วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL <p><strong>ประกาศ</strong></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</strong></p> <p> 1.สำหรับบุคลากรในมหาวิทยาลัย บทความละ 3,000 บาท</p> <p> 2.สำหรับบุคลากรภายนอกมหาวิทยาลัย บทความละ 4,000 บาท</p> <p> ในการส่งบทความผู้เขียนจะต้องตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความตามแบบฟอร์มของวารสารและคำแนะนำสำหรับผู้เขียน หากไม่ปฏิบัติตาม กองบรรณาธิการวารสารขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้</p> <ol> <li>หากบทความมีความซ้ำซ้อนมากกว่า 20% จากการตรวจสอบของ CopyCatch จาก thaijo</li> <li>ผู้เขียนไม่ปฏิบัติตามรูปแบบของวารสารที่กำหนด</li> <li>บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ</li> <li>ผู้ส่งบทความไม่ดำเนินการแก้ไขบทความตามระยะเวลาที่กำหนด (ไม่เกิน 1 เดือนหลังจากได้รับแจ้ง)</li> </ol> <p>ผู้เขียนสามารถชำระค่าธรรมเนียมผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี <br />เลขที่บัญชี 850-0-61485-4 เมื่อชำระแล้วให้ส่งหลักฐานแนบในระบบวารสาร และแนบส่งไฟล์หลักฐานไปที่ <a href="mailto:Journalres@ubru.ac.th">Journalres@ubru.ac.th</a></p> <p>ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป</p> สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี th-TH วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2229-2268 อิทธิพลของธุรกิจความงาม: แนวโน้มและโอกาส https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/1043 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจความงามที่มีบทบาทสำคัญในปัจจุบัน โดยมีอิทธิพลต่อทั้งผู้บริโภคและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ผ่านการกระจายรายได้และการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการดึงดูดการลงทุนจากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะประเทศไทยที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการบริการศัลยกรรมและเสริมความงาม นอกจากนี้ธุรกิจความงามยังสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในการส่งเสริมการยอมรับความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านเพศ อายุ และรูปลักษณ์ รวมถึงเสริมสร้างความมั่นใจและส่งเสริมสุขภาพทั้งภายในและภายนอกให้กับผู้บริโภค การศึกษาและวิเคราะห์งานวิจัยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มสำคัญในการพัฒนางานบริการในธุรกิจความงามที่ควรมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและการบริการของบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ การสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับลูกค้า การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ธุรกิจความงามที่สามารถปรับตัวตามแนวโน้มเหล่านี้จะสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต</p> นงลักษณ์ โพธิ์ไพจิตร อนงค์นาถ ทนันชัย อภิญญา ทหราวานิช สิริวดี ชูเชิด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-26 2025-12-26 15 2 1 16 การออกแบบ Line Chatbot เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามสัมภาระที่สูญหาย ในท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/1082 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางในการออกแบบ Line Chatbot สำหรับติดตามสัมภาระ<br />ที่สูญหายในท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานี และ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการใช้ Line Chatbot ในการติดตามสัมภาระสูญที่หายในท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานี ดังกล่าว งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ <br />ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 6 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กลุ่มพิธีการบินและอำนวยความสะดวก โดยใช้แบบสัมภาษณ์และการวิเคราะห์เชิงพรรณนาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล<br />ผลการศึกษาพบว่า การติดตามสัมภาระที่สูญหายมีความซับซ้อน เนื่องจากจุดบริการอยู่ห่างกันและต้องผ่านหลายขั้นตอน การออกแบบ Line Chatbot จึงมุ่งเน้นการลดขั้นตอนการติดต่อและเพิ่มความรวดเร็วในการสื่อสาร<br />โดยใช้ระบบตอบกลับอัตโนมัติด้วย AI ด้านประสิทธิภาพ พบว่า Line Chatbot สามารถให้ข้อมูลและตอบคำถาม<br />ของผู้โดยสารได้อย่างรวดเร็ว แม้ในสภาวะที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตช้า สามารถรองรับการใช้งานพร้อมกันหลายราย <br />ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ และช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้โดยสารในด้านความปลอดภัยของข้อมูล นอกจากนี้ยังตอบสนองได้ตามเวลาจริง และสามารถปรับใช้กับการบริการผู้โดยสารต่างชาติในอนาคตเมื่อพัฒนาให้รองรับหลายภาษา</p> ยุวดี จิตต์โกศล รัตติกาล สังบัวแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-26 2025-12-26 15 2 17 34 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความนิยมในอุตสาหกรรมบันเทิงแบบหญิงรักหญิง (Yuri) ในกลุ่ม Generation Z https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/1185 <div><span lang="TH">การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความนิยมในอุตสาหกรรมบันเทิงแบบหญิงรักหญิง (</span><span lang="EN-US">Yuri) </span><span lang="TH">ในกลุ่ม </span><span lang="EN-US">Generation Z </span><span lang="TH">ใช้การสำรวจโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามออนไลน์ของประชากรกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคกลุ่ม </span></div> <div><span lang="EN-US">Generation Z </span><span lang="TH">ที่รับรู้การมีอยู่ของอุตสาหกรรมบันเทิงแบบหญิงรักหญิง (</span></div> <div><span lang="EN-US">Yuri) </span><span lang="TH">จำนวน 400 ชุด ด้วยวิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจงและแบบตามความสะดวก แล้วจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่านสถิติเชิงพรรณนา โดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ในการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์ข้อตกลงเบื้องต้น และการวิเคราะห์สถิติการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุด คือ ปัจจัยด้านทัศนคติ (</span><span lang="EN-US">β</span><span lang="EN-US">=</span><span lang="TH">0.306</span><span lang="EN-US">, P&lt;</span><span lang="TH">0.001) <br />ดังนั้นการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารเพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ การเพิ่มพื้นที่สื่อบันเทิงที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างหญิงรักหญิง และส่งเสริมสังคมให้เปิดกว้าง จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมบันเทิงและการสร้างความเข้าใจในสังคมมากยิ่งขึ้น</span></div> ประภาพร บางเขน พัฒน์นรี สิงหพันธ์ พัณณ์ชิตา หมั่นเจริญชัย สุชานันท์ ศรีปัญญา ทัชชกร สัมมะสุต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-26 2025-12-26 15 2 35 50 การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยการจัดการเรียนรู้แบบสตอรี่ไลน์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเครือข่ายนิลุบล สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/1659 <div><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบสตอรี่ไลน์ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ <br />สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสตอรี่ไลน์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสตอรี่ไลน์หลังเรียนเพิ่มสูงขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเซนต์แมรี่อุบลราชธานี กลุ่มเครือข่ายนิลุบล สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบสตอรี่ไลน์ จำนวน 8 หน่วยการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ </span><span lang="EN-US">E</span><span lang="TH">1/</span><span lang="EN-US">E</span><span lang="TH">2 และการทดสอบค่าทีแบบ </span><span lang="EN-US">Dependent Sample </span><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า 1.ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบสตอรี่ไลน์ วิชาภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 81.94/83.60 2.ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ .05 3.ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบสตอรี่ไลน์ ที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้แบบสตอรี่ไลน์ พบว่าระดับความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /></span><span lang="EN-US">= </span><span lang="TH">4.53</span><span lang="EN-US">, S.D.=</span><span lang="TH">0.68)</span></div> ปาณริศา มลาศรี ระพิน ชูชื่น ศันสนีย์ บุญเฉลียว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-26 2025-12-26 15 2 51 64 ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะกลองชุดจังหวะสวิงขั้นพื้นฐาน สำหรับนักศึกษาวิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2049 <div><span lang="TH">การวิจัยนี้เป็นการศึกษาการพัฒนาชุดฝึกทักษะการตีกลองชุดจังหวะสวิงขั้นพื้นฐานสำหรับนักศึกษาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียวหลังการใช้ชุดฝึก (</span><span lang="EN-US">One-Shot Case Study) </span><span lang="TH">กลุ่มเป้าหมายคือ นักศึกษา 4 คนที่มีพื้นฐานการตีกลองแต่ไม่เคยเรียนรู้จังหวะสวิงมาก่อนชุดฝึกประกอบด้วยเนื้อหาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ รวม 6 ชุด พร้อมแบบทดสอบและแบบประเมินพัฒนาการออกแบบตามเกณฑ์ </span><span lang="EN-US">Rubrics </span></div> <div><span lang="TH">มีการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เนื้อหาในการฝึกครอบคลุมการบรรเลงโน้ตของกลองแต่ละชิ้น เช่น สแนร์</span><span style="font-size: 0.875rem;">,</span><span lang="TH">ทอม</span><span lang="EN-US">, </span><span lang="TH">กระเดื่อง รวมถึงการเล่นเพลงเบื้องต้นอย่าง </span><span lang="EN-US">Last Week </span><span lang="TH">จากหนังสือ </span><span lang="EN-US">The Art of Bop Drumming </span><span lang="TH">ของ </span><span lang="EN-US">John Riley </span><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่าชุดฝึกมีประสิทธิภาพสูง (92.34/95.39) เกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (75/75) แสดงให้เห็นว่าชุดฝึกสามารถพัฒนาทักษะการตีกลองจังหวะสวิงขั้นพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิผลและตอบโจทย์ต่อการเรียนการสอนดนตรีในบริบทสากล</span></div> ภูมิ์ธนพนธ์ เสงี่ยมศักดิ์ บพิตร เค้าหัน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-26 2025-12-26 15 2 65 88 บทบาทวีรสตรีในนาฏกรรม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2391 <p style="font-weight: 400;"> บทความฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานาฏยศิลป์ไทยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง บทบาทวีรสตรีในนาฏกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของวีรสตรีที่ถูกนำมาสร้างเป็นนาฏกรรมโดยศึกษาเรื่องราววีรสตรีไทยที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่บันทึกไว้โดยหลักฐาน<br />จากพระราชพงศาวดาร คำบอกเล่าชาวกรุงเก่า จดหมายเหตุ หนังสือ งานวิจัย การสัมภาษณ์<br /><span style="font-weight: 400;"> ผลการวิจัยพบว่าการสร้างนาฏกรรมจากวีรสตรีเป็นการส่งผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สู่สังคม โดยส่วนใหญ่นำบทบาทเด่นของวีรสตรีที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองมาสร้างเป็นนาฏกรรม โดยบทบาทเด่นที่ปรากฏได้แก่ การขับเคลื่อนทางสังคมการเมืองการปกครอง การเป็นผู้นำในการต่อสู้ ความเป็นแม่และภรรยาผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ความรักและเสียสละเพื่อชาติ ในโลกของความบันเทิงนั้นเมื่อนำมาสร้างเป็นนาฏกรรมประเภทต่างๆ เรื่องราวที่นำมาเสนออาจนำมาจากพระราชพงศาวดาร ทั้งไทยและต่างประเทศ คำบอกเล่าชาวกรุงเก่า หรือจดหมายเหตุ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการสร้างงาน เช่น นวนิยาย ภาพยนตร์ ละครรำ ละครเวที การแสดงแสง สี เสียง เป็นต้น การนำเสนอในรูปแบบของนาฏกรรมย่อมมีการดัดแปลงแต่งเติมเรื่องราวของวีรสตรีเพื่อให้เกิดความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น นาฏกรรมจึงมีบทบาทสำคัญในการนำผู้ชมเข้าถึงประวัติศาสตร์และเป็นแนวทางในการเชิดชูเกียรติประวัติของวีรสตรีในสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง</span></p> ขวัญฟ้า ภู่แพ่งสุทธิ์ สวภา เวชสุรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-26 2025-12-26 15 2 89 104 แรงจูงใจและการบริหารจัดการที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2223 <p style="font-weight: 400;"> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์แรงจูงใจและการบริหารจัดการที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี 2) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจและการบริหารจัดการที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี จำแนกตามปัจจัยทางประชากรศาสตร์ ศึกษาด้วยการใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 240 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ถดถอยพหูคูณ การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจและการบริหารจัดการที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ปัจจัยจูงใจ ด้านความรับผิดชอบ และด้านความท้าทาย คุณค่าและการยอมรับนับถือ ปัจจัยค้ำจุน ด้านนโยบายและสภาพแวดล้อม และปัจจัยการบริหารจัดการ ด้านการสั่งการ และด้านการจัดการ รวมกัน 5 ตัวแปร สามารถอธิบายความแปรปรวน ของประสิทธิภาพการทำงานได้อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจและการบริหารจัดการที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี โดยจำแนกตามปัจจัยทางประชากรศาสตร์ พบว่า บุคลากรที่มีเพศแตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานไม่แตกต่างกัน ส่วนบุคลากรที่มีตำแหน่งงาน อายุ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา ประสบการ์ที่ในการทำงาน อัตราเงินเดือนที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานแตกต่างกันใช้</p> ชวิศา เจียรกุล อนันต์ สุนทราเมธากุล อดุลยเดช ตันแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-26 2025-12-26 15 2 105 122 ความสัมพันธ์ระหว่างความพร้อมด้านสมรรถนะหลักความต้องการในการพัฒนา และแนวทางในการพัฒนาของบุคลากรการบิน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2255 <div> <div> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ: 1) เพื่อศึกษาความพร้อมด้านสมรรถนะหลักของบุคลากรการบิน 2) เพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาของบุคลากรการบิน 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาของบุคลากรการบิน และ 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพร้อมด้านสมรรถนะหลักในด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะความต้องการในการพัฒนาในด้านการฝึกอบรม การศึกษา และการพัฒนา และแนวทางในการพัฒนาบุคลากรการบินในด้านความพร้อมด้านสมรรถนะหลัก ความต้องการในการพัฒนา และแนวทางในการพัฒนา วิธีวิจัยเชิงปริมาณ รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากบุคลากรการบิน ณ ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ จำนวนทั้งสิ้น 303 คน สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ การแจกแจงความถี่ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความพร้อมด้านสมรรถนะหลักของบุคลากรการบินภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มากที่สุดคือ ด้านคุณลักษณะ รองลงมาด้านทักษะ และด้านความรู้ตามลำดับ 2) ความต้องการในการพัฒนาพบว่าภาพรวมอยู่ในระดับมาก รายด้านพบว่าระดับมากที่สุดคือ การพัฒนา รองลงมาคือด้านการฝึกอบรม และด้านการศึกษาตามลำดับ 3) แนวทางในการพัฒนาพบว่าภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มากที่สุดคือ ความต้องการพัฒนา รองลงมาคือ การฝึกอบรม และการศึกษา 4) การศึกษาความสัมพันธ์พบว่าแนวทางในการพัฒนาบุคลากรมีความสัมพันธ์ต่อความต้องการในการพัฒนาในทิศทางเดียวกัน และมีความสัมพันธ์กับความพร้อมด้านสมรรถนะหลักในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Sig. = 000) ข้อเสนอแนะ องค์การควรให้การสนับสนุนในการพัฒนาบุคลากรที่สร้างคุณค่าต่อผู้ใช้บริการ และการพัฒนาที่ยากต่อการเลียนแบบ เพื่อสร้างสมรรถนะที่มีความเฉพาะเจาะจงไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย และการพัฒนาที่สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายให้กับบุคลากรการบิน ณ ท่าอากาศยนสุวรรณภูมิ ซึ่งการวิจัยพบว่าบุคลากรมีความพร้อมด้านสมรรถนะอยู่ในระดับมากโดยเฉพาะด้านคุณลักษณะ และมีความต้องการที่จะพัฒนาตน โดยให้ความสำคัญมากในเรื่องของการพัฒนาด้วยการฝึกอบรม และการศึกษา</div> </div> เนตร์ศิริ เรืองอริยภักดิ์ กนกวรรณ จั่นจีน วีรวัฒน์ พุ่มพยอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-26 2025-12-26 15 2 123 136 คุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการและความได้เปรียบในการแข่งขันที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงาน ของผู้ประกอบการท่าทรายในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2353 <p style="font-weight: 400;"> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการความได้เปรียบในการแข่งขันและผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการท่าทรายในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2) ศึกษาคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการและความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการท่าทรายในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 3) เปรียบเทียบคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการและความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการท่าทรายในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างจำแนกตามลักษณะสถานประกอบการ</p> <p style="font-weight: 400;"> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p style="font-weight: 400;"> 1.ผู้ประกอบการท่าทรายในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅=3.63) ความได้เปรียบในการแข่งขัน (x ̅=3.58) และผลการดำเนินงาน (x ̅=3.61)<br /><span style="font-size: 0.875rem;"> 2.คุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการและความได้เปรียบในการแข่งขันที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการท่าทรายในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างเมื่อพิจารณาคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการว่าด้านความกล้าเสี่ยงความได้เปรียบในการแข่งขันว่าด้านการเป็นผู้นำด้านต้นทุนด้านการตอบสนองอย่างรวดเร็วและด้านการมุ่งตลาดเฉพาะส่วนส่งผลต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการท่าทรายในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 69.00 (R2=.690) ตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อผลการดำเนินงานคือ ความได้เปรียบด้านการมุ่งตลาดเฉพาะส่วน (β=.43)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 3.เปรียบเทียบคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการและความได้เปรียบในการแข่งขันที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการท่าทรายในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จำแนกตามลักษณะสถานประกอบการ พบว่ามีความคิดเห็นด้านการมุ่งตลาดเฉพาะส่วนด้านการสร้างความแตกต่างด้านความกล้าเสี่ยงด้านการตอบสนองอย่างรวดเร็ว และด้านการเป็นผู้นำด้านต้นทุน แตกต่างกันอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</span></p> เบญจวรรณ ธานี อโณทัย หาระสาร ประนอม คำผา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-27 2025-12-27 15 2 137 156 แนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนมาตรฐานสากลของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/885 <p style="font-weight: 400;"> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล 2) ประเมินความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนมาตรฐานสากลของโรงเรียน 3) พัฒนาแนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล 4) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนมาตรฐานสากลของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร ปีการศึกษา 2566 จำนวน 339 คน โดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีจำนวน 4 ฉบับ คือ 1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 2) แบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .99 3) แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง มีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และ 4) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนมาตรฐานสากลของโรงเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหาเท่ากับ .80-1.00 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและดัชนีการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นมีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวม ได้แก่ ด้านการมุ่งเน้นผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้านการวัด วิเคราะห์และการจัดการความรู้ ด้านการจัดการกระบวนการปฏิบัติงาน และด้านการนำองค์กร 3) แนวทางการบริหารสถานศึกษา ทั้ง 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการนำองค์กร ผู้บริหารสถานศึกษาสร้างความตระหนักและมีการสื่อสารทิศทางการบริหารสถานศึกษาแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2) ด้านการวางแผนกลยุทธ์ โรงเรียนควรมีการจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อพัฒนาโรงเรียน 3) ด้านการมุ่งเน้นผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โรงเรียนควรส่งเสริมสนับสนุนให้ครูใช้สื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศ นวัตกรรม การวิจัยในชั้นเรียน ให้ทันต่อทิศทางและการเปลี่ยนแปลงสังคมอยู่เสมอ 4) ด้านการวัด วิเคราะห์ และการจัดการความรู้ โรงเรียนควรมีการสื่อสารขั้นตอนการปรับปรุงพัฒนางาน 5) ด้านการมุ่งเน้นบุคลากร ผู้บริหารมีการเสริมแรงให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา 6) ด้านการจัดการกระบวนการปฏิบัติงาน โรงเรียนมีการวางแผนการนำสื่อเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการปฏิบัติงาน 7) ด้านผลลัพธ์ โรงเรียนพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความเป็นเลิศตามความสนใจ และความถนัด 4) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล พบว่า ทั้งความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> กฤษฎา วันนาพ่อ ศุภกร ศรเพชร สุมาลี ศรีพุทธรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-27 2025-12-27 15 2 157 172 อิทธิพลส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า เพื่อสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคในกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2967 <p style="font-weight: 400;"> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อส่วนประสมทางการตลาดและการตัดสินใจซื้อสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม และ 2.เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาดที่มีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า เพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีเครื่องมือในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม โดยมีกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคที่เคยใช้สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์จำนวน 400 ตัวอย่างจากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Cochran ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) และนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากแบบสอบถามมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทำการทดสอบอิทธิพลด้วยการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ (multiple regression analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความคิดเห็นต่อส่วนประสมทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.52) โดยด้านผลิตภัณฑ์ได้รับค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือราคา การส่งเสริมการตลาด และช่องทางการจัดจำหน่ายตามลำดับ ขณะที่ระดับความคิดเห็นต่อการตัดสินใจซื้ออยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.66) โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจมากที่สุด 2. ส่วนประสมทางการตลาดประกอบด้วย ด้านผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด มีอิทธิพลทางตรงกับการตัดสินใจซื้อสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้อสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม ได้ร้อยละ 72.00</p> สายสวาท โคตรสมบัติ อธิต ทิวะศะศฺธร์ วราพร โภชน์เกาะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-27 2025-12-27 15 2 173 186 การเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปพริกเชิงพาณิชย์ ตำบลหัวเรือ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2972 <p style="font-weight: 400;"> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบททั่วไปของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ต.หัวเรือ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 2) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ต.หัวเรือ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และ 3) เพื่อพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการบริหารจัดการกลุ่มแปรรูปพริกเชิงพาณิชย์สู่เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ต.หัวเรือ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คน ได้แก่ สมาชิกกลุ่มพริกทอดบ้านค้อ กลุ่มพริกแกงบ้านหนองก่าน และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ มีวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสนทนากลุ่ม และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา <br /> ผลการวิจัยพบว่า บริบททั่วไปของกลุ่มมีการดำเนินงานเกี่ยวกับการปลูก การแปรรูป และการจำหน่ายพริก ปัญหาอุปสรรคของกลุ่ม แบ่งเป็น 4 ด้าน คือ ด้านการผลิต ด้านแรงงาน ด้านการตลาด และด้านการดำเนินงาน โดยความต้องการของกลุ่มเพื่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ แบ่งเป็น 2ประเด็น คือ 1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ด้านคุณภาพ ด้านการต่อยอดผลิตภัณฑ์ ด้านบรรจุภัณฑ์ ด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และด้านการตลาด 2) การบริหารจัดการกลุ่ม ได้แก่ การรวมเครือข่าย การทำบัญชี การคำนวณต้นทุน และการขายออนไลน์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการเชื่อมโยงปัญหาและความต้องการของกลุ่ม เพื่อพัฒนาและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ พริกทอดกรอบ สูตรธัญพืช พริกแกงเผ็ด และน้ำพริกกากหมู สูตรพริกหัวเรือที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นและได้รับมาตรฐานรับรอง ซึ่งภายหลังการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมาชิกส่วนใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้น และ 3) ปัจจัยสู่ความสำเร็จเพื่อพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของกลุ่ม แบ่งเป็น 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยภายใน ได้แก่ ผู้นำเครือข่าย การบริหารจัดการกลุ่ม การส่งเสริมการเรียนรู้ เงินทุนหมุนเวียน และปัจจัยภายนอก ได้แก่ การสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก และการถ่ายทอดสู่สมาชิกรุ่นใหม่</p> รฐา จันทวารา กิตติ์กวินเดชน์ วงศ์หมั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-27 2025-12-27 15 2 187 198 ความสัมพันธ์ ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกใช้บริการ ร้านหม่าล่าหม้อไฟของผู้บริโภคในจังหวัดอุบลราชธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/1445 <p style="font-weight: 400;"> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านหม่าล่าหม้อไฟของผู้บริโภคในจังหวัดอุบลราชธานี 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการกับการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านหม่าล่าหม้อไฟในจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านหม่าล่าหม้อไฟในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (r) ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับความสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านหม่าล่าหม้อไฟ ของผู้บริโภคในจังหวัดอุบลราชธานี มีภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยให้ความสำคัญกับด้านการเลือกผลิตภัณฑ์ มากที่สุด 2) ภาพรวมปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านหม่าล่าหม้อไฟทิศทางเดียวกันในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 (r = 0.730) โดยด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านกระบวนการ มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านหม่าล่าหม้อไฟทิศทางเดียวกันในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = 0.634, 0.625, 0.610, 0.609 ตามลำดับ) ด้านผลิตภัณฑ์มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านหม่าล่าหม้อไฟทิศทางเดียวกันในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r= 0.584) ด้านบุคลากรมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านหม่าล่าหม้อไฟทิศทางเดียวกันในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r= 0.425) ตามลำดับ</p> อุไรพร ศรีคำคง นรีนุช ยุวดีนิเวศ จตุรงค์ ศรีวงษ์วรรณะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-27 2025-12-27 15 2 199 216 การพัฒนาศักยภาพการตลาดผลิตภัณฑ์รังไหมใบหม่อนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหม บ้านหนองบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2506 <p style="font-weight: 400;"> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาศักยภาพการตลาดผลิตภัณฑ์รังไหมใบหม่อนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมบ้านหนองบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยเก็บรวบรวบข้อมูลความต้องการผลิตภัณฑ์รังไหมใบหม่อน ของกลุ่มลูกค้าผลิตภัณฑ์รังไหมใบหม่อน จำนวน 20 ราย และสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จำนวน 14 ราย โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ลูกค้าสนใจซื้อ สบู่รังไหมใบหม่อน เพราะเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันและมีส่วนผสมจากวัตถุดิบธรรมชาติ และทำการสนทนากลุ่มสมาชิกวิสาหกิจชุมชน เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์รังไหมใบหม่อน ซึ่งได้ผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้น 1 ชิ้น คือ สบู่สครับรังไหมขัดหน้า ผลการพัฒนาศักยภาพศักยภาพการตลาดผลิตภัณฑ์รังไหมใบหม่อนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมบ้านหนองบ่อ พบว่า 1) กลุ่มผู้ผลิต ได้รับการอบรมในการพัฒนาเรื่องขององค์ความรู้และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะผลิตขึ้น เพื่อเป็นการสร้างโอกาสและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้อย่างยั่งยืนจากผู้ที่มีประสบการณ์และองค์ความรู้ 2) กลุ่มผู้ผลิตได้รับการอบรมดำเนินการวางแผนการจำหน่ายสินค้า การขาย การออกบูธจำหน่ายสินค้า 3) ผู้ผลิตได้สร้างช่องการจัดจำหน่ายทางออนไลน์ เพื่อเพิ่มยอดขายสินค้า 4) ผู้ผลิตมีการสร้างตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจเพื่อเพิ่มโอกาสทางการขาย</p> นวลปราง ขันเงิน ปิยกนิฏฐ์ โชติวนิช อนันต์ สุนทราเมธากุล ขนิษฐา ศิลาโชติ วรรณณา ปิยะรัตน์มานนท์ อดุลยเดช ตันแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-27 2025-12-27 15 2 217 232 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการชำระภาษีท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/1976 <p style="font-weight: 400;"> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีท้องถิ่น ด้านความสามารถในการชำระภาษีท้องถิ่น ด้านทัศนคติต่อการชำระภาษีท้องถิ่น ด้านบรรทัดฐานทางสังคม และด้านคุณภาพการให้บริการ ส่งผลต่อความตั้งใจในการชำระภาษีท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการชำระภาษีท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี 3) เปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการชำระภาษีท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี จำแนกตามข้อมูลทั่วไป ได้แก่ สถานะของผู้มีหน้าที่เสียภาษี ประเภทของธุรกิจ มูลค่าราคาประเมินทรัพย์สิน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ประเภทภาษีที่ชำระ และช่องทางที่สะดวกต่อการชำระภาษี ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้ คือ ประชาชนผู้ชำระภาษีท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี กำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางของเครซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ได้ตัวอย่างจำนวน 384 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ .99 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีท้องถิ่น ด้านความสามารถในการชำระภาษีท้องถิ่น ด้านทัศนคติต่อการชำระภาษีท้องถิ่น ด้านบรรทัดฐานทางสังคม และด้านคุณภาพการให้บริการ ส่งผลต่อความตั้งใจในการชำระภาษีท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ด้านคุณภาพการให้บริการ ด้านทัศนคติต่อการชำระภาษี ด้านความสามารถในการชำระภาษี ด้านบรรทัดฐานทางสังคม ส่งผลทางบวกต่อความตั้งใจในการชำระภาษีท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีท้องถิ่น ส่งผลทางลบต่อความตั้งใจในการชำระภาษีท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สามารถร่วมกันพยากรณ์ความตั้งใจในการชำระภาษีท้องถิ่นได้ ร้อยละ 42 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการชำระภาษีท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี พบว่า โดยรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปน้อย 3 ลำดับแรก คือ ด้านคุณภาพการให้บริการ รองลงมา ด้านทัศนคติต่อการชำระภาษีท้องถิ่น และด้านความสามารถในการชำระภาษีท้องถิ่น 3) ผลการเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการชำระภาษีท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานี จำแนกตามข้อมูลทั่วไป พบว่า ประเภทธุรกิจ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนและช่องทางที่สะดวกต่อการชำระภาษีที่ต่างกันมีความเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการชำระภาษีท้องถิ่นในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ที่ระดับ .01 ประเภทภาษีที่ชำระต่างกันมีความเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการชำระภาษีท้องถิ่นในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ซ้อนกลิ่น ทันสา ก้องเกียรติ สหายรักษ์ หทัยรัตน์ ไชยสัตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-27 2025-12-27 15 2 233 254 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างจิตอาสาเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนโรงเรียนบ้านนาเลิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2448 <p style="font-weight: 400;"> การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างจิตอาสาเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนโรงเรียนบ้านนาเลิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบ 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบ และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 16 คน ผู้ปกครอง จำนวน 99 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน และนักเรียน จำนวน 99 คน (นักเรียนแกนนำ จำนวน 24 คน) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบประเมิน แบบวิเคราะห์เอกสาร และ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และใช้ค่าสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น <br /> ผลการวิจัย 1) องค์ประกอบของจิตอาสา ประกอบด้วย การมุ่งทำความดีที่เป็นประโยชน์ การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน การรวมกลุ่มเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การเคารพในการตัดสินใจของส่วนรวม การมีความเอื้ออาทรให้กำลังใจต่อกัน และการใช้สมบัติส่วนรวมอย่างเห็นคุณค่า สภาพปัจจุบันมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก สภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด ลำดับความต้องการจำเป็น ได้แก่ ด้านการใช้สมบัติส่วนรวมอย่างเห็นคุณค่า ด้านการมีความเอื้ออาทรให้กำลังใจต่อกัน และด้านการเคารพในการตัดสินใจของส่วนรวม 2) รูปแบบประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา การดำเนินการ การประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ ซึ่งรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบมีความถูกต้องและความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ (1) ครูและนักเรียนแกนนำมีความรู้เกี่ยวกับการเสริมสร้างจิตอาสา อยู่ในระดับสูงมาก (2) ประสิทธิผลรูปแบบ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด (3) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของครูและนักเรียนแกนนำ เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 2.60 4) ผลการประเมินรูปแบบ (1) ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 1.85 (2) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ .44 (3) ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุด (4) ความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องและนักเรียนต่อรูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ชมพูนุท อุ่นศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-28 2025-12-28 15 2 255 266 การศึกษาอัตลักษณ์การแปรทำนองระนาดทุ้มในเพลงเรื่องชุดทำขวัญฉบับรวมเครื่อง https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2143 <p style="font-weight: 400;"> การศึกษาเรื่อง อัตลักษณ์การแปรทำนองระนาดทุ้มเพลงเรื่องชุดทำขวัญฉบับรวมเครื่อง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการแปรทำนองระนาดทุ้มกับฆ้องวงใหญ่ในเพลงเรื่องชุดทำขวัญฉบับรวมเครื่อง และศึกษาอัตลักษณ์การแปรทำนองระนาดทุ้ม เพลงเรื่องชุดทำขวัญ ฉบับรวมเครื่อง ผู้วิจัยได้ศึกษาเพลงเรื่องชุดทำขวัญฉบับรวมเครื่องที่มีการบันทึกเป็นโน้ตสากล ซึ่งเป็นฉบับที่กรมศิลปากรได้ตีพิมพ์ไว้ และศึกษาทฤษฎีการวิเคราะห์เพลงไทย เกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยและเกณฑ์การประเมิน ของสำนักมาตรฐานอุดมศึกษา สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย เพื่อใช้ในการวิเคราะห์หาอัตลักษณ์การแปรทำนองระนาดทุ้ม นอกจากนี้ยังได้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการบรรเลงระนาดทุ้ม และด้านการวิเคราะห์เพลง ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของการวิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในรายงานการวิจัย ผลการศึกษาพบว่าเพลงเรื่องชุดทำขวัญ มีทั้งหมด 16 เพลง แต่ละเพลงแบ่งเป็น 2 ท่อน โดยทำนองระนาดทุ้มอยู่ในบันไดเสียงเดียวกันกับทำนองฆ้องวงใหญ่ทุกวรรค และมีลูกตกที่ตรงกับทำนองฆ้องวงใหญ่เกือบทุกเพลง ยกเว้นในเพลงสังข์เล็ก และเพลงดอกไม้ร่วง ที่ทำนองวรรคแรกมีลูกตกไม่ตรงกับลูกตกทำนองฆ้องวงใหญ่ ซึ่งมีเจตนาเพื่อฝากทำนอง เมื่อบรรเลงไปจนจบบรรทัดจึงมีลูกตกตรงกันกับลูกตกทำนองฆ้องวงใหญ่ ลักษณะทำนองที่เป็นอัตลักษณ์ของเพลงเรื่องชุดทำขวัญ คือ มีการตีล่วงหน้า โดยบรรเลงจบก่อนจังหวะ มีการลักจังหวะ ตีเตะมือซ้ายเตะมือขวา ทั้งแบบตีสวนและตีตาม การตีดูด การตีโขก ทั้งที่มีลักษณะแบบโขกมือเดียว และโขกเป็นคู่ นอกจากนี้ยังพบรูปแบบทำนองที่มีการใช้กระสวนจังหวะ 3 ตัวโน้ตใน 1 ห้อง และมีรูปแบบทำนองที่มีการตีจังหวะต่อเนื่องโดยเน้นเสียงมือขวาอีกหลายจุด ในช่วงต้นของทำนองเพลงมักมีการแปรทำนองระนาดทุ้มเหมือนวรรคแรกของเที่ยวก่อนหน้า ส่วนทำนองช่วงท้ายในแต่ละท่อน ทั้งเที่ยวแรกและเที่ยวกลับ ส่วนใหญ่จะบรรเลงเหมือนกันทั้ง 2 เที่ยว จากทำนองฆ้องวงใหญ่ในเพลงเรื่องชุดทำขวัญที่บรรเลงซ้ำกันในแต่ละเพลง แบ่งรูปแบบทำนองหลักๆออกเป็น 16 รูปแบบ ทำให้เห็นรูปแบบการแปรทำนองระนาดทุ้มที่หลากหลาย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเพลงอื่นๆที่มีรูปแบบทำนองฆ้องวงใหญ่เหมือนกัน โดยอาจเปลี่ยนบันไดเสียงให้เข้ากับเพลงนั้นๆ และจัดรูปแบบจังหวะใหม่</p> ธัญยาภรณ์ พวกดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-28 2025-12-28 15 2 267 284 การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการและผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างของพืช โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา ในรายวิชาชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/2520 <p style="font-weight: 400;"> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษากับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ เรื่องโครงสร้างของพืช ก่อนเรียนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างของพืช ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวารินชําราบ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567จำนวน 32 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาจำนวน 6 แผน โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 2) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ก่อนเรียนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา ข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 และมีค่าความยากเท่ากับ 0.05-0.75 ค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.29-0.57 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา ข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 และมีค่าความยากเท่ากับ 0.36-0.70 ค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.29-0.71 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่า “ที” <br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษากับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ เรื่องโครงสร้างของพืช มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.75/86.88 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ เรื่องโครงสร้างของพืช ก่อนเรียนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา พบว่า นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 11.31 และ 23.44 3) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างของพืช ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 11.97 และ 25.56 4) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64 โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด</p> กฤษฎา สีจันดี ณัฐพงศ์ วงษ์ชุ่ม ศิวพร หอมหวล ประวีรณ์ สุพรรณอ่วม ปริญญา มูลสิน พักพล มุ่งลือ ศศิธร ธงชัย จาตุรงค์ จงจีน ประพันธ์ ไตรยสุทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-28 2025-12-28 15 2 285 304 การพัฒนาโมเดลแก้จนเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ กรณีศึกษา ตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/3010 <p style="font-weight: 400;"> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากระบวนการคัดเลือกครัวเรือนยากจนให้ได้เป้าหมายที่แท้จริงเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำในพื้นที่ตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด และ 2) เพื่อพัฒนาโมเดลแก้จนที่ตอบโจทย์ความต้องการของและมีความเป็นไปได้ตามสภาพจริงของครัวเรือนยากจนเป้าหมาย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้กระบวนการศึกษาวิจัยแบบการมีส่วนร่วม (PAR) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยครัวเรือนยากจนในพื้นที่เป้าหมายจำนวน 48 ครัวเรือนโดยใช้ การสุ่มแบบหลายขั้นตอน และผู้นำชุมชนจำนวน 15 คนโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง 10 คำถาม เพื่อใช้ในการสนทนากลุ่มเฉพาะเพื่อสอบทานข้อมูลครัวเรือนยากจน การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างกับผู้นำชุมชน และ แบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง 15 ข้อ เพื่อในการระดมสมองเพื่อออกแบบโมเดลแก้จน ข้อมูลจะถูกวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหาอย่างเป็นระบบ (Content Analysis)<br /> ผลการศึกษาพบว่า เพื่อให้สามารถคัดเลือกครัวเรือนยากจนที่แท้จริงเข้าร่วมโครงการและร่วมออกแบบและพัฒนาโมเดลแก้จน (Operating model/Pilot project) ให้เหมาะสมกับบริบทและสอดคล้องกับความต้องการของครัวเรือนยากจน รวมทั้งมีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูงและใช้ได้จริงในพื้นที่ทีมผู้วิจัยได้รวมกันออกแบบกระบวนการคัดเลือกครัวเรือนยากจนในพื้นที่ตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เป็น 4 ขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลครัวเรือนยากจนด้วย ระบบสารสนเทศ PPP CONNEXT 2) ขั้นตอนการจัดการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) 3) ขั้นตอนการสอบทานข้อมูลครัวเรือนกลุ่มเป้าหมายร่วมกับผู้นำชุมชน และ 4) ขั้นตอนการสำรวจความสนใจในการเข้าร่วมพัฒนาโมเดลแก้จนจากครัวเรือนกลุ่มเป้าหมาย<br /> เพื่อพัฒนาโมเดลแก้จนเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนให้เหมาะสมกับบริบท และสอดคล้องกับความต้องการของครัวเรือนยากจนและมีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูงและใช้ได้จริงในพื้นที่ คณะผู้วิจัยได้จัดประชุมเพื่อระดมสมองกลุ่มตัวอย่าง (Brainstorming) โดยใช้แบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) เป็นแนวคำถามประกอบการระดมสมองของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 48 ครัวเรือนเพื่อออกแบบโมเดล แก้จน (Operating model/Pilot project) จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า กลุ่มเป้าหมายมีมติเห็นพ้องต้องกันในการเลือกโมเดลพืชผักเพื่อชีวิต และโมเดลเกษตรทางเลือกเป็นโมเดลที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และเมื่อมีการประชุมระดมสมองเพื่อหารือกับกลุ่มเป้าหมาย สำหรับการกำหนดแนวทางและรูปแบบในการนำโมเดลพืชผัก เพื่อชีวิตและโมเดลเกษตรทางเลือก มาใช้ในการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มครัวเรือนเป้าหมาย พบว่า ผลจากการระดมสมองของครัวเรือนเป้าหมาย จากโมเดล “พืชผักเพื่อชีวิต” จำนวน 19 ครัวเรือน เสนอให้มีการปลูกผักปลอดภัยแบบยกแคร่ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพของดินและการไม่มีที่ดิน โดยเห็นว่าควรมีการให้ความรู้เรื่อง เทคนิค การทำปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ แหล่งน้ำ โรคพืช และเทคนิคการเตรียมดิน และจากโมเดล “เกษตรทางเลือก” ครัวเรือนยากจน จำนวน 29 ครัวเรือน เสนอให้เลี้ยงไก่โดยใช้กรงตับ เพราะสามารถวางในพื้นที่แคบได้ การดูแลก็สามารถ ทำได้แบบง่ายๆ ที่ประชุมจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ในการเลี้ยงไก่ไข่โดยใช้กรงตับ นอกจากนี้ทางกลุ่มเป้าหมายได้เสนอให้มีการให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่โดยใช้กรงตับ การทำอาหารไก่เพื่อลดต้นทุนเรื่องอาหาร และการดูแลไก่จากโรคระบาด</p> ปรมัตถ์ โพดาพล พูนสุข จันทศิลป์ พิมพ์ชนก ไพรีพินาศ วรพจน์ พรหมจักร อาทิตย์ บุดดาดวง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-28 2025-12-28 15 2 305 320 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้การเรียนรู้ในเชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับกระบวนการทางภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SVNL/article/view/1440 <p style="font-weight: 400;"> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับกระบวนการทางภูมิศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา เรื่องทวีปอเมริกาเหนือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้การเรียนรู้ในเชิงรุกร่วมกับกระบวนการทางภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้การเรียนรู้ในเชิงรุกร่วมกับกระบวนการทางภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/9 โรงเรียนนารีนุกูล สำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาอุบลราชธานี-อำนาจเจริญ จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน มีค่าความเหมาะสม เฉลี่ย 4.64 อยู่ในระดับมากที่สุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย ระหว่าง 0.25-0.58 มีค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.25-0.55 และ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.92 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับกระบวนการทางภูมิศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา เรื่องทวีปอเมริกาเหนือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 84.84/85.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้การเรียนรู้ในเชิงรุกร่วมกับกระบวนการทางภูมิศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้การเรียนรู้ในเชิงรุกร่วมกับกระบวนการทางภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ธัญลักษณ์ พรมจรรย์ ระพิน ชูชื่น จิรวัฒน์ ตั้งวันเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ศรีวนาลัยวิจัย (Journal of Srivanalai Vijai) 2025-12-28 2025-12-28 15 2 321 334