วารสารเซนต์จอห์น (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL <p>วารสารเซนต์จอห์น นำเสนอผลงานวิชาการของนักศึกษาคณาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตีพิมพ์เผยแพร่บทความที่ผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้บทความมีคุณค่าทางวิชาการใช้ประกอบการเรียนการสอนการศึกษาค้นคว้าต่อไป<br />ISSN: 0859-9432<br />กำหนดการเผยแพร่: 2 ฉบับต่อปี (มกราคม -กรกฎาคม, สิงหาคม - ธันวาคม) </p> th-TH บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร sjujournal@stjohn.ac.th (ดร.อาทิตยา จารุจินดา) sjujournal@stjohn.ac.th (ศุภลักษณ์ ศรีประพันธ์) Thu, 26 Feb 2026 19:55:36 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพเหนือ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3563 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพเหนือ และเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพเหนือ จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนปฏิบัติหน้าที่ด้านการสอนโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพเหนือ จำนวน 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและทดสอบความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพเหนือ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย ด้านการพัฒนาและส่งเสริมความก้าวหน้าของบุคลากร ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และพันธกิจ ด้านการนิเทศ กำกับ ติดตาม และสะท้อนผลการจัดการเรียนการสอน ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ และด้านการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ครูที่มีเพศและประสบการณ์ทำงานต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพเหนือไม่แตกต่างกันส่วนครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพเหนือแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ธัญญรัตน์ ปิติพล , วลัยพรรณ อ้วนนาแวง , จิติยาภรณ์ เชาวรากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3563 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มกรุงเทพเหนือ สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3564 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในกลุ่มกรุงเทพเหนือ สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในกลุ่มกรุงเทพเหนือ สังกัดกรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนปฏิบัติหน้าที่ด้านการสอนโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพเหนือ จำนวน 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในกลุ่มกรุงเทพเหนือ สังกัดกรุงเทพมหานครในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการใช้เทคโนโลยี ด้านการคิดสร้างสรรค์ ด้านการจัดการองค์การ ด้านการคิดวิเคราะห์และด้านการสื่อสาร และ 2)ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ผู้บริหารและครูผู้สอนที่มีเพศและระดับการศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ในกลุ่มกรุงเทพเหนือ สังกัดกรุงเทพมหานคร ไม่แตกต่างกัน ส่วนผู้บริหารและครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ในกลุ่มกรุงเทพเหนือ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ .05</p> วสุนทรา แจกเกาะ , วลัยพรรณ อ้วนนาแวง, จิติยาภรณ์ เชาวรากุล , ชุติมา วัฒนะคีรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3564 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 The Research on the Behaviors and Perceived Risk of Chinese International Companies’ Managers toward RMB Exchange Rate Pass-Through Effect https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3566 <p>The purposes of this research on the behaviors and perceived risk of Chinese international company managers toward the RMB exchange rate pass-through effect were: 1) to determine how transformational leadership style could positively affect risk perception, 2) to determine how self-control could positively affect risk perception, 3) to determine how organizational commitment <br>could positively affect risk perception, 4) to determine how risk perception could positively affect international trade decisions, <br>5) to determine how achievement motivation could play a mediating role between risk perception and international trade decision., and 6) to establish a model to test which factors may affect the risk perception of those Chinese international company managers. the “RMB exchange rate pass-through effect” could cause changes in other indices such as domestic products’ price, import and <br>export prices, and inflation. The changing of that index may cause the loss for international companies. And the decision of Chinese <br>international company managers may depend on how they perceive those risks. What’s more, exchange rates may also affect one country’s international trade, monetary policy, and resource distribution.</p> <p>In this study, quantitative methods and qualitative research methods were adopted to analyze the data obtained from the research survey and drew a conclusion based on the test. Five hundred questionnaires were distributed, and 432 responses were collected and 400 were found valid. Research results indicated that leadership style positively affected risk perception, self-control positively affected risk perception, organizational commitment positively affected risk perception, risk perception positively affected international trade decisions, and achievement motivation played a mediating role between risk perception and international <br>trade decisions.</p> Yu Ting, Wasin Phromphithakkul, Pimsupak Sedtheesakolwatchara ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3566 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค TGTของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3567 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง วงกลม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังใช้การจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค TGT ให้สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง วงกลม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค TGT 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค TGT กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสายไหม จำนวน 1 ห้อง นักเรียน 23 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค TGT สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ และสถิติทดสอบ T-test for dependent sample</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง วงกลม สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าเฉลี่ย 22.74 คิดเป็นร้อยละ 75.80</p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง วงกลมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสายไหม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค TGT หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนอยู่ที่ 10.61 คะแนน และค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนอยู่ที่ 22.74 คะแนน</p> <p>3) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง วงกลม โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสายไหมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{\chi}" alt="equation">&nbsp;= 4.38, SD = 0.56)</p> เกศรินทร์ อรรถเสนา , สุพจน์ เกิดสุวรรณ์ , สุดาพร พงษ์พิษณุ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3567 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนแรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนเรียนศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ จังหวัดสมุทรปราการ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3568 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ(1) เพื่อศึกษาปัญหาในการจัดการเรียนรู้ครูผู้สอนของแรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนเรียนศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ จังหวัดสมุทรปราการ (2) เพื่อเปรียบเทียบระดับปัญหาขององค์ประกอบต่าง ๆ ในการจัดการเรียนรู้ของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีต่อแรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนเรียนศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ จังหวัดสมุทรปราการ (3) เพื่อเสนอแนะการจัดการเรียนรู้ของแรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนเรียนศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ จังหวัดสมุทรปราการ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้ปฏิบัติหน้าที่สอน จำนวน 104 คนและแรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนเรียนที่สมัครใจให้สัมภาษณ์ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ปัญหาการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนแรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนเรียนมีปัญหาด้านเนื้อหามากที่สุด 2) ผลเปรียบเทียบระดับปัญหาขององค์ประกอบต่าง ๆ พบว่า ด้านหลักสูตร อำเภอบางเสาธง มีปัญหามากที่สุด ด้านเนื้อหา อำเภอพระสมุทรเจดีย์ มีปัญหามากที่สุด ด้านครูผู้สอน อำเภอบางบ่อ ด้านผู้เรียน อำเภอบางบ่อ มีปัญหามากที่สุด ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ ด้านสื่อการเรียนรู้ อำเภอบางบ่อ มีปัญหามากที่สุด ด้านการวัดและประเมินผล อำเภอพระประแดง มีปัญหามากที่สุด ด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ มีปัญหามากที่สุด ด้านกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต อำเภอพระสมุทรเจดีย์ มีปัญหามากที่สุด 3) ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งนี้ 1) ด้านหลักสูตร จัดทำหลักสูตรขึ้นใหม่สำหรับผู้เรียนแรงงานต่างด้าวโดยคำนึงถึงความรู้พื้นฐานด้านภาษาไทย และความแตกต่างของวัย2) ด้านเนื้อหา ควรบูรณาการเนื้อหาวิชาให้มีความเชื่อมโยง สร้างประสบการณ์ชีวิตให้กับผู้เรียนแรงงานต่างด้าว 3) ด้านครูผู้สอน มีครูผู้สอนมีสัญชาติเดียวกับผู้เรียนแรงงานต่างด้าว หรือพัฒนาครูผู้สอนแรงงานต่างด้าวให้สามารถสื่อสารภาษาเดียวกับผู้เรียนแรงงานต่างด้าวได้ 4) ด้านผู้เรียน เตรียมความพร้อมด้านการอ่าน เขียน และการสื่อสารให้กับผู้เรียนแรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนเทอมแรก5) ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ทดสอบความรู้ด้านภาษาไทยผู้เรียน และสัมภาษณ์ผู้เรียนแรงงานต่างด้าวด้านความต้องการในการเรียนรู้ 6) ด้านสื่อการเรียนรู้พัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้ และความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตและพัฒนาสื่อ7) ด้านการวัดและประเมินผล พัฒนาครูสอนให้มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือวัดและประเมินผล 8) ด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้จัดให้ห้องเรียนให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยี 9) ด้านกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต วางแผนในการจัดทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้เรียนให้สอดคล้องกับประสบการณ์ชีวิตที่ผู้เรียนแรงงานต่างด้าวจำเป็น</p> วนิดา จันทร์วิโรจน์ , ชุติมา วัฒนะคีรี , วีณา ซุ้มบัณฑิต , ภัทรพล มหาขันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3568 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700 The Impact of Alliance Diversification on Innovation Performance of High-Tech Enterprises: Mediated by Organizational Agility and Internationalization Degree https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3570 <p>In the context of global economic integration and increasingly fierce market competition, enterprises have sought innovative resources and expanded market boundaries by building diversified and internationalized alliance networks to enhance their innovation capabilities and market competitiveness. This study has aimed to explore how diversified alliances could impact corporate innovation, focusing on the mediating effects of organizational agility and internationalization. This study has adopted a questionnaire survey method and conducted empirical analysis on the survey data of a large-scale enterprise sample. A total of 570 valid questionnaire responses have been collected, and the formal questionnaire validity rate is 87.69%. The study has found that alliance diversity has been significantly and positively affecting the innovation performance of enterprises, and internationalization and organizational agility are playing a chain-mediating role in it. The research results would provide enterprise managers and decision makers with in-depth insights into the impact mechanism of alliance diversity and internationalization on enterprise innovation performance.&nbsp;</p> Cheng Chen, SzeTing Chen ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3570 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 The Influence of Teacher Support on Vocational Students’ Career Values and Career Decision-making Self-efficacy: A Case Study of Chongqing City Management College https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3589 <p>The objectives of this study were as follows: <br>1) to explore the influencing factors of vocational values and career decision-making self-efficacy of higher vocational students <br>in Chongqing, 2) to explore the influence of teacher support on vocational values and self-efficacy of vocational decision-making <br>in Chongqing, and 3) to put forward suggestions for improving the self-efficacy of vocational values and career decision-making of higher vocational students. In this study, 325 questionnaire responses were obtained from a sampling survey of students in Chongqing Vocational College of Urban Management, and a quantitative study was carried out, using non-independent sample T and univariate analysis. The results of regression analysis were as follows: The β value of the influence of teacher support on Career values was 0.531, which was greater than 0, indicating that there was a positive and significant relationship between teacher support and Career values. When higher vocational students felt more supported by the teachers, they would have an improvement on their career values. The β value of teacher support self-efficacy for career decision-making was 0.457.</p> Ke Tao, Sudaporn Pongpisanu ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3589 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 The Effectiveness of Jolly Phonics on English Pronunciation and Vocabulary Knowledge in a Kindergarten Class at a Private School in Nakhon Pathom https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3590 <p>The purpose of this research was to study the effectiveness of Jolly Phonics on English Pronunciation and vocabulary knowledge in a kindergarten class at a private school in Nakhon Pathom. The sample group was 24 Kindergarten 1 students who used Thai language in their daily activity but used English in their English class. The experimental instruments were the 15 phonics lesson plans that were specifically designed for these young learners. The data collecting instrument was an assessment form for the students’ English pronunciation and vocabulary knowledge. The data were analyzed through mean, standard deviation, and percentage. The findings of the research were as follows:</p> <p>1. All of the 24 students’ scores in English pronunciation ability passed the pre-set criteria of 70 percent at a very good level, namely<br>93 percent of the full score.<br>2. All of the 24 students’ scores in English vocabulary knowledge passed the pre-set criteria of 70 percent at a very good level, that is, 92 percent of the full score.</p> Doungkamol Anu-ekjit, Chutima Wattanakhiri, Weena Sumbandit ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3590 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700 The Effect of Corporate Social Responsibility on Profit Efficiency of Chinese Listed Energy Companies https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3592 <p>The performance of corporate social responsibility in the energy industry has an important impact on the sustainable development of the market economy. Bloomberg database 2009-2022 has been used as the research materials to study the role of corporate social responsibility performance and the profit efficiency as well as to investigate the impact of mandatory release of corporate social responsibility reports on listed energy companies on different sectors. Through the Stochastic Frontier Analysis production function model, it is found that the environmental performance, corporate social responsibility performance, corporate governance, and ESG comprehensive scores have had a significant impact on the profit efficiency of Chinese listed energy companies. There have been differences in the impact of listed energy companies on the sectors. This study has provided a basis for policy makers and regulators. It is also of great significance to promote the performance of Chinese listed energy companies to fulfill corporate social responsibility and achieve sustainable development.</p> Tingting Yao, Anong Rungsuk, Nuengruetai Champathin ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3592 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3597 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา จำแนกตามตำแหน่งงาน ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ฉะเชิงเทรา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา ทำการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 302 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.78 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ ค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำ การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการกระตุ้นทางปัญญามีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา ที่มีตำแหน่งงาน ระดับการศึกษา และ ประสบการณ์ในการทำงานต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน ส่วนครูและ บุคลากรทางการศึกษาที่สังกัดขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ฉะเชิงเทรา มี 5 ด้าน และ 30 แนวทาง ดังนี้</p> <p>1) ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ประกอบด้วย 5 แนวทาง 2) ด้านการ สร้างแรงบันดาลใจ ประกอบด้วย 5 แนวทาง 3) ด้านการคำนึงถึงความ เป็นปัจเจกบุคคล ประกอบด้วย 4 แนวทาง 4) ด้านการกระตุ้นทางปัญญา ประกอบด้วย 9 แนวทาง และ 5) ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ ประกอบด้วย 7 แนวทาง</p> ธันย์ณภัทร กล่าวรัมย์ , นเรศ สถิตยพงศ์ , วัสสิกา รุมาคม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3597 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยค่ายภาษาอังกฤษ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3600 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้ด้วยค่ายภาษาอังกฤษ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษก่อนและหลังการจัดการเรียนรู ้ด้วยค่าย ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อศึกษาเจตคติ ต่อภาษาอังกฤษ ด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยค่ายภาษาอังกฤษของนักเรียน ในระดับประถมศึกษาตอนปลาย โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนสามัคคีบำรุงวิทยา จำนวน 46 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) โดยใช้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการเรียนรู้เรื่องคำนาม (Noun), คำคุณศัพท์ (Adjective), การเปรียบเทียบขั้นกว่า (Comparative) และการเปรียบเทียบ ขั้นสุด (Superlative) 2) แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ และ 3) แบบวัดเจตคติที่มีต่อภาษาอังกฤษ ซึ่งสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ค่าเฉลี่ย 2) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3) ค่า T-test</p> <p>ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <ol> <li class="show">ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนจำนวน 46 คน หลังจากที่ได้ เข้าร่วมกิจกรรมค่ายภาษาอังกฤษ มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 13 คะแนนเป็น 15.63 คะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม ค่ายภาษาอังกฤษสูงกว่าก่อนการเข้าเป็นจำนวน 95% อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ .05</li> <li class="show">ผลการศึกษาเจตคติต่อภาษาอังกฤษหลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายการ เรียนรู้พบว่า นักเรียนที่เข้าร่วมค่ายการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.81 จาก คะแนนเต็ม 3 คะแนน คือ นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษและ สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อการเรียนรู้ในอนาคต โดยนักเรียน มีความเห็นเป็นจำนวน 100% ว่าการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายภาษาอังกฤษ สามารถส่งผลทำให้นักเรียนนำภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เป็นอย่างดี</li> </ol> กาญจนา ลีลาเลิศโสภณ , ชุติมา วัฒนะคีรี , วีณา ซุ้มบัณฑิต, สาลินี มีเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3600 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรมกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3611 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรมของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา 2) เพื่อศึกษาระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรมกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชครูของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา ในปีการศึกษา2566 จำนวน 297 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา มีการส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก2) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) การส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรมของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนภาพรวมอยู่ในระดับสูง</p> จีรพัฒน์ธนธร อิ่มลิ้มธาร, วัสสิกา รุมาคม , จิติยาภรณ์ เชาวรากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3611 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA และการจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือ CIRC https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3612 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา (CIPPA) และการจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือ CIRC 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือ CIRC กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 2 ห้องเรียน รวม 80 คน มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่มแล้วทำการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลองที่ 1 นักเรียนห้อง ป.6/1 จำนวน 40 คน ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปาและกลุ่มทดลองที่ 2 นักเรียนห้อง ป.6/2 จำนวน 40 คน ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือ CIRC สถิติที่ในการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ค่าคะแนนน้อยที่สุด ค่าคะแนนมากที่สุด ค่าผลรวม ค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานค่า t-test แบบ Independent SamplesT-test และค่า t-test แบบ Paired Samples T-test ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปาและการจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือ CIRC แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2) การจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปาทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 3) การจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือ CIRC ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> พฤกษาชาติ วัสแสง , สุดาพร พงษ์พิษณุ , วีณา ซุ้มบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3612 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนสถาบันปอเนาะในกรุงเทพมหานคร https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3613 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนสถาบันปอเนาะในกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนสถาบันปอเนาะในกรุงเทพมหานครจำแนกตาม เพศ อายุและระดับชั้น 3) เพื่อพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ในสถาบันปอเนาะ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนสถาบันปอเนาะในกรุงเทพมหานคร รวม 12 แห่ง จำนวน 296 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบสอบถามพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนสถาบันปอเนาะในกรุงเทพมหานคร รวม 12 แห่งโดยใช้กรอบแนวคิด LASSI (Learning and Study Strategies Inventory)และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติSimple t-test ค่าความแปรปรวนทางเดียว One Way ANOVA และการวิเคราะห์เนื้อหา Content Analysis จากแบบสัมภาษณ์</p> <p>ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนสถาบันปอเนาะในกรุงเทพมหานคร พบว่า โดยรวมนักเรียนมีพฤติกรรมอยู่ในระดับเหมาะสมปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนด้านกระบวนการรวบรวมข้อมูลมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านทัศนคติหรือเจตคติในการเรียนมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2) การเปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนสถาบันปอเนาะในกรุงเทพมหานคร เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนเพศหญิง มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และมีความวิตกกังวลมากกว่านักเรียนเพศชาย และเมื่อจำแนกตามอายุ พบว่า นักเรียนที่มีอายุระหว่าง 14 ถึง 19 ปี มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเรียน แตกต่างจากนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 20 ถึง 30 ปี และเมื่อจำแนกตามระดับชั้น พบว่า พฤติกรรมของนักเรียนสถาบันปอเนาะในกรุงเทพมหานคร มีพฤติกรรมการเรียนไม่แตกต่างกัน 3) การพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ในสถาบันปอเนาะในกรุงเทพมหานครควรมุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง ควรมีการเพิ่มกิจกรรมเชิงปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน และการสนับสนุนจากผู้ปกครองและครูผู้สอนในการสร้างแรงจูงใจเพื่อลดปัญหาการขาดสมาธิของนักเรียน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อรวีร์ บุญชม , ชุติมา วัฒนะคีรี , วีณา ซุ้มบัณฑิต, ภัทรพล มหาขันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3613 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700 การศึกษากระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3614 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการประเมินกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์สุจริตของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น 2) ศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติตนตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการเป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์สุจริตของนักศึกษา3) ศึกษาระดับความพึงพอใจ ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่อกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์สุจริตกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ปีการศึกษา 2566 จำนวน 154 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาเห็นว่ามีการสอดแทรกหลักคุณธรรมในวิชาที่สอนถึงร้อยละ 77.9 2) นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ คุณธรรมจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ทั้ง 4 หมวด คือ 1. ซื่อสัตย์ต่อตนเอง 2. ซื่อสัตย์ต่อบุคคลอื่น 3. ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ และ 4. ซื่อสัตย์สุจริตต่อชุมชนและสังคม ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของหลักสูตรภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> สมชาติ อดุลวัชรเมธ , สุดาพร พงษ์พิษณุ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3614 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700 The Effects of Project-based Learning on Chinese Reading Achievement of Primary 6 Students https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3616 <p>This research was to study the effects of project-based learning on Chinese reading achievement of Primary 6 students. The objectives were 1) To study project-based learning that enhanced Chinese reading achievement of Primary 6 students, 2) To study <br>the students reading interests in Chinese reading through project based learning. The sample group used in this research was 30 <br>students in Primary 6, Semester 1, Academic Year 2024, selected through the Cluster Random Sampling method, by using the classroom as the randomization unit. The tools used in the research consisted of 1) primary school project-based reading teaching materials, 2) primary school project-based reading ability tests, and 3) primary school project-based thinking tendency questionnaire test consisting of 15 questions.</p> <p>The results of the research showed that 1) teaching activities in using project-based learning technique helped Primary 6 students to have the significantly higher academic achievement than before learning at the statistically significant level of .05, 2) Students were at the highest level of thinking tendency through the project-based learning with the reading achievement (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi\bar{}" alt="equation">&nbsp;= 4.58, SD = 0.31).</p> Jie Wang, Sudaporn Pongpisanu, Thongpan Boonkusol ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/3616 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700