วารสารเซนต์จอห์น (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL <p>วารสารเซนต์จอห์น นำเสนอผลงานวิชาการของนักศึกษาคณาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตีพิมพ์เผยแพร่บทความที่ผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้บทความมีคุณค่าทางวิชาการใช้ประกอบการเรียนการสอนการศึกษาค้นคว้าต่อไป<br />ISSN: 0859-9432<br />กำหนดการเผยแพร่: 2 ฉบับต่อปี (มกราคม -กรกฎาคม, สิงหาคม - ธันวาคม) </p> th-TH บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร sjujournal@stjohn.ac.th (ดร.วีณา ซุ้มบัณฑิต) sjujournal@stjohn.ac.th (ศุภลักษณ์ ศรีประพันธ์) Tue, 30 Jun 2026 22:10:32 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องปริมาณสารสัมพันธ์ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (Gemini AI) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4266 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องปริมาณสารสัมพันธ์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดร่วมกับ Gemini AI 2) ศึกษาพัฒนาการทางการเรียนโดยใช้คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน&nbsp; กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 68 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดบูรณาการ Gemini AI คู่มือคำสั่ง (Prompt Tuning) สำหรับการเรียนรู้รายบุคคล แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ ซึ่งเครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนก สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (t-test for Dependent Samples) และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (Relative Gain Score)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีพัฒนาการทางการเรียนเฉลี่ยอยู่ในระดับกลางถึงสูง โดยกระบวนการสะท้อนคิดร่วมกับ Gemini AI ในฐานะการเสริมต่อการเรียนรู้แบบดิจิทัล (Digital Scaffolding) ช่วยให้นักเรียนสามารถตรวจสอบมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน ระบุจุดบกพร่องในขั้นตอนการคำนวณ และปรับปรุงกระบวนการคิดได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation"></em>= 4.75, S.D. = 0.43) เนื่องจากเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ที่ช่วยลดความวิตกกังวลและส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพรายบุคคล</p> สถาพร ปิ่นทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4266 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในประเทศไทย https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4267 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้เป็นการสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในประเทศไทย&nbsp; โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานภาพและคุณลักษณะของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2560–2568 โดยพิจารณาด้านแนวคิด กรอบการวิจัย วิธีวิจัย และบริบทของการศึกษา (2) สังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางและรูปแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และ (3) สังเคราะห์ประสิทธิผลของ การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ โดยพิจารณาจากตัวชี้วัด ได้แก่ ผลลัพธ์การเรียนรู้ คุณภาพชีวิต&nbsp; การมีส่วนร่วมทางสังคม และสุขภาวะ ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยได้มาจากงานวิจัย จำนวน 20 เรื่อง ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างทั้งผู้สูงอายุในชุมชน สมาชิกโรงเรียนผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชนหรือผู้เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมผู้สูงอายุ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผู้สูงอายุ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสรุปรายละเอียดงานวิจัย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-Analysis) กับงานวิจัยที่มีข้อมูลเชิงสถิติครบถ้วนเพียงพอสำหรับการคำนวณขนาดอิทธิพลและใช้การวิเคราะห์เนื้อหา กับงานวิจัยที่ไม่สามารถนำมาวิเคราะห์เชิงอภิมานได้ เพื่อสังเคราะห์แนวทางและรูปแบบการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ผลการสังเคราะห์พบว่างานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ คิดเป็นร้อยละ 45 รองลงมาคืองานวิจัยเชิงปริมาณ คิดเป็นร้อยละ 30 และงานวิจัยผสานวิธีและการสัมภาษณ์เชิงลึก คิดเป็นร้อยละ 25 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้มากที่สุดคือผู้สูงอายุในชุมชน&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คิดเป็นร้อยละ 55 รองลงมาคือสมาชิกโรงเรียนผู้สูงอายุ คิดเป็นร้อยละ 25 และเป็นผู้นำชุมชนหรือผู้เกี่ยวข้อง คิดเป็นร้อยละ 15 เครื่องมือวิจัยที่ใช้ส่วนใหญ่ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม การสังเกตและการวิเคราะห์เอกสาร โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สถิติเชิงพรรณนา เช่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ&nbsp; จากการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม และจากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้สูงอายุควรมุ่งเน้นการสร้างระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของผู้สูงอายุ ทั้งด้านสุขภาพ สังคม และการพัฒนาศักยภาพของบุคคล เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมผู้สูงอายุ</p> พัชราวรรณ แก้วกันทะ , กมลวรรณ บุญสัมปทา , ลำไย สีหามาตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4267 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาบทบาทของภาวะผู้นำที่พึงประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในธุรกิจโรงแรม: กรณีศึกษาโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4270 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในธุรกิจบริการโรงแรม 2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำที่พึงประสงค์กับประสิทธิภาพการทำงานโมเดลกระบวนการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการเพื่อบริการที่เป็นเลิศ โดยใช้กรณีศึกษาโรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต การดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพนักงานจำนวน 200 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Yamane สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าภาวะผู้นำแบบบริการ (Servant Leadership) มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.25 รองลงมาคือ ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) &nbsp;มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.12 และภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (Transactional Leadership) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.85 ตามลำดับ สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านคุณภาพของงาน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ภาวะผู้นำที่พึงประสงค์ทุกด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับจุดศูนย์ห้า โดยภาวะผู้นำแบบบริการมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการทำงานสูงที่สุด&nbsp; โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .715&nbsp; ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ องค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสนับสนุนและการสร้างแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะการนำแบบบริการที่เน้นความเข้าใจและการสนับสนุนทีมงาน เพื่อยกระดับความผูกพันและประสิทธิภาพการให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีการแข่งขันสูงของจังหวัดภูเก็ต</p> <p>&nbsp;</p> พัชรินทร์ ชูชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4270 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 เอกภาพแห่งพญาครุฑ : การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างนิยมของพหุพระนาม ในบริบทคติไทย จาก “พระเป็นเจ้าของพราหมณ์ พระราชนิพนธ์ ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4268 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์พหุพระนามของพญาครุฑที่ปรากฏในเรื่อง “พระเป็นเจ้าของพราหมณ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” โดยใช้แนวคิดโครงสร้างนิยมและแนวคิดระบบสัญลักษณ์เป็นกรอบในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง “พหุพระนาม” กับ “เอกภาพแห่งพญาครุฑ” ในบริบทคติไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงเอกสาร โดยรวบรวม วิเคราะห์ และตีความ พระนามของพญาครุฑ ทั้งในเชิงภาษา ความหมาย และบริบททางคติชน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า พระนามทั้ง 26 พระนามมิได้ปรากฏอย่างกระจัดกระจาย หากแต่มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ และสามารถจำแนกตามโครงสร้างความหมายได้ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านชาติกำเนิด 2) ด้านสรีระและอัตลักษณ์ 3) ด้านบทบาทและสถานะ และ 4) ด้านอำนาจและพลานุภาพ โดยพระนามแต่ละพระนามทำหน้าที่เป็นหน่วยย่อยของความหมายที่ร่วมกันประกอบสร้างภาพลักษณ์ของพญาครุฑในฐานะเทพพาหนะของพระนารายณ์ ผู้ทรงฤทธิ์เดช และสัญลักษณ์แห่งอำนาจในทางคติไทย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า “พหุพระนาม” มิได้หมายถึงความเป็นหลายตัวตน หากแต่เป็นการแสดงออกของ “เอกภาพแห่งพญาครุฑ” ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเป็น แบบแผน ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะพหุวัฒนธรรมของสังคมไทยที่สามารถดำรงความหลากหลายภายใต้เอกภาพเดียวกัน อันเป็นลักษณะสำคัญของคติไทยที่ผสมผสานความเชื่อทางศาสนา ภาษา และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้าไว้ร่วมกันอย่างมีนัยสำคัญ</p> อุตมะ ปภาภูธนะนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4268 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 สิทธิในการดูแลแบบประคับประคองตามบริบททางกฎหมายในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4272 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การดูแลแบบประคับประคองจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้หรือไม่นั้น ก็ต่อเมื่อมีความชัดเจน เข้าใจง่าย และได้รับความไว้วางใจ ทั้งจากผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ที่ต้องใช้การดูแลผู้ป่วยเช่นว่านี้เมื่อจำเป็นต้องฟื้นฟูหรือดูแลรักษาสุขภาพผู้ป่วยในระยะสุดท้าย พร้อมกับหน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพที่คาดหวังว่าจะแก้ไขปัญหาให้ผู้ป่วยอย่างถูกต้อง ในขณะที่นโยบายว่าด้วยการดูแลแบบประคับประคองและการดูแลในช่วงสุดท้ายของชีวิตกับแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง มีเป้าหมายเพื่อให้มั่นใจว่าบริการและการดูแลแบบประคับประคองที่มีคุณภาพจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่มีโรคร้ายแรงและผู้ป่วยที่มีอายุขัยจำกัดนั้น ข้อถกเถียงที่สำคัญเกี่ยวกับข้อขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลายาวนานเกี่ยวกับประเด็นการดูแลแบบประคับประคองและการรักษาในระยะสุดท้าย มุมมองของผู้ป่วยและครอบครัว และการประยุกต์ใช้การดูแลแบบประคับประคองอย่างมีจริยธรรม ซึ่งประเด็นที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้พื้นฐานของความเป็นอิสระและการตัดสินใจด้วยตนเองของผู้ป่วย อันมีเป้าหมายเพื่อให้ความกระจ่างหรือเสริมความมั่นใจในคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย บทความนี้มุ่งเน้นศึกษาการปกป้องสิทธิในการดูแลแบบประคับประคองในบริบทระดับชาติภายใต้ระบบกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ซึ่งเรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาให้ความสำคัญในวงการสาธารณสุขยุคปัจจุบันมากขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้ศึกษานโยบายและกฎหมายที่อยู่เบื้องหลังการวางแนวทางของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรในการส่งเสริมสิทธิในการดูแลแบบประคับประคองในระดับภูมิภาคและระดับชาติ ขอบเขตเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการวิเคราะห์โดยคำนึงถึงการจัดหาการดูแลแบบประคับประคองที่เหมาะสม แนวคิดเรื่องการดูแลแบบประคับประคองอาจถูกตั้งคำถามได้ เนื่องจากมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคองและการรักษาในระยะสุดท้ายของชีวิต อันส่งผลให้เกิดการวิพากษ์โต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในการดูแลแบบประคับประคองที่ได้ดำเนินมาอย่างยาวนาน พร้อมกับนำไปสู่การออกกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรที่เกี่ยวข้อง&nbsp;</p> ปีดิเทพ อยู่ยืนยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4272 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700