Lanna Academic Journal of Social Science
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA
<p><strong>Lanna Academic Journal of Social Science :</strong> ของวิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง มีนโยบายในการส่งเสริมผลงานวิชาการ บทความ และงานวิจัยทางด้านสังคม กล่มเป้าหมาย นักวิจัย นักวิชาการ นักเขียนอิสระ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา การประเมินคุณภาพบทความ<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ และเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน จำนวน 3 ท่าน/บทความ</strong> โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลของกันและกัน (Double-blind peer review)</p> <p><strong>ISSN :</strong> <span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">3056-9648 (Online)</span></p> <p><strong>ภาษาที่ตีพิมพ์: </strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์: </strong>จำนวน 3 ฉบับต่อปี </p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - เมษายน (เผยแพร่ เดือน พฤษภาคม)</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม-สิงหาคม (เผยแพร่ เดือน กันยายน)</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน - ธันวาคม (เผยแพร่ เดือน มกราคม)</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร: </strong>วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เพื่อเป็นศูนย์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และวิทยาการสมัยใหม่ในรูปแบบการนำเสนอบทความวิจัยหรือบทความวิชาการของนักศึกษา นักวิชาการทั้งภายในและภายนอกวิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง</li> <li>เพื่อเป็นช่องทางในการพัฒนาศักยภาพและทักษะการผลิตผลงานทางวิชาการ การค้นคว้าวิจัย รวมถึงการบริการวิชาการเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน</li> <li>เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นักวิจัย นักวิชาการ นักเขียนอิสระ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ได้เผยแพร่บทความวิชาการ และงานวิจัย</li> <li>เพื่อเป็นแหล่งการศึกษาค้นคว้าข้อมูล แลกเปลี่ยนเรียนรู้และวิทยาการทางสังคมให้กับนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ มหาวิทยาลัย ชุมชน ประชาชนผู้มีความสนใจ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน</li> </ol> <p><strong>ประเภทของบทความวิจัยและวิชาการที่เปิดรับ</strong></p> <ol> <li><strong>ด้านบริหารธุรกิจ</strong> เช่น การจัดการ การตลาด โลจิสติกส์และซัพพลายเชน การผลิตและการดำเนินงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ ผู้ประกอบการและการสร้างธุรกิจใหม่ ธุรกิจบริการ นวัตกรรมการจัดการ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ สารสนเทศเพื่อการจัดการ พฤติกรรมองค์การ ธุรกิจระหว่างประเทศ การจัดการธุรกิจดิจิทัล บริหารจัดการภาครัฐ สหวิทยการ</li> <li><strong>ด้านการบัญชี</strong> การเงิน การธนาคาร เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ </li> <li><strong>ด้านสังคมศาสตร์</strong> เช่น นิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน การท่องเที่ยว การโรงแรม การจัดการอสังหาริมทรัพย์ รัฐประศาสนศาสตร์ ฯลฯ</li> <li><strong>ด้านบริการการศึกษา</strong> เช่น หลักสูตรและการเรียนการสอน ภาวะผู้นำทางการศึกษา การจัดการเทคโนโลยีทางการศึกษา </li> </ol> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p><em>" ไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ"</em></p> <p><em>.........................................</em></p>Lampang Inter-Tech Collegeth-THLanna Academic Journal of Social Science 3056-9648<p><strong>Lanna Academic journal of social science เป็นลิขสิทธิ์ของ วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง</strong></p>อิทธิพลของบรรยากาศส่งเสริมนวัตกรรมและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อความมุ่งมั่นทุ่มเทในงานของกลุ่มและพฤติกรรมการสร้างนวัตกรรมในธุรกิจ SMEs
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/3297
<p>การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบรรยากาศส่งเสริมนวัตกรรมในกลุ่มภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความมุ่งมั่นทุ่มเทในงานของกลุ่ม และพฤติกรรมการสร้างนวัตกรรมของกลุ่ม 2) พัฒนาและตรวจสอบแบบจำลองโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของบรรยากาศส่งเสริมนวัตกรรม ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และความมุ่งมั่นทุ่มเทในงานของกลุ่มที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการสร้างนวัตกรรมของกลุ่มพนักงานในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากพนักงานในหน่วยงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือทีมงานสร้างสรรค์นวัตกรรม จำนวน 413 คน และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บรรยากาศส่งเสริมนวัตกรรมในกลุ่ม ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความมุ่งมั่นทุ่มเทในงานของกลุ่ม และพฤติกรรมการสร้างนวัตกรรมของกลุ่ม อยู่ในระดับมากที่สุด 2) โมเดลที่สร้างขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (χ² = 199.014, df = 56, p < .001, CFI = 0.981, TLI = 0.973, RMSEA = 0.079, SRMR = 0.022) โดยพบว่า บรรยากาศส่งเสริมนวัตกรรมในกลุ่มและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีอิทธิพลทางตรงต่อความมุ่งมั่นทุ่มเทในงานของกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และยังส่งอิทธิพลทางอ้อมต่อพฤติกรรมการสร้างนวัตกรรมของกลุ่มผ่านความมุ่งมั่นทุ่มเทในงานของกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยความมุ่งมั่นทุ่มเทในงานของกลุ่มทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านสมบูรณ์ นอกจากนี้โมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของความมุ่งมั่นทุ่มเทในงานของกลุ่มได้ร้อยละ 80.80 และของพฤติกรรมการสร้างนวัตกรรมของกลุ่มได้ร้อยละ 89.10 จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าองค์กรควรเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นการสั่งการมาสู่การสร้างระบบนิเวศการทำงานที่เอื้ออำนวยเพื่อปลุกพลังความมุ่งมั่นทุ่มเทในงานของทีม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมให้ประสบความสำเร็จ</p>ประสิทธชัย เดชขำกรรณิการ์ วัชราภรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Lanna Academic Journal of Social Science
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-162026-04-1631117การออกแบบและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมสมรรถนะนวัตกรรมและความเป็นนวัตกรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/3303
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมสมรรถนะนวัตกรรมและความเป็นนวัตกรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ดำเนินการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาปัญหาและบริบท 2) การออกแบบและพัฒนารูปแบบ 3) การตรวจสอบคุณภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญ และ 4) การทดลองใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6 โรงเรียนอนุกูลนารี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ิทางการเรียน แบบประเมินการสร้างนวัตกรรม แบบประเมินความเป็นนวัตกร และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่เป็นอิสระ (t-test dependent)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น (EIKIMP Model) ประกอบด้วย 5 องค์์ประกอบหลัก ได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมาย ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน (ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการทำงานร่วมกัน ความสามารถในการคิดเชื่อมโยงและบูรณาการความรู้ ความสามารถด้านการสื่อสาร ความสามารถในการสร้างชิ้นงานและการแก้ปัญหา ความสามารถด้านการประเมินและสะท้อนผลการเรียนรู้) การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขการนำไปใช้ โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 2) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีความสามารถในการสร้างนวัตกรมีอยู่่ในระดับดีมาก นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและความเป็นนวัตกรอยู่่ในระดับดีมาก นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด</p>ธนศักดิ์ เจริญธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Lanna Academic Journal of Social Science
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-202026-04-20311832ความยั่งยืนและความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของวิสาหกิจ เพื่อสังคม: แนวโน้มการวิจัยและบทเรียนจากการทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/3242
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สังเคราะห์องค์ความรู้และแนวโน้มการวิจัยด้านความยั่งยืนและความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างเป็นระบบ และ (2) ระบุช่องว่างขององค์ความรู้พร้อมเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงความยั่งยืนและความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในฐานะความสามารถเชิงพลวัตขององค์กรเพื่อสนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษานี้ใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบตามกรอบ PRISMA โดยรวบรวมข้อมูลจากฐาน Scopus, Web of Science และ ThaiJO ในช่วงปี ค.ศ. 2010–2024 และวิเคราะห์ร่วมกับการวิเคราะห์บรรณมิติ</p> <p>ผลการสังเคราะห์องค์ความรู้พบว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมได้พัฒนาไปสู่การบูรณาการมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถในการปรับตัว แต่ช่องว่างองค์ความรู้ยังขาดกรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงความยั่งยืนและความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะในบริบทประเทศกำลังพัฒนากรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมิติความยั่งยืน กลไกความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและบริบทเชิงสถาบัน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเชิงนโยบายและการบริหารจัดการวิสาหกิจเพื่อสังคมในระยะยาวซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนากรอบแนวคิดแบบบูรณาการ การออกแบบเครื่องมือวิเคราะห์ที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น และการส่งเสริมงานวิจัยสหวิทยาการเพื่อสนับสนุนการดำรงอยู่ของวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถนำไปใช้สนับสนุนนโยบายและการบริหารจัดการวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับองค์กรและระดับประเทศอย่างเป็นระบบ</p>ขจรศักดิ์ วงศ์วิราช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Lanna Academic Journal of Social Science
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-222026-04-22313347 A Structural Equation Model of Artificial Intelligence Capability and Institutional Sustainability Performance under the ESG Framework in Private Higher Education Institutions in Thailand
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/3624
<p>The rapid digital transformation of higher education has elevated the strategic role of artificial intelligence (AI) in institutional governance and sustainability management. Concurrently, Environmental, Social, and Governance (ESG) principles have become key benchmarks for evaluating institutional responsibility and long-term performance. However, prior research in higher education has largely focused on sustainability reporting, with limited attention to the structural mechanisms through which AI capability drives ESG-related sustainability outcomes. Grounded in the Resource-Based View (RBV) and sustainable governance theory, this study aims to examine the level of artificial intelligence capability in private higher education institutions in Thailand, to examine the level of institutional sustainability performance under the ESG framework, to develop and empirically validate a structural equation model explaining the effect of artificial intelligence capability on institutional sustainability performance under the ESG framework in private higher education institutions in Thailand, and to conduct a multi-group analysis by comparing institutions located in Bangkok and those in provincial regions. This study employed a quantitative cross-sectional survey design. Data were collected from 412 administrators and senior academic staff across eight private higher education institutions in Thailand using a multi-stage stratified sampling technique to ensure institutional representation. Covariance-based Structural Equation Modeling was applied to test both measurement and structural models. Reliability and validity were assessed using Confirmatory Factor Analysis (CFA), Composite Reliability (CR), Average Variance Extracted (AVE), and standard model fit indices.</p> <p>The institutional sustainability performance is at a high level (3.92). The next most important factor is artificial intelligence capability, which is also at a high level (3.87). The structural model revealed that artificial intelligence capability has a significant positive effect on institutional sustainability performance (β=0.64, p<0.001), indicating a large effect size. The model explained 52% of the variance in sustainability performance (R²= 0.52), reflecting substantial explanatory power. Additional robust analysis confirmed the stability of the model across institutional contexts. The findings indicate that the relationship between artificial intelligence capability and institutional sustainability performance is positive and significant in both groups. The findings indicate that artificial intelligence capability functions as a strategic organizational resource that enhances environmental efficiency, social inclusiveness, and governance transparency. By shifting the focus from ESG reporting to AI-enabled ESG integration, this study contributes to the advancement of sustainable digital governance theory in higher education. The results highlight the importance of aligning AI investment strategies with ESG-oriented institutional transformation to achieve long-term sustainability outcomes.</p>ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Lanna Academic Journal of Social Science
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-222026-04-22314862การบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมโรงเรียนบ้านเนินพลับหวาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/3874
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมของโรงเรียนบ้านเนินพลับหวาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 และ 2) เปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมของโรงเรียนบ้านเนินพลับหวาน จำแนกตามอายุ และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนบ้านเนินพลับหวาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 จำนวน 76 คน ได้จากการสุ่มแบบสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมของโรงเรียนบ้านเนินพลับหวาน โดยรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านคุณลักษณะของครูและบุคลากรในบริบทพหุวัฒนธรรม รองลงมาคือ ด้านการสร้างเครือข่ายสถานศึกษาผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้านสภาพบรรยากาศความเป็นพหุวัฒนธรรม และด้านการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องในบริบทพหุวัฒนธรรม ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการส่งเสริมการจัดกระบวนการเรียนรู้พหุวัฒนธรรม 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่อการบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดพหุวัฒนธรรม จำแนกตามอายุ และตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p>วชิรวิทย์ ชุติมาวงศ์สกุลเสาวภาคย์ แหลมเพ็ชร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Lanna Academic Journal of Social Science
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-292026-04-29316378