https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/issue/feed
Lanna Academic Journal of Social Science
2025-12-29T16:12:52+07:00
รศ.ดร. บุญฑวรรณ วิงวอน
graduate.lit.lp@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>Lanna Academic Journal of Social Science :</strong> ของวิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง มีนโยบายในการส่งเสริมผลงานวิชาการ บทความ และงานวิจัยทางด้านสังคม กล่มเป้าหมาย นักวิจัย นักวิชาการ นักเขียนอิสระ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา การประเมินคุณภาพบทความ<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ และเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน จำนวน 3 ท่าน/บทความ</strong> โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลของกันและกัน (Double-blind peer review)</p> <p><strong>ISSN :</strong> <span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">3056-9648 (Online)</span></p> <p><strong>ภาษาที่ตีพิมพ์: </strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์: </strong>จำนวน 3 ฉบับต่อปี </p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - เมษายน (เผยแพร่ เดือน พฤษภาคม)</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม-สิงหาคม (เผยแพร่ เดือน กันยายน)</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน - ธันวาคม (เผยแพร่ เดือน มกราคม)</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร: </strong>วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เพื่อเป็นศูนย์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และวิทยาการสมัยใหม่ในรูปแบบการนำเสนอบทความวิจัยหรือบทความวิชาการของนักศึกษา นักวิชาการทั้งภายในและภายนอกวิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง</li> <li>เพื่อเป็นช่องทางในการพัฒนาศักยภาพและทักษะการผลิตผลงานทางวิชาการ การค้นคว้าวิจัย รวมถึงการบริการวิชาการเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน</li> <li>เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นักวิจัย นักวิชาการ นักเขียนอิสระ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ได้เผยแพร่บทความวิชาการ และงานวิจัย</li> <li>เพื่อเป็นแหล่งการศึกษาค้นคว้าข้อมูล แลกเปลี่ยนเรียนรู้และวิทยาการทางสังคมให้กับนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ มหาวิทยาลัย ชุมชน ประชาชนผู้มีความสนใจ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน</li> </ol> <p><strong>ประเภทของบทความวิจัยและวิชาการที่เปิดรับ</strong></p> <ol> <li><strong>ด้านบริหารธุรกิจ</strong> เช่น การจัดการ การตลาด โลจิสติกส์และซัพพลายเชน การผลิตและการดำเนินงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ ผู้ประกอบการและการสร้างธุรกิจใหม่ ธุรกิจบริการ นวัตกรรมการจัดการ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ สารสนเทศเพื่อการจัดการ พฤติกรรมองค์การ ธุรกิจระหว่างประเทศ การจัดการธุรกิจดิจิทัล บริหารจัดการภาครัฐ สหวิทยการ</li> <li><strong>ด้านการบัญชี</strong> การเงิน การธนาคาร เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ </li> <li><strong>ด้านสังคมศาสตร์</strong> เช่น นิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน การท่องเที่ยว การโรงแรม การจัดการอสังหาริมทรัพย์ รัฐประศาสนศาสตร์ ฯลฯ</li> <li><strong>ด้านบริการการศึกษา</strong> เช่น หลักสูตรและการเรียนการสอน ภาวะผู้นำทางการศึกษา การจัดการเทคโนโลยีทางการศึกษา </li> </ol> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p><em>" ไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ"</em></p> <p><em>.........................................</em></p>
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/3160
การพัฒนาแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์และแผนธุรกิจผลิตภัณฑ์พริกลาบลำปาง
2025-12-04T14:45:07+07:00
กาญจนา รัตนธีรวิเชียร
ploykritsada666@gmail.com
ชัยวุฒิ โกเมศ
delphijava@g.lpru.ac.th
ขจรศักดิ์ วงศ์วิราช
delphijava@g.lpru.ac.th
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของกลุ่มผู้ผลิตน้ำพริกลาบลำปาง 2) ศึกษาแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์และแผนธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มผู้ผลิตน้ำพริกลาบลำปาง 3) พัฒนาแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์และแผนธุรกิจ นำแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์และแผนธุรกิจไปสู่การใช้ประโยชน์ เพื่อยกระดับรายได้กลุ่มผู้ผลิตน้ำพริกลาบลำปาง เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ผลิตน้ำพริกลาบ คัดเลือกแบบเจาะจง 38 คน โดยมีการจัดหมวดหมู่ของข้อมูล การลดทอนข้อมูลและวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานการณ์ปัจจุบันของกลุ่มผู้ผลิตน้ำพริกลาบลำปาง พบว่า มีผู้นำมีการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง มีช่องทางการจําหน่ายที่หลากหลาย ทั้งการขายหน้าร้าน ออนไลน์และมีการจัดส่งเอง แต่ยังมีปัญหาบางประการ คือ ราคาวัตถุดิบไม่คงที่และกระบวนการผลิตที่ไม่คงความมีมาตรฐาน 2) แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่มีการใช้งานด้วยสื่อ Line Official Account และบน LINE MYSHOP และการจัดทำแผนธุรกิจน้ำพริกลาบ พบว่ากลุ่มให้ความสำคัญกับคุณค่าสิ่งที่เสนอให้กับลูกค้า คือ วัตถุดิบปลอดภัย มาตรฐานการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ด้านช่องทางการกระจายสินค้าหรือการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายดำเนินการทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ และ 3) การพัฒนาแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ ด้วยการสร้างต้นแบบแพลตฟอร์ม เพื่อให้ผู้ใช้ทดลองจริง คือ เฟสบุ๊ค LINE MYSHOP โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและจัดทำแผนธุรกิจ จำแนกได้ 9 ประเด็น คือ 1) กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 2) คุณค่าที่เสนอ 3) ช่องทางการจำหน่าย 4) ความสัมพันธ์กับลูกค้า 5) กิจกรรมหลัก 6) ทรัพยากรหลัก 7) พันธมิตรหลัก 8) โครงสร้างต้นทุน และ 9) รายได้ โดยนำไปสู่การใช้ประโยชน์ผ่านกลไกการขับเคลื่อนด้านการดำเนินงานของกลุ่มผู้ผลิตน้ำพริกลาบ สามารถบริหารจัดการข้อมูลสินค้าและยอดขายได้ด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาคนกลาง และสามารถกำหนดกลยุทธ์การตลาดบนพื้นฐานของข้อมูลจริง ท้ายที่สุดทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างและสร้างภาพลักษณ์สินค้าท้องถิ่น</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Lanna Academic Journal of Social Science
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/2310
แนวทางการบริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กลุ่มโรงเรียนบางละมุง 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3
2025-07-08T15:50:27+07:00
วิชัชชัย ศรีสงวน
wichudchai@gmail.com
ประทุมทอง ไตรรัตน์
wichudchai@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กลุ่มโรงเรียนบางละมุง 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 167 คน เครื่องมือ ที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถามแบบ สถิติพรรณนาเพื่อใช้ในการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางและสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก เป็นไปตามสมมติฐาน โดยมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified = 0.35) และจัดลำดับความต้องการจำเป็นมากสุด คือ ด้านการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกันและการเรียนรู้เพื่อชีวิต รองลงมาคือ ด้านการเรียนรู้เพื่อเรียนรู้ ตามลำดับ ทั้ง 3 ด้าน เป็นความต้องการระดับสูง ส่วนภาพรวมสภาพปัจจุบันของการพัฒนาอย่างยั่งยืน อยู่ในระดับปานกลางและสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก เป็นไปตามสมมติฐาน โดยมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified = 0.35) ด้านที่มีความต้องการจำเป็นมากสุด คือ ด้านการจัดการศึกษาแบบสหวิทยาการและเป็นองค์รวม รองลงมาคือ ด้านการใช้พหุวิธีวิทยาและด้านความสอดคล้องกับท้องถิ่น ซึ่งทั้ง 3 ด้าน เป็นความต้องการระดับสูง โดยนำข้อมูลนี้มากำหนดเป็นแนวทางการบริหาร ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก และ 6 แนวทางรอง คือ แนวทางหลักที่ 1 สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน แนวทางรอง 1.1 การจัดการศึกษาแบบสหวิทยาการแบบพหุวิธีเป็นองค์รวม แนวทาง 1.2 สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่มีความสอดคล้องกับท้องถิ่นในการพัฒนาแนวทางหลักที่ 2 สร้างระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้เพื่อชีวิต แนวทางรอง 2.1 สร้างแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายที่สามารถเชื่อมต่อ และแนวทางรอง 2.2 สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้จากประสบการณ์ และแนวทางหลักที่ 3 สร้างรูปแบบการเรียนรู้ให้มีส่วนร่วมจากประสบการณ์จริง แนวทางรอง 3.1 สร้างรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และแนวทางรอง 3.2 สร้างรูปแบบการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้กับท้องถิ่น แนวทางเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืนในสถานศึกษา</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Lanna Academic Journal of Social Science
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/3017
การพัฒนาระบบกลไกการให้บริการวิชาการของคลินิกศักยภาพธุรกิจชุมชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
2025-11-05T09:09:29+07:00
วลัยพร สุพรรณ
walaiphon_sup@cmru.ac.th
พชรพร อากรสกุล
walaiphon_sup@cmru.ac.th
ดรุชา รัตนดำรงอักษร
walaiphon_sup@cmru.ac.th
ธัญญ์ฐิตา สถิรไชยวิทย์
walaiphon_sup@cmru.ac.th
ปริวัตร ศิระเกียรติสกุล
walaiphon_sup@cmru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการขอรับบริการด้านวิชาการของคลินิกศักยภาพธุรกิจชุมชน และ 2) พัฒนารูปแบบระบบและกลไกการให้บริการของคลินิกศักยภาพธุรกิจชุมชน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลทั่วไปในจังหวัดเชียงใหม่ที่ใช้บริการคลินิกศักยภาพธุรกิจชุมชนเพื่อปรึกษาปัญหาทางธุรกิจ จำนวน 400 ราย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก สถิติพรรณาวิเคราะห์และแปลผลข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอมถามส่วนใหญ่มีความต้องการขอรับบริการด้านวิชาการของคลินิกศักยภาพธุรกิจชุมชน โดยแยกรายด้าน ดังนี้ 1) ด้านการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความต้องการคำปรึกษาด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมากที่สุด ด้วยการนัดหมายผ่านโทรศัพท์ในเวลาที่กำหนดและขอรับคำปรึกษาผ่านทางโทรศัพท์ สำหรับกรอบงบประมาณค่าใช้จ่ายในการรับบริการต่อครั้งอยู่ระหว่าง 2,001 – 3,500 บาท และการติดตามผลหลังการขอรับคำปรึกษาทางธุรกิจต้องการติดตามผล โดยสอบถามผ่านทางโทรศัพท์มากที่สุด 2) ด้านบริการแหล่งเรียนรู้ทางธุรกิจ ต้องการรับบริการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารจัดการ และการตลาด ตามลำดับ โดยสื่อการเรียนรู้เป็นลักษณะคลิปการสอนในรูปแบบวีดิโอ ผ่านระบบเรียนรู้ออนไลน์มีระยะเวลาประมาณ 6 – 10 นาที สามารถเรียนรู้ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต 3) ด้านการขอรับบริการงานทางธุรกิจ มีความต้องการด้านการถ่ายภาพสินค้าเพื่อการโฆษณา การจัดทำอินโฟกราฟิกของสินค้า การพัฒนาเว็บไซต์และระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยกรอบงบประมาณในการรับบริการขึ้นอยู่กับข้อตกลง การติดต่องานสะดวกให้ติดต่อผ่านโทรศัพท์ในเวลาที่กำหนด สำหรับการส่งมอบงานผ่านอีเมล์และการแชร์ไฟล์ออนไลน์บนไดรฟ์ 4) ด้านการอบรมให้ความรู้ทางธุรกิจ มีความต้องการอบรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารจัดการ การเงินและ การลงทุน ตามลำดับ ต้องการอบรมแบบออนไลน์ผ่านโปรแกรมมากที่สุด และระยะเวลาในการเข้าร่วมอบรมมากที่สุด คือ 1 วัน และ 5) ด้านการเข้าร่วมเครือข่ายทางธุรกิจ มีความต้องการเข้าร่วมกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัล การเงินและการลงทุน การบริหารจัดการ โดยสร้างเครือข่ายในประเทศและเครือข่ายต่างประเทศ มุ่งเน้นเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานทางธุรกิจ หาพันธมิตรหรือคู่ค้าทางธุรกิจ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านธุรกิจ ด้านความคาดหวังกับการเข้ารับบริการของคลินิกศักยภาพธุรกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาทางธุรกิจสร้างทักษะใหม่ รวมถึงได้รับความรู้เพิ่มเติมทางด้านธุรกิจ และช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินงานทางธุรกิจ</p> <p>การพัฒนาระบบกลไกการให้บริการของคลินิกศักยภาพธุรกิจชุมชนภายใต้กรอบแนวทางการพัฒนาระบบกลไกการให้บริการของคลินิกศักยภาพธุรกิจชุมชนด้วยหลักการของ PDCA จะช่วยให้การดำเนินงานมีกระบวนการขั้นตอนที่เป็นระบบและสอดคล้องกับความต้องการของผู้รับบริการ โดยมีกระบวนการกำกับติดตาม ประเมินและสรุปผลการให้บริการ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางการปรับปรุงการให้บริการให้สอดคล้องและก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบทด้านเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้งานด้านการบริการวิชาการมีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับเพิ่มมากขึ้น</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Lanna Academic Journal of Social Science
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/3117
กิจกรรมการเรียนรู้ฐานชุมชนเชิงพื้นที่ด้วยภูมิปัญญาผ้าครามสกลนครบูรณาการ กับโครงงานดิจิทัลเพื่อพัฒนาสมรรถนะนวัตกรดิจิทัลของนักเรียนมัธยมปลาย
2025-11-28T15:02:25+07:00
เมฆา ดีสงคราม
krumakskr@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฐานชุมชนเชิงพื้นที่ด้วยภูมิปัญญาผ้าครามสกลนครบูรณาการกับโครงงานดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) พัฒนาสมรรถนะ นวัตกรดิจิทัลของผู้เรียนในด้านการคิดเชิงออกแบบ การแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างสรรค์นวัตกรรม การทำงานร่วมกันและการสื่อสารและจิตสำนึกต่อชุมชน และ 3) ศึกษาปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรคของการจัดกิจกรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนและครูผู้สอนที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรม จำนวน 35 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ แผนกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินสมรรถนะนวัตกรดิจิทัล และผลงานโครงงานดิจิทัล ดำเนินกิจกรรมเป็นเวลา 6 สัปดาห์ รวม 12 ชั่วโมง โดยบูรณาการภูมิปัญญาผ้าครามสกลนคร การเรียนรู้แบบโครงงานและการคิดเชิงออกแบบ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สามารถพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฐานชุมชนเชิงพื้นที่ผ่านการบูรณาการกับโครงงานดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม โดยมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงบริบทชุมชนผู้ผลิตผ้าครามกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตลอดกระบวนการเรียนรู้ 2) นักเรียนมีพัฒนาการของสมรรถนะนวัตกรดิจิทัลสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทำกิจกรรม และมีความสามารถในการออกแบบต้นแบบดิจิทัลที่ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของชุมชนได้จริง และ 3) ปัจจัยสนับสนุนที่ช่วยให้กิจกรรมประสบความสำเร็จ ได้แก่ ความพร้อมของผู้เรียน ความร่วมมือจากผู้ประกอบการผ้าคราม และการใช้เครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสม โดยมีอุปสรรค คือ ความแตกต่างด้านทักษะดิจิทัลของผู้เรียนและเวลาในการพัฒนาต้นแบบที่จำกัด และได้ข้อค้นพบ คือ การจัดการเรียนรู้ฐานชุมชนเชิงพื้นที่ร่วมกับโครงงานดิจิทัล โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานและบูรณาการกระบวนการคิดเชิงออกแบบ สามารถส่งเสริมสมรรถนะนวัตกรดิจิทัลและจิตสำนึกรับผิดชอบต่อชุมชนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาการเรียนรู้เชิงพื้นที่ร่วมกับเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทสถานศึกษาไทย</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Lanna Academic Journal of Social Science
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/2476
การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาอาชีวศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร
2025-08-07T09:44:20+07:00
โซ หนิ่นน์ หนิ่นน์ ทุย
hninn.soehninn@gmail.com
ปิยะนาถ บุญมีพิพิธ
hninn.soehninn@gmail.com
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารวิชาการของสถานศึกษาอาชีวศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารวิชาการของสถานศึกษาอาชีวศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครตามความคิดเห็นของครูและผู้บริหาร จำแนกตามระดับการศึกษา ตำแหน่งและประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูในวิทยาลัยพณิชยการบางนา วิทยาลัยพณิชยการอินทราชัย และวิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติพรรณนาวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมานทดสอบค่าทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระดับการบริหารวิชาการในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกรายด้านโดยเรียงค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ ด้านการวัดผลและประเมินผล ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านกิจกรรมเสริมหลักสูตร และด้านการพัฒนาหลักสูตร และผลการเปรียบเทียบการบริหารวิชาการจำแนกตามระดับการศึกษา ตำแหน่งและประสบการณ์การทำงาน ตามความคิดเห็นของครูและผู้บริหาร ในภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน ดังนั้น ผู้บริหารควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริหาร ครูและชุมชนวางแผนเชิงกลยุทธ์ด้านวิชาการ เพื่อพัฒนาอย่างสมดุลและขับเคลื่อนสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้ตอบโจทย์ศตวรรษที่ 21</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Lanna Academic Journal of Social Science
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/LANNA/article/view/3139
ส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน Shopee ของลูกค้าในจังหวัดเพชรบุรี
2025-12-02T09:39:02+07:00
ธนัทเมศร์ วัชราพิบูลวงศ์
kritchawong@yahoo.com
กรพินธ์ จันทร์อยู่
kritchana.won@mail.pbru.ac.th
ภัทราพร มีวาสนา
kritchana.won@mail.pbru.ac.th
อัณศยา พุ่มเมฆ
kritchana.won@mail.pbru.ac.th
อารยา ภู่หุ่น
kritchana.won@mail.pbru.ac.th
ปิติพล พรมเชื้อ
kritchana.won@mail.pbru.ac.th
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสำคัญของส่วนประสมทางการตลาดบริการและการตัดสินใจซื้อสินค้า และ 2) ศึกษาส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน Shopee ของลูกค้าในจังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ ลูกค้าที่มีประสบการณ์ซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน Shopee ในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 323 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยใช้สถิติพรรณนาเพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติอนุมานวิเคราะห์ด้วยการถดถอยอย่างง่าย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ มีความสำคัญระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายมีความสำคัญเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ด้านสินค้า ด้านส่งเสริมการตลาด ด้านกระบวน ด้านราคา ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพและด้านบุคลากร ส่วนการตัดสินใจซื้อสินค้ามีความสำคัญระดับมากที่สุด ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการทุกด้านส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า โดยมีด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้ามากที่สุด รองลงมา คือ ด้านกระบวนการส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า ด้านสินค้าส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า ด้านราคาส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า ด้านการส่งเสริมการตลาดส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า และลำดับสุดท้ายบุคลากรส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า โดยมีค่าพยากรณ์ในภาพรวมร้อยละ 67.42 โดยมีข้อเสนอแนะว่าควรเน้นประสบการณ์ของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยเน้นการปรับปรุง สภาพแวดล้อมทางกายภาพและกระบวนการให้บริการ ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมบริการ เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มความพึงพอใจสูงสุด</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Lanna Academic Journal of Social Science