https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/issue/feed Lanna Academic Journal of Social Science 2026-08-27T11:18:04+07:00 รศ.ดร. บุญฑวรรณ วิงวอน graduate.lit.lp@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>Lanna Academic Journal of Social Science :</strong> ของวิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง มีนโยบายในการส่งเสริมผลงานวิชาการ บทความ และงานวิจัยทางด้านสังคม กล่มเป้าหมาย นักวิจัย นักวิชาการ นักเขียนอิสระ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา การประเมินคุณภาพบทความ<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ และเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน จำนวน 3 ท่าน/บทความ</strong> โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลของกันและกัน (Double-blind peer review)</p> <p><strong>ISSN :</strong> <span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">3056-9648 (Online)</span></p> <p><strong>ภาษาที่ตีพิมพ์: </strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์: </strong>จำนวน 3 ฉบับต่อปี </p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - เมษายน (เผยแพร่ เดือน พฤษภาคม)</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม-สิงหาคม (เผยแพร่ เดือน กันยายน)</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน - ธันวาคม (เผยแพร่ เดือน มกราคม)</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร: </strong>วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เพื่อเป็นศูนย์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และวิทยาการสมัยใหม่ในรูปแบบการนำเสนอบทความวิจัยหรือบทความวิชาการของนักศึกษา นักวิชาการทั้งภายในและภายนอกวิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง</li> <li>เพื่อเป็นช่องทางในการพัฒนาศักยภาพและทักษะการผลิตผลงานทางวิชาการ การค้นคว้าวิจัย รวมถึงการบริการวิชาการเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน</li> <li>เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นักวิจัย นักวิชาการ นักเขียนอิสระ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ได้เผยแพร่บทความวิชาการ และงานวิจัย</li> <li>เพื่อเป็นแหล่งการศึกษาค้นคว้าข้อมูล แลกเปลี่ยนเรียนรู้และวิทยาการทางสังคมให้กับนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ มหาวิทยาลัย ชุมชน ประชาชนผู้มีความสนใจ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน</li> </ol> <p><strong>ประเภทของบทความวิจัยและวิชาการที่เปิดรับ</strong></p> <ol> <li><strong>ด้านบริหารธุรกิจ</strong> เช่น การจัดการ การตลาด โลจิสติกส์และซัพพลายเชน การผลิตและการดำเนินงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ ผู้ประกอบการและการสร้างธุรกิจใหม่ ธุรกิจบริการ นวัตกรรมการจัดการ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ สารสนเทศเพื่อการจัดการ พฤติกรรมองค์การ ธุรกิจระหว่างประเทศ การจัดการธุรกิจดิจิทัล บริหารจัดการภาครัฐ สหวิทยการ</li> <li><strong>ด้านการบัญชี</strong> การเงิน การธนาคาร เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ </li> <li><strong>ด้านสังคมศาสตร์</strong> เช่น นิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน การท่องเที่ยว การโรงแรม การจัดการอสังหาริมทรัพย์ รัฐประศาสนศาสตร์ ฯลฯ</li> <li><strong>ด้านบริการการศึกษา</strong> เช่น หลักสูตรและการเรียนการสอน ภาวะผู้นำทางการศึกษา การจัดการเทคโนโลยีทางการศึกษา </li> </ol> <p><em>.........................................</em></p> https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/3830 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความภักดีต่อองค์กรของพนักงาน 7-Eleven กลุ่มเจเนอเรชัน Z 2026-04-01T15:07:34+07:00 ขจรศักดิ์ วงศ์วิราช aj.koorpai2@gmail.com จาตุรงค์ ไชยโย kaschanan1972@gmail.com ชญานนท์ ผันผาย kaschanan1972@gmail.com คัจฉนันท์ เลิศพงษ์ศิลป์ kaschanan1972@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความสำคัญของปัจจัยด้านแรงจูงใจในการทำงานคุณภาพชีวิตในการทำงานและความภักดีต่อองค์กรของพนักงาน 7-Eleven ในกลุ่มเจเนอเรชัน Z และ(2) ศึกษาอิทธิพลของแรงจูงใจในการทำงานและคุณภาพชีวิตในการทำงานที่มีต่อความภักดีต่อองค์กรของพนักงาน 7-Eleven ในกลุ่มเจเนอเรชัน Z กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานที่ปฏิบัติงานในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่เป็นกลุ่มเจเนอเรชัน Z ในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 385 ตัวอย่าง โดยสุ่มแบบเจาะจง ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติพรรณนาเพื่อหาความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมานวิเคราะห์สัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า พนักงาน 7-Eleven ในกลุ่มเจเนอเรชัน Z มีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านแรงจูงใจในการทำงาน คุณภาพชีวิตในการทำงานและปัจจัยด้านความภักดีต่อองค์กรทุกปัจจัยอยู่ในระดับมาก ในขณะที่ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการทำงานและคุณภาพชีวิตในการทำงานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความภักดีต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Lanna Academic Journal of Social Science https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/4232 รูปแบบอารมณ์ขันและทักษะเครือข่าย การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ อิทธิพล และความแตกต่างตามผลการเรียนสะสม 2026-07-01T13:37:10+07:00 ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี chaiyaset.p@rmutp.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบอารมณ์ขันกับทักษะเครือข่ายของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 2) ศึกษาความสามารถของรูปแบบอารมณ์ขันในการพยากรณ์ทักษะเครือข่าย และ 3) เปรียบเทียบทักษะเครือข่ายของนักศึกษาที่มีระดับผลการเรียนสะสมแตกต่างกัน การวิจัยใช้การสำรวจภาคตัดขวางเชิงปริมาณ ผู้เข้าร่วมเป็นนักศึกษาสาขาการจัดการที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาการเจรจาและภาวะผู้นำของมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง จากนักศึกษาทั้งหมด 226 คน มีผู้สมัครใจตอบแบบสอบถามสมบูรณ์จำนวน 185 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบวัดรูปแบบอารมณ์ขันและแบบวัดทักษะเครือข่าย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การถดถอยพหุคูณ และ Welch’s ANOVA ผลการศึกษาพบว่า อารมณ์ขันเพื่อเสริมสร้างตนเอง (r = .342, p &lt; .001) และอารมณ์ขันที่ลดคุณค่าตนเอง (r = .271, p &lt; .001) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทักษะเครือข่าย เมื่อควบคุมรูปแบบอารมณ์ขันอื่นในแบบจำลอง พบว่า อารมณ์ขันที่ลดคุณค่าตนเอง (β = .275, p &lt; .001) และอารมณ์ขันเพื่อเสริมสร้างตนเอง (β = .244, p = .001) สามารถพยากรณ์ทักษะเครือข่ายในทิศทางบวก ขณะที่อารมณ์ขัน เชิงก้าวร้าวสามารถพยากรณ์ในทิศทางลบ (β = −.234, p = .002) โดยแบบจำลองอธิบายความแปรปรวนของทักษะเครือข่ายได้ร้อยละ 19.0 (R<sup>2 </sup>= .190) นอกจากนี้ นักศึกษาที่มีระดับผลการเรียนสะสมแตกต่างกันมีทักษะด้านการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ (p = .006) และทักษะเครือข่ายโดยรวม (p = .026) แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่มี GPA 2.00–2.99 มีคะแนนทั้งสองด้านสูงกว่ากลุ่มที่มี GPA ตั้งแต่ 3.26 ขึ้นไป สะท้อนว่ารูปแบบอารมณ์ขันแต่ละประเภทมีความเกี่ยวข้องกับทักษะเครือข่ายแตกต่างกัน และควรพิจารณารูปแบบอารมณ์ขันแต่ละด้านในการพัฒนาทักษะเครือข่ายของนักศึกษา</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Lanna Academic Journal of Social Science https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/4019 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตรัชวิภา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 2026-05-18T10:24:44+07:00 ปริยวัฒน์ ใหญ่โสมะนัง prariyawat@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 5 ด้าน ได้แก่ การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การบริหารทรัพยากรในองค์การ การสนับสนุนวัฒนธรรมองค์การที่มีประสิทธิผลการมุ่งเน้นการปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม และการจัดตั้งควบคุมองค์การให้สมดุล 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามวุฒิการศึกษา และประสบการณ์ทำ งาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครูสถานศึกษาในสหวิทยาเขตรัชวิภา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 239 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงทดสอบค่าความแปรปรวนแบบทางเดียว ในกรณีที่พบความแตกต่างจะทำการวิเคราะห์หาความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีด้านการมุ่งเน้นการปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสำคัญกับการเป็นแบบอย่างที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต และสามารถกำหนดเป้าหมายขององค์การได้ 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Lanna Academic Journal of Social Science https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/3276 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ EIPCE ที่มุ่งยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควบคู่กับการเสริมสร้างการคิดเชิงวิพากษ์ วิชาเคมี เรื่อง อะตอมและสมบัติของธาตุ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษากาฬสินธุ์ 2026-02-24T10:29:37+07:00 ธนศักดิ์ เจริญธรรม tanasak.c@anukoolnaree.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดการคิดเชิงวิพากษ์ 2) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในรายวิชาเคมี เรื่องอะตอมและสมบัติของธาตุ 3) ออกแบบและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ EIPCE ที่มุ่งยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควบคู่กับการเสริมสร้างการคิดเชิงวิพากษ์ วิชาเคมี เรื่อง อะตอมและสมบัติ ของธาตุ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา และ 4) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ EIPCE กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน และกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุกูลนารี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 28 คน ซึ่งคัดเลือกโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมิน แบบสัมภาษณ์แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบวัดการคิดเชิงวิพากษ์ และแบบประเมินความพึงพอใจ เป็นการวิจัยและพัฒนา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ค่าที รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบการคิดเชิงวิพากษ์และมีตัวชี้วัดการคิดเชิงวิพากษ์ มีความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด 2) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ และนักเรียนยังมีระดับการคิดเชิงวิพากษ์อยู่ในระดับต่ำ 3) ผลการออกแบบและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ EIPCE ที่มุ่งยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควบคู่กับการเสริมสร้างการคิดเชิงวิพากษ์ วิชาเคมี เรื่อง อะตอมและสมบัติของธาตุ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<em>x̄</em> = 4.18, S.D. = 0.65) และมีประสิทธิภาพด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงวิพากษ์เท่ากับ 76.42/74.91 และ 73.06/73.45 ตามลำดับ 4) ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ EIPCE พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน การคิดเชิงวิพากษ์หลังเรียนสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบปกติ และความพึงพอใจต่อการเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Lanna Academic Journal of Social Science https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/3924 การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายโรงเรียนสิงห์เจ้าพระยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี 2026-06-26T09:52:42+07:00 วราภรณ์ บุญเกตุ bk.waraporn179@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนด้านการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายโรงเรียนสิงห์เจ้าพระยา และเปรียบเทียบการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายโรงเรียนสิงห์เจ้าพระยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 118 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เปรียบเทียบระดับความคิดเห็น จำแนกตามวุฒิการศึกษาใช้การทดสอบทีและประสบการณ์การทำงาน โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายโรงเรียนสิงห์เจ้าพระยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี ทั้ง 5 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) การเปรียบเทียบการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายโรงเรียนสิงห์เจ้าพระยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี โดยจำแนกตามระดับการศึกษาไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามประสบการณ์การทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Lanna Academic Journal of Social Science https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/4010 Digital Leadership and Organizational Climate:The Mediating Role of Organizational Support in Administrative Performance in a Public Hospital 2026-05-12T11:35:06+07:00 ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์ dr.thiwat@gmail.com <p>Digital transformation has become increasingly important for improving organizational effectiveness and administrative performance in public hospitals. However, the mechanisms through which digital leadership and organizational climate influence administrative performance, particularly through organizational support, remain insufficiently understood. This study aimed to examine the structural relationships among digital leadership, organizational climate, organizational support, and administrative performance, and to investigate the direct and indirect effects of digital leadership and organizational climate on administrative performance through organizational support. The study population comprised general administration personnel working in a public hospital in Thailand. Data were collected from 350 respondents selected through stratified random sampling using a structured questionnaire with validated measurement constructs. The data were analyzed using descriptive statistics, confirmatory factor analysis (CFA), and structural equation modeling (SEM). The findings indicated that digital leadership and organizational climate had significant positive effects on organizational support and administrative performance. Organizational support also had a significant positive effect on administrative performance. Furthermore, organizational support partially mediated the relationships between digital leadership and administrative performance and between organizational climate and administrative performance. The measurement model demonstrated acceptable reliability and validity, while the structural model showed satisfactory goodness-of-fit. These findings suggest that administrative performance in public hospitals is influenced not only by digital leadership capabilities but also by a supportive organizational climate and organizational support mechanisms. The study highlights the importance of integrating digital leadership development, a supportive organizational environment, and institutional support systems to strengthen administrative efficiency and organizational effectiveness in public hospitals. The findings provide practical implications for hospital administrators and policymakers seeking to advance digital transformation and improve administrative performance.</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Lanna Academic Journal of Social Science