https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JWiM/issue/feed วารสารปัญญาและคุณธรรม 2026-03-31T21:53:46+07:00 ผศ.ดร.อุทัย สติมั่น journal.wim@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>ISSN : 3057-1677 (Online) </strong></p> <p><strong>วารสารปัญญาและคุณธรรม</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสนับสนุน ส่งเสริมให้นักวิชาการและผู้สนใจ ได้เสนอและเผยแพร่บทความบทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ บทความปริทรรศน์ และบทความพิเศษ ที่ได้มาตรฐานสู่สาธารณชน รวมทั้งยกระดับผลงานทางวิชาการให้ได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ ด้วยหวังให้เป็นตลาดแห่งองค์ความรู้ที่สามารถค้นคว้า ถ่ายถอด และแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านต่างๆ อย่างหลากหลาย ทั้งนี้ เปิดรับบทความด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา สันติศึกษา สังคมวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชม การศึกษา จิตวิทยา และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ก่อให้ปัญญาและคุณธรรม วารสารฯ กำหนดให้มีการเผยแพร่บทความ ปีละ 4 ฉบับ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JWiM/article/view/2454 จากสัปปุรุษสู่ผู้นำนวัตกรรม 2025-08-01T13:43:25+07:00 ชนม์ชนก จันโทริ chonchanok1988@gmail.com พีรวัฒน์ ชัยสุข chonchanok1988@gmail.com สมศักดิ์ บุญปู่ chonchanok1988@gmail.com <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมและหลักสัปปุริสธรรม 7 ประการ และ 2) เพื่อนำเสนอรูปแบบความสัมพันธ์เชิงบูรณาการ "จากสัปปุรุษสู่ผู้นำนวัตกรรม" สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์ การสร้างแรงบันดาลใจ การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การบริหารความเสี่ยง และการเสริมพลังให้ทีมงาน ขณะที่ ความเป็นสัปปุรุษ มีรากฐานจากหลักสัปปุริสธรรม 7 ประการ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเชิงปัญญาภายในที่จำเป็นของผู้นำ องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการสังเคราะห์คือ รูปแบบเส้นทางการเดินทางจากสัปปุรุษสู่ผู้นำนวัตกรรม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคุณธรรมภายในตามหลักสัปปุริสธรรมเป็นเงื่อนไขตั้งต้นที่ขาดไม่ได้ โดยปัญญาในการรู้จักเหตุและผลจะแปรเปลี่ยนสู่การสร้างวิสัยทัศน์ การรู้จักตนแปรเปลี่ยนสู่การสร้างวัฒนธรรมที่ปลอดภัยทางจิตใจ การรู้จักประมาณและกาลแปรเปลี่ยนสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ และการรู้จักชุมชนและบุคคลแปรเปลี่ยนสู่การเสริมพลังทีมงาน รูปแบบดังกล่าวจึงยืนยันว่าความเป็นสัปปุรุษคือรากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดผู้นำนวัตกรรมที่ยั่งยืนและมีมนุษยธรรม</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาและคุณธรรม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JWiM/article/view/3491 การเจริญเมตตาภาวนาแบบอัปปมัญญา 2026-02-09T17:42:49+07:00 ณัฐนี แซ่ลี้ natthanee@gmail.com พระครูภัทรธรรมบัณฑิต human@mcu.ac.th วีรชัย คำธร wirachai.k@dru.ac.th <p> การเจริญเมตตาภาวนาแบบอัปปมัญญาเป็นแนวทางการปฏิบัติธรรมที่มีความสำคัญในพุทธศาสนา โดยเป็นการผสมผสานระหว่างการใช้ปัญญาและการเจริญจิตเพื่อพัฒนาความรักเมตตาที่ไม่มีขอบเขตจำกัด บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและอธิบายแนวทางการเจริญเมตตาแบบอัปปมัญญาที่ใช้เหตุผลเชิงตรรกะและหลักกาลามสูตรเป็นพื้นฐาน การศึกษานี้ได้วิเคราะห์ความหมาย แนวทางการปฏิบัติการเจริญเมตตาแบบอัปปมัญญา ซึ่งประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา โดยเน้นการใช้ปัญญาในการพิจารณาแทนการปฏิบัติแบบงมงาย ผลดีของการเจริญเมตตาแบบอัปปมัญญามีตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนทั้งในด้านจิตใจ พฤติกรรม และสัมพันธภาพ แนวทางการปฏิบัติเริ่มจากการเจริญเมตตาต่อตนเอง ขยายไปยังคนใกล้ชิด คนเป็นกลาง ศัตรู และสุดท้ายต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ประโยชน์ของการปฏิบัตินี้ครอบคลุมอานิสงส์ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ทั้งประโยชน์ต่อร่างกาย จิตใจ สังคม และการพัฒนาจิตในระดับสูง ซึ่งสรุปว่าการเจริญเมตตาแบบอัปปมัญญาเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาจิตใจและสร้างสันติภาพทั้งในระดับบุคคลและสังคม โดยสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาและคุณธรรม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JWiM/article/view/2294 การพัฒนาการบริหารจัดการงานศึกษาสงเคราะห์ในอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก 2025-06-29T00:12:27+07:00 พระอธิการเอนก นิสโก graduatepolmbu@gmail.com พระมหาธงชัย สุนฺทราจาโร graduatepolmbu@gmail.com สมบัติ วงศ์กำแหง graduatepolmbu@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาระดับ 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาการบริหารจัดการด้านการศึกษาสงเคราะห์ในอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ระหว่าง การวิจัยเชิงปริมาณ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.834 กับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสงฆ์ จำนวน 143 รูป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา สรุปเป็นความเรียง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารจัดการด้านการศึกษาสงเคราะห์ในอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (=4.32, S.D.=0.22) 2. ค่าความสัมพันธ์ระหว่าง การส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาสงเคราะห์ กับ การพัฒนาการบริหารจัดการด้านการศึกษาสงเคราะห์ในอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก อยู่ในระดับปานกลาง (r=0.751**) 3. แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาการบริหารจัดการด้านการศึกษาสงเคราะห์ในอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก 1) การจัดการศึกษาเป็นโรงเรียนตามแผนการศึกษาแห่งชาติ มีความร่วมมือกันทุกภาคส่วน 2) การสงเคราะห์ให้เด็กและประชาชนได้รับการศึกษาในสถานศึกษาของรัฐหรือเอกชนตามแผนการศึกษาแห่งชาติ รัฐควรสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาและลดภาระแก่ผู้ปกครอง 3) การสอนศีลธรรมแก่นักเรียนนักศึกษาในระบบโรงเรียนตามแผนการศึกษาชาติ สร้างจิตสำนึกปลูกฝังคุณธรรมสร้างพลเมืองที่ดี 4) การสงเคราะห์เกื้อกูลแก่การศึกษาสถาบันการศึกษาหรือบุคลากรทางการศึกษา ควรพัฒนาหลักสูตร บุคลากร และการวิจัยเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาและคุณธรรม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JWiM/article/view/2291 ประสิทธิผลการบริหารจัดการงานสาธารณสงเคราะห์ของพระสังฆาธิการในอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี 2025-06-28T23:55:13+07:00 พระมหาสุนทร สทธาธิโก neung1976@gmail.com พระอธิการอินทร์นุช สุวณฺโณ neung1976@gmail.com พระครูขันติธรรมธารี neung1976@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาระดับ 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมประสิทธิผลการบริหารจัดการงานสาธารณสงเคราะห์ของพระสังฆาธิการในอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.768 กับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชน จำนวน 327 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา สรุปเป็นความเรียง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับประสิทธิผลการบริหารจัดการงานสาธารณสงเคราะห์ของพระสังฆาธิการในอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (=3.74, S.D.=0.43) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการงานสาธารณสงเคราะห์ กับประสิทธิผลการบริหารจัดการงานสาธารณสงเคราะห์ของพระสังฆาธิการในอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก อยู่ในระดับปานกลาง (r=0.764**) 3. แนวทางการส่งเสริมประสิทธิผลการบริหารจัดการงานสาธารณสงเคราะห์ของพระสังฆาธิการในอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ด้านคุณภาพของงาน จัดตั้งคณะทำงานจากทั้งพระและฆราวาส ใช้วัดเป็นศูนย์ประสานงาน รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ด้านปริมาณของงาน ประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และผู้นำชุมชนเพื่อจัดสรรความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ด้านระยะเวลา ดำเนินงานตามกรอบเวลาที่ชัดเจน รวดเร็ว เป็นธรรม และสรุปผลได้ตามเป้าหมาย ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จัดหางบประมาณผ่านกองทุนและกิจกรรมทอดผ้าป่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาและคุณธรรม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JWiM/article/view/2287 การส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก 2025-06-28T23:36:15+07:00 พระครูโพธิรัตนธรรม neung1976@gmail.com พระมหาธงชัย สุนฺทราจาโร neung1976@gmail.com ไพรัตน์ เอิบสำโรง neung1976@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาระดับ 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.931 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ พระสงฆ์ จำนวน 203 รูป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสังคมศาสตร์ โดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (=3.85, S.D.=0.33) 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่มี อายุ พรรษา และการศึกษาชั้นสามัญ แตกต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน ส่วนพระสงฆ์ที่มีการศึกษานักธรรมต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. แนวทางการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก พบว่า ด้านการบริหารหลักสูตร มีการวางแผนและพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมแก่ผู้เรียน ด้านการจัดการเรียนการสอน มีการเรียนการสอนบูรณาการธรรมะ ด้านสื่อการเรียนการสอน มีการใช้เทคนิคและใช้สื่อการสอนให้เหมาะสม ด้านเทคนิคการสอน มีเทคนิคการสอนเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ด้านการวัดผลและประเมินผล: มีการประเมินตามสภาพจริงและปรับปรุงคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาและคุณธรรม