำเสนอ ด้านบริการ ด้านการเรียนรู้ และด้านทัศนคติ ไม่แตกต่างกัน</p> วรางคณา บุญรมย์, อนันต์ สุนทราเมธากุล, อโณทัย หาระสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2558 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อกาแฟคาเฟ่อเมซอนในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. จังหวัดอุบลราชธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3061 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมผู้บริโภคในการใช้บริการคาเฟ่อเมซอนในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. จังหวัดอุบลราชธานี 2) ศึกษาระดับความคิดเห็นปัจจัยด้านการตลาดและการตัดสินใจซื้อกาแฟคาเฟ่อเมซอนในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ของผู้บริโภคในจังหวัดอุบลราชธานี 3) ศึกษาปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อกาแฟคาเฟ่อเมซอนในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่ใช้บริการร้านคาเฟ่อเมซอนในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. จังหวัดอุบลราชธานี 400 คน โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น = 0.96 สถิติที่ใช้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ ผลวิจัยพบว่า ผู้บริโภคที่ใช้บริการคาเฟ่อเมซอนในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21-30 ปี ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี อาชีพนักเรียน/นักศึกษา และมีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท โดยมีพฤติกรรมซื้อเฉลี่ย 1-2 ครั้งต่อเดือน และใช้จ่ายครั้งละ 100-200 บาท เมนูยอดนิยม ได้แก่ เมนูอื่นๆ ลาเต้ และคาปูชิโน่ โดยให้เหตุผลว่ารสชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อ ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านการตลาดในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความคิดเห็นต่อการตัดสินใจซื้ออยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณชี้ว่า ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมการตลาด ราคา ลักษณะทางกายภาพ และผลิตภัณฑ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญ และปัจจัยทั้งห้านี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 76 ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทเชิงกลยุทธ์ของปัจจัยการตลาดต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ศึกษาอย่างชัดเจน</p> สราลี นิยมพันธ์, วิกานดา เกษตรเอี่ยม, รัตนาภรณ์ แซ่ลี้ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3061 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่โดยใช้โปรแกรม 3R ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวประกอบ อุปกรณ์สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อยถึงปานกลาง https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3193 <p>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่โดยใช้โปรแกรมหลัก 3R ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อยถึงปานกลางโดยมวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่โดยใช้โปรแกรมหลัก 3R ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อยถึงปานกลางและเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ก่อนใช้และหลังใช้โปรแกรมหลัก 3R ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อยถึงปานกลางโดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาของโรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูลปีการศึกษา 2568 จำนวน 58 คนคัดเลือกแบบเจาะจงแบ่งกลุ่มทดลองเป็น 2 กลุ่มโดยใช้แบบทดสอบนักเรียนที่มีคะแนนการทดสอบต่ำที่สุดจำนวน 29 คนกลุ่มทดลองที่ 2 กลุ่มที่ได้รับประสิทธิภาพของโปรแกรม 3R จะทำการสำรวจ 12 สัปดาห์ผลของการศึกษาวิจัยพบว่า การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ส่วนโปรแกรม 3R ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อยถึงปานกลาง มีการใช้กล้ามเนื้อใหญ่จาก4.90 มีการพัฒนาเป็น9.31 มีการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ไม่เท่ากันแต่มีการพัฒนาขึ้นทุกคนและเปรียบเทียบการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้โปรแกรมหลัก 3R ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อยถึงปานกลางพบว่าก่อนการทดลองกลุ่มทดลองที่ 1 มีคะแนนสูงกว่ากลุ่มที่ 2 ภายหลังการฝึกครบ 12 สัปดาห์ต่อสัปดาห์พบการทดลองที่ 2 มีความสามารถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่สูงกว่ากลุ่มที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> นพณัฐ มะโนอิ่ม, อนุศักดิ์ สุคง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3193 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ และปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ในการใช้บริการด้านสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3214 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับความสำคัญส่วนประสมทางการตลาดบริการ และปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการตัดสินใจในการใช้บริการด้านสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด 2) ศึกษาระดับความสำคัญการตัดสินใจในการใช้บริการด้านสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด 3) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ และปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิผลต่อการตัดสินใจในการใช้บริการด้านสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด และ 4) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ และปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการใช้บริการด้านสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ตัวอย่าง ผู้ใช้บริการสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด กำหนดตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูป (Krejcie and Morgan) โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 317 คน เครื่องที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .92 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ การทดสอบค่า t และการทดสอบค่า F ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการใช้บริการ<br />ด้านสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ปัจจัยทางสังคม ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และปัจจัยทางเศรษฐกิจ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การตัดสินใจขอสินเชื่อสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการใช้บริการด้านสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด ด้วยตัวแปรอิสระทั้ง 6 ตัวแปร ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านพนักงาน ด้านกระบวนการ และด้านเศรษฐกิจ มีความสัมพันธ์กับตัวแปรตามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านลักษณะทางกายภาพ มีความสัมพันธ์กับตัวแปรตามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ถดถอยเชิงพหุคูณ (R) เท่ากับ .827 และตัวแปรทั้ง 6 ตัวแปรสามารถร่วมกันทำนาย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการใช้บริการด้านสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด ได้ร้อยละ 67.80 (R<sup>2</sup><sub>Adj</sub> = .678) และ 4) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7P’s ปัจจัยทางสังคมและปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการใช้บริการด้านสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด พบว่าเพศ อายุ อาชีพ สถานภาพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ธนเดช พารัตน, ปิยกนิฎฐ์ โชติวนิช, ฐิติพร อุ่นใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3214 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการเปรียบเทียบโปรแกรมฝึก 2 แบบ ที่มีต่อความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถในการเลี้ยงฟุตบอลของนักกีฬาฟุตบอลประถมศึกษาตอนปลาย https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3271 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลของการฝึกโปรแกรมเอส เอ ร่วมกับทักษะการเลี้ยงและโปรแกรม เอส เอ ผสมผสานกับทักษะการเลี้ยงที่มีต่อความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไวและความสามารถในการเลี้ยงฟุตบอล ของนักกีฬาฟุตบอลประถมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อเปรียบเทียบผลของการฝึกโปรแกรม เอส เอ ร่วมกับทักษะการเลี้ยง และโปรแกรม เอส เอ ผสมผสานกับทักษะการเลี้ยงที่มีต่อความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไวและความสามารถในการเลี้ยงฟุตบอล ของนักกีฬาฟุตบอลประถมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักกีฬาฟุตบอลประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) มีจำนวนทั้งสิ้น 30 คน ใช้วิธีการแบ่งกลุ่มโดยเรียงลำดับจากการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา จากเครื่องวัดแรงเหยียดขา ทำการแบ่งกลุ่มแบบสลับฟันปลา เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มทดลองที่ 1 ฝึกโปรแกรมเอส เอ ร่วมกับทักษะการเลี้ยงฟุตบอล กลุ่มทดลองที่ 2 ฝึกโปรแกรมเอส เอ ผสมผสานกับทักษะการเลี้ยงฟุตบอล ผลวิจัยพบว่า 1) ทั้ง 2 กลุ่มทดลองมีความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถในการเลี้ยงฟุตบอลหลังการฝึกดีกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการเปรียบเทียบความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 พบว่าหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการเลี้ยงฟุตบอลของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 พบว่าหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 ไม่แตกต่างกัน และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05ตัดสินใจในการใช้บริการด้านสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด ได้ร้อยละ 67.80 (R<sup>2</sup><sub>Adj</sub> = .678) และ 4) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7P’s ปัจจัยทางสังคมและปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการใช้บริการด้านสินเชื่อของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ จำกัด พบว่าเพศ อายุ อาชีพ สถานภาพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ธนาวุฒิ บุตรวงษ์, อนุศักดิ์ สุคง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3271 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบาทอาหารพิเศษบนเครื่องบินต่อสุขภาวะผู้โดยสารและคุณภาพการให้บริการของสายการบิน https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3282 <p>บทความวิชาการนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพผ่านการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Literature Review) โดยสืบค้นและรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลวิชาการระดับสากลและระดับประเทศ อาทิ Scopus, ScienceDirect และ ThaiJO ระหว่างปี ค.ศ. 2015-2026 จำนวนกว่า 30 ฉบับ และใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ในการสังเคราะห์ประเด็นสำคัญ ผลการศึกษาพบว่า อาหารพิเศษบนเครื่องบินมีบทบาทใน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) การส่งเสริมสุขภาวะและความปลอดภัยของผู้โดยสาร 2) การยกระดับคุณภาพการบริการที่รับรู้ในมิติความน่าเชื่อถือ ความเอาใจใส่ และการตอบสนอง 3) การเสริมสร้างความพึงพอใจ ภาพลักษณ์ และความภักดี และ 4) การสนับสนุนความยั่งยืนและความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน โดยสรุป อาหารพิเศษมิได้เป็นเพียงบริการเสริม แต่เป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงสุขภาวะผู้โดยสารเข้ากับคุณภาพบริการ ซึ่งส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขันและการสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลอันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการบริการของสายการบินอย่างยั่งยืน</p> ภาคภูมิ พันปี, นิศา นุ่มวงษ์, ณฐาพัทธ์ พิชญปฐมสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3282 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดกิจกรรมทางกายและกีฬา เพื่อลดช่องว่างระหว่างวัยและเสริมสร้างสังคมสงบสุข https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3302 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบกิจกรรมทางกายและกีฬาในแต่ละช่วงวัย และ 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการจัดกิจกรรมทางกายและกีฬาเพื่อลดช่องว่างระหว่างวัยและเสริมสร้างสังคมสงบสุข ใช้ระเบียบวิธี วิจัยแบบผสมผสาน ข้อมูลเชิงปริมาณเก็บจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการสุ่มแบบบังเอิญ และวิเคราะห์ด้วยสถิติร้อยละ ข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมทางกายและกีฬาช่วยป้องกันความขัดแย้ง ส่งเสริมการ ตระหนักรู้อารมณ์ การจัดการตนเอง และลดความรุนแรงทางสังคม 2) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเจเนอเรชันเอ็กซ์ รองลงมาคือแซด วาย และเบบี้บูมเมอร์ 3) กิจกรรมยอดนิยมทุกช่วงวัย ได้แก่ เดิน วิ่ง และฟุตบอล ขณะที่กิจกรรม เสริมที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ ได้แก่ เวทเทรนนิ่ง โยคะ มวยไทย ซุมบ้า และหมากรุก และ 4) แนวทางการจัด กิจกรรมทางกายที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การสร้าง แรงจูงใจ 2) การเรียนรู้ร่วมกัน 3) การฝึกความร่วมมือ 4) การสะท้อนตนเอง และ 5) การสร้างชุมชนที่ยั่งยืนบน ฐานของความเข้าใจและการมีส่วนร่วม ข้อเสนอแนะคือควรส่งเสริมกิจกรรมทางกายและกีฬาเป็นกลไกสร้างสาย สัมพันธ์และคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง</p> ธัชชัย นุสญา, ยุทธกร ไพรวงษ์, กุลวดี เถนว้อง, ไมตรี กุลบุตร, ชนกนาถ รัตนเฉลิมวงศ์, พิชญ์นิตา สองสนู, ทศพล ธานี, เกษม พันธุสะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3302 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลการรับรู้ความเสี่ยงทางด้านการเงินที่ส่งผลต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่ออิสรภาพทางการเงินในอนาคตของคน Gen Z https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3497 <p>เท่ากับ 184 คน อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยได้เลือกเก็บตัวอย่างจำนวน 250 คน เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดความคลาดเคลื่อนในการเก็บข้อมูล แล้วจึงนําข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่านสถิติเชิงพรรณนา โดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานในการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์ข้อตกลงเบื้องต้น และการวิเคราะห์สถิติการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรที่มีอิทธิพล คือ ปัจจัยด้านการลงทุนในหุ้น (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" />= 0.228, P&lt;0.001) ปัจจัยด้านอิสระภาพทางการเงินในอนาคต (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" />= 0.149, P&lt;0.001) ถัดไปคือปัจจัยด้านทัศนคติต่อผลตอบแทน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" />= -0.135, P&lt;0.001) ดังนั้น การพัฒนาองค์ความรู้ความเสี่ยงทางด้านการเงินในตลาดหลักทรัพย์จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความมั่นคงและมีอิสรภาพทางการเงินในอนาคตมากยิ่งขึ้น</p> วัฒนา ชีวะประภาวรรณ, กษิดิศ ประยูรวงศ์, นันทวุฒิ ยะหัตตะ, ภูธเนศ แก้วพิศดาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3497 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3255 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการปฏิบัติงานด้านบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) ศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 4) เปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำแนกตามข้อมูลประชากรศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่บัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 137 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ปัจจัยการปฏิบัติงานด้านบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านจรรยาบรรณในการปฏิบัติงานบัญชี รองลงมาด้านความเข้าใจขั้นตอนการจัดทำบัญชี และด้านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี ตามลำดับ<br />2. ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ด้านสามารถตรวจสอบได้ รองลงมา ด้านความถูกต้อง ครบถ้วน และด้านความทันต่อเวลา ตามลำดับ<br />3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ ด้านความเข้าใจขั้นตอนการจัดทำบัญชี และด้านจรรยาบรรณในการปฏิบัติงานบัญชี มีความสัมพันธ์กับตัวแปรตามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ร้อยละ 46.60<br />4. เปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่าประสบการณ์ทำงานที่แตกต่างกันมีปฏิบัติงานด้านบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านความเข้าใจขั้นตอนการจัดทำบัญชี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สุกัญญา พลบุญ, ก้องเกียรติ สหายรักษ์, ประนอม คำผา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3255 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจและคุณลักษณะงานที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งความสุขของบุคลากร สายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3554 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยแรงจูงใจและคุณลักษณะงานที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งความสุขของบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และ 2) เปรียบเทียบปัจจัยดังกล่าวตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 262 คน ได้จากสูตรของ Yamane (1973) ที่ค่าคลาดเคลื่อน .05 และสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ตามสัดส่วนหน่วยงาน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และเชิงอนุมาน (t-test, One-Way ANOVA พร้อม Scheffé) รวมถึงการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression)<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ปัจจัยแรงจูงใจและคุณลักษณะงานส่งผลต่อองค์กรแห่งความสุขของบุคลากรสายสนับสนุน เมื่อพิจารณารายตัวแปร พบว่า ความรับผิดชอบ ความสำคัญของงาน นโยบายและการบริหาร ความก้าวหน้า ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ลักษณะของงาน สถานะทางอาชีพ และผลสะท้อนกลับจากงานส่งผลต่อองค์กรแห่งความสุขของบุคลากรสายสนับสนุน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05<br />2. ผลการเปรียบเทียบ พบว่า เพศ ระดับการศึกษา รายได้ ตำแหน่งงาน และและระยะเวลาการปฏิบัติงานแตกต่างกันมีความรับรู้ปัจจัยแรงจูงใจและคุณลักษณะงานไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่อายุแตกต่างกันมีความรับรู้ความก้าวหน้าแตกต่างกัน สถานภาพแตกต่างกันมีความรับรู้สถานะทางอาชีพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอเชิงนโยบายเน้นการพัฒนาระบบป้อนกลับผลการทำงานที่ชัดเจนการออกแบบงานให้มีคุณค่า การมอบอำนาจและเส้นทางความก้าวหน้าที่โปร่งใส การบริหารที่ยุติธรรม การเสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา และการยกย่องสถานะวิชาชีพ เพื่อขับเคลื่อนสู่องค์กรแห่งความสุขอย่างยั่งยืน</p> ขะ แขม, อนันต์ สุนทราเมธากุล, ฐิติพร อุ่นใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3554 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปะและนวัตกรรมการออกแบบ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3755 <p>การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปะและนวัตกรรมการออกแบบ 2) เพื่อพัฒนาหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปะและนวัตกรรมการออกแบบ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตต่อหลักสูตรดังกล่าว กลุ่มผู้ให้ข้อมูลและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียน นักศึกษา นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรจำนวน 5 ท่าน และผู้ใช้บัณฑิตจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสิ้น 80 คน ซึ่งเลือกมาโดยวิธีสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสำรวจความต้องการเข้าศึกษาต่อ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรฯ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.72, S.D. = 0.45) โดยคุณลักษณะรายด้านที่มีค่าเฉลี่ยความต้องการสูงสุดคือ ด้านทักษะศิลปะการออกแบบและการปฏิบัติเฉพาะวิชาชีพ 2) ผลการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome-Based Education: OBE) และกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ได้โครงสร้างหลักสูตรที่มีการบูรณาการข้ามศาสตร์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ (AI) เข้าสู่คำอธิบายรายวิชา ควบคู่กับการรองรับห้องปฏิบัติการนวัตกรรม (3D Printing และ CNC) โดยมีจุดเด่นคือรูปแบบการเรียนรู้ 3+1 ร่วมกับสถาบันการศึกษาในประเทศจีน และรายวิชาการเป็นผู้ประกอบการสร้างสรรค์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานทางวิชาชีพ 3) ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตต่อคุณภาพและการปฏิบัติงานของบัณฑิตในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.72, S.D. = 0.48) โดยด้านคุณธรรม จริยธรรม มีระดับความพึงพอใจสูงที่สุด ขณะที่ด้านทักษะปฏิบัติเฉพาะวิชาชีพมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดแต่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.25)</p> สันติ หวังชื่น, จตุพล รักเปี่ยม, พลวัฒน์ โตสารเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3755 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การตลาดแบบบูรณาการที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ด้านการท่องเที่ยว เชิงสร้างสรรค์ของวิสาหกิจชุมชนในเขตลุ่มแม่น้ำภาคกลาง https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3439 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาลักษณะปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยว ปัจจัยการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ การรับรู้คุณภาพการบริการ การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และผลสัมฤทธิ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวในเขตลุ่มแม่น้ำภาคกลาง 2) เพื่อทำนายกลยุทธ์การตลาดแบบบูรณาการ ประกอบด้วย ปัจจัยของการสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ การรับรู้คุณภาพการบริการการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ ที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวในเขตลุ่มแม่น้ำภาคกลาง กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวในวิสาหกิจชุมชนเขตลุ่มแม่น้ำภาคกลาง คำนวณขนาดตัวอย่างพิจารณาจากจำนวนประชากรที่ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน จำนวน 400 ตัวอย่าง โดยวิธีการเลือกแบบสุ่มอย่างง่าย การวิเคราะห์สถิติ ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานการวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุ ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวสัญชาติไทย เพศหญิง อายุ 41-50 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี อาชีพข้าราชการ รายได้อยู่ที่ 20,001-30,000 บาท ผู้ที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกสถานที่ท่องเที่ยวร่วมกับนักท่องเที่ยว คือสมาชิกครอบครัว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาท่องเที่ยว 1-2 วัน ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ได้แก่ ลักษณะของปัจจัยภาพลักษณ์ของแบรนด์ การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ผลสัมฤทธิ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การรับรู้คุณภาพการบริการ และการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ ตามลำดับ ปัจจัยด้านการสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ การรับรู้คุณภาพการบริการ การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ตมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลสัมฤทธิ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กันมากที่สุดคือคู่ความสัมพันธ์ระหว่าง การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ สะท้อนให้เห็นว่าการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับนักท่องเที่ยวส่งผลเชิงบวกโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตราสินค้าของวิสาหกิจชุมชน เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ่านตัวแบบพยากรณ์ พบว่าปัจจัยทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายการเปลี่ยนแปลงของผลสัมฤทธิ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้ร้อยละ 73 โดยมีอิทธิพลรายด้านประกอบด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ การรับรู้คุณภาพการบริการ การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ และการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ ตามลำดับ</p> ภาสกร รอดแผลง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3439 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700