https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/issue/feed
วารสารเซนต์จอห์น (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)
2026-06-30T22:10:32+07:00
ดร.วีณา ซุ้มบัณฑิต
sjujournal@stjohn.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารเซนต์จอห์น นำเสนอผลงานวิชาการของนักศึกษาคณาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตีพิมพ์เผยแพร่บทความที่ผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้บทความมีคุณค่าทางวิชาการใช้ประกอบการเรียนการสอนการศึกษาค้นคว้าต่อไป<br />ISSN: 0859-9432<br />กำหนดการเผยแพร่: 2 ฉบับต่อปี (มกราคม -กรกฎาคม, สิงหาคม - ธันวาคม) </p>
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4268
เอกภาพแห่งพญาครุฑ : การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างนิยมของพหุพระนาม ในบริบทคติไทย จาก “พระเป็นเจ้าของพราหมณ์ พระราชนิพนธ์ ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว”
2026-06-30T18:32:40+07:00
อุตมะ ปภาภูธนะนันต์
uattama.p@gmail.com
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์พหุพระนามของพญาครุฑที่ปรากฏในเรื่อง “พระเป็นเจ้าของพราหมณ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” โดยใช้แนวคิดโครงสร้างนิยมและแนวคิดระบบสัญลักษณ์เป็นกรอบในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง “พหุพระนาม” กับ “เอกภาพแห่งพญาครุฑ” ในบริบทคติไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงเอกสาร โดยรวบรวม วิเคราะห์ และตีความ พระนามของพญาครุฑ ทั้งในเชิงภาษา ความหมาย และบริบททางคติชน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า พระนามทั้ง 26 พระนามมิได้ปรากฏอย่างกระจัดกระจาย หากแต่มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ และสามารถจำแนกตามโครงสร้างความหมายได้ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านชาติกำเนิด 2) ด้านสรีระและอัตลักษณ์ 3) ด้านบทบาทและสถานะ และ 4) ด้านอำนาจและพลานุภาพ โดยพระนามแต่ละพระนามทำหน้าที่เป็นหน่วยย่อยของความหมายที่ร่วมกันประกอบสร้างภาพลักษณ์ของพญาครุฑในฐานะเทพพาหนะของพระนารายณ์ ผู้ทรงฤทธิ์เดช และสัญลักษณ์แห่งอำนาจในทางคติไทย</p> <p> ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า “พหุพระนาม” มิได้หมายถึงความเป็นหลายตัวตน หากแต่เป็นการแสดงออกของ “เอกภาพแห่งพญาครุฑ” ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเป็น แบบแผน ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะพหุวัฒนธรรมของสังคมไทยที่สามารถดำรงความหลากหลายภายใต้เอกภาพเดียวกัน อันเป็นลักษณะสำคัญของคติไทยที่ผสมผสานความเชื่อทางศาสนา ภาษา และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้าไว้ร่วมกันอย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4272
สิทธิในการดูแลแบบประคับประคองตามบริบททางกฎหมายในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร
2026-06-30T20:27:45+07:00
ปีดิเทพ อยู่ยืนยง
pedithep.y@cmu.ac.th
<p> การดูแลแบบประคับประคองจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้หรือไม่นั้น ก็ต่อเมื่อมีความชัดเจน เข้าใจง่าย และได้รับความไว้วางใจ ทั้งจากผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ที่ต้องใช้การดูแลผู้ป่วยเช่นว่านี้เมื่อจำเป็นต้องฟื้นฟูหรือดูแลรักษาสุขภาพผู้ป่วยในระยะสุดท้าย พร้อมกับหน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพที่คาดหวังว่าจะแก้ไขปัญหาให้ผู้ป่วยอย่างถูกต้อง ในขณะที่นโยบายว่าด้วยการดูแลแบบประคับประคองและการดูแลในช่วงสุดท้ายของชีวิตกับแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง มีเป้าหมายเพื่อให้มั่นใจว่าบริการและการดูแลแบบประคับประคองที่มีคุณภาพจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่มีโรคร้ายแรงและผู้ป่วยที่มีอายุขัยจำกัดนั้น ข้อถกเถียงที่สำคัญเกี่ยวกับข้อขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลายาวนานเกี่ยวกับประเด็นการดูแลแบบประคับประคองและการรักษาในระยะสุดท้าย มุมมองของผู้ป่วยและครอบครัว และการประยุกต์ใช้การดูแลแบบประคับประคองอย่างมีจริยธรรม ซึ่งประเด็นที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้พื้นฐานของความเป็นอิสระและการตัดสินใจด้วยตนเองของผู้ป่วย อันมีเป้าหมายเพื่อให้ความกระจ่างหรือเสริมความมั่นใจในคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย บทความนี้มุ่งเน้นศึกษาการปกป้องสิทธิในการดูแลแบบประคับประคองในบริบทระดับชาติภายใต้ระบบกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ซึ่งเรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาให้ความสำคัญในวงการสาธารณสุขยุคปัจจุบันมากขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้ศึกษานโยบายและกฎหมายที่อยู่เบื้องหลังการวางแนวทางของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรในการส่งเสริมสิทธิในการดูแลแบบประคับประคองในระดับภูมิภาคและระดับชาติ ขอบเขตเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการวิเคราะห์โดยคำนึงถึงการจัดหาการดูแลแบบประคับประคองที่เหมาะสม แนวคิดเรื่องการดูแลแบบประคับประคองอาจถูกตั้งคำถามได้ เนื่องจากมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคองและการรักษาในระยะสุดท้ายของชีวิต อันส่งผลให้เกิดการวิพากษ์โต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในการดูแลแบบประคับประคองที่ได้ดำเนินมาอย่างยาวนาน พร้อมกับนำไปสู่การออกกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรที่เกี่ยวข้อง </p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4266
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องปริมาณสารสัมพันธ์ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (Gemini AI) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2026-06-30T17:46:47+07:00
สถาพร ปิ่นทอง
sathaporn@mpns.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องปริมาณสารสัมพันธ์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดร่วมกับ Gemini AI 2) ศึกษาพัฒนาการทางการเรียนโดยใช้คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 68 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดบูรณาการ Gemini AI คู่มือคำสั่ง (Prompt Tuning) สำหรับการเรียนรู้รายบุคคล แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ ซึ่งเครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนก สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (t-test for Dependent Samples) และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (Relative Gain Score)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีพัฒนาการทางการเรียนเฉลี่ยอยู่ในระดับกลางถึงสูง โดยกระบวนการสะท้อนคิดร่วมกับ Gemini AI ในฐานะการเสริมต่อการเรียนรู้แบบดิจิทัล (Digital Scaffolding) ช่วยให้นักเรียนสามารถตรวจสอบมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน ระบุจุดบกพร่องในขั้นตอนการคำนวณ และปรับปรุงกระบวนการคิดได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation"></em>= 4.75, S.D. = 0.43) เนื่องจากเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ที่ช่วยลดความวิตกกังวลและส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพรายบุคคล</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4267
การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในประเทศไทย
2026-06-30T18:12:38+07:00
พัชราวรรณ แก้วกันทะ
Kamonwan@feu.ac.th
กมลวรรณ บุญสัมปทา
Kamonwan@feu.ac.th
ลำไย สีหามาตย์
Kamonwan@feu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานภาพและคุณลักษณะของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2560–2568 โดยพิจารณาด้านแนวคิด กรอบการวิจัย วิธีวิจัย และบริบทของการศึกษา (2) สังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางและรูปแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และ (3) สังเคราะห์ประสิทธิผลของ การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ โดยพิจารณาจากตัวชี้วัด ได้แก่ ผลลัพธ์การเรียนรู้ คุณภาพชีวิต การมีส่วนร่วมทางสังคม และสุขภาวะ ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยได้มาจากงานวิจัย จำนวน 20 เรื่อง ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างทั้งผู้สูงอายุในชุมชน สมาชิกโรงเรียนผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชนหรือผู้เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมผู้สูงอายุ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผู้สูงอายุ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสรุปรายละเอียดงานวิจัย</p> <p> การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-Analysis) กับงานวิจัยที่มีข้อมูลเชิงสถิติครบถ้วนเพียงพอสำหรับการคำนวณขนาดอิทธิพลและใช้การวิเคราะห์เนื้อหา กับงานวิจัยที่ไม่สามารถนำมาวิเคราะห์เชิงอภิมานได้ เพื่อสังเคราะห์แนวทางและรูปแบบการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ผลการสังเคราะห์พบว่างานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ คิดเป็นร้อยละ 45 รองลงมาคืองานวิจัยเชิงปริมาณ คิดเป็นร้อยละ 30 และงานวิจัยผสานวิธีและการสัมภาษณ์เชิงลึก คิดเป็นร้อยละ 25 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้มากที่สุดคือผู้สูงอายุในชุมชน </p> <p> คิดเป็นร้อยละ 55 รองลงมาคือสมาชิกโรงเรียนผู้สูงอายุ คิดเป็นร้อยละ 25 และเป็นผู้นำชุมชนหรือผู้เกี่ยวข้อง คิดเป็นร้อยละ 15 เครื่องมือวิจัยที่ใช้ส่วนใหญ่ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม การสังเกตและการวิเคราะห์เอกสาร โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สถิติเชิงพรรณนา เช่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม และจากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้สูงอายุควรมุ่งเน้นการสร้างระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของผู้สูงอายุ ทั้งด้านสุขภาพ สังคม และการพัฒนาศักยภาพของบุคคล เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมผู้สูงอายุ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/SJUJOURNAL/article/view/4270
การศึกษาบทบาทของภาวะผู้นำที่พึงประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในธุรกิจโรงแรม: กรณีศึกษาโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต
2026-06-30T19:50:00+07:00
พัชรินทร์ ชูชัย
ampacharin@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในธุรกิจบริการโรงแรม 2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำที่พึงประสงค์กับประสิทธิภาพการทำงานโมเดลกระบวนการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการเพื่อบริการที่เป็นเลิศ โดยใช้กรณีศึกษาโรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต การดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพนักงานจำนวน 200 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Yamane สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าภาวะผู้นำแบบบริการ (Servant Leadership) มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.25 รองลงมาคือ ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.12 และภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (Transactional Leadership) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.85 ตามลำดับ สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านคุณภาพของงาน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ภาวะผู้นำที่พึงประสงค์ทุกด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับจุดศูนย์ห้า โดยภาวะผู้นำแบบบริการมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการทำงานสูงที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .715 ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ องค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสนับสนุนและการสร้างแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะการนำแบบบริการที่เน้นความเข้าใจและการสนับสนุนทีมงาน เพื่อยกระดับความผูกพันและประสิทธิภาพการให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีการแข่งขันสูงของจังหวัดภูเก็ต</p> <p> </p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026