https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/issue/feed
วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม
2026-08-15T12:00:28+07:00
ดร.ศิวาพัชญ์ บำรุงเศรษฐพงษ์
journal.iaem@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม<br />ISSN: 3088-1390 (ONLINE)<br />Publication Frequency :<br />กำหนดออกวารสารปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br />ฉบับที่ 1 (มกราคม –เมษายน)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม)<br /><br /><span style="font-size: 0.875rem;">Aims and Scope :</span></p> <p>วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา รวมทั้งนักวิชาการและผู้สนใจ โดยวารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม รับพิจารณาตีพิมพ์บทความภาษาไทย โดยมีขอบเขตเนื้อหา ดังนี้ 1) ศึกษาศาสตร์: การบริหารการศึกษา หลักสูตรและการสอน การวัดและประเมินผลการศึกษา การวิจัยทางการศึกษา เทคโนโลยีการศึกษา และการออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ 2) บริหารธุรกิจ: การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบัญชี การเงิน การตลาด การสื่อสารการตลาด การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การจัดการการท่องเที่ยวและบริการ และการจัดการห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ 3) สังคมศาสตร์: รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นวัตกรรมสังคม การพัฒนาสังคม และการพัฒนาชุมชน</p>
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/article/view/3556
การจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ เรื่องการเขียนความเรียง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2026-03-06T11:55:36+07:00
มะลิษา น้อยอาษา
noioasa.2016@gmail.com
สุภาวรรณ ฤากำลัง
noioasa.2016@gmail.com
วรปภา เทศประสิทธิ์
noioasa.2016@gmail.com
<p><strong> </strong>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้แบบแผนผังมโนทัศน์เรื่องเขียนความเรียงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบแผนผังมโนทัศน์ เรื่องเขียนความเรียงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ต่อการจัดการเรียนรู้แบบแผนผังมโนทัศน์เรื่องเขียนความเรียงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นวิจัย เชิงปริมาณ ได้ศึกษาแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบแผนผังมโนทัศน์เรื่องเขียนความเรียงเป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 26 คน ใช้วิธีคัดเลือกการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคแผนผังมโนทัศน์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ เรื่องการเขียนความเรียง มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.60./86.46.</li> <li>ความสามารถด้านความรู้เรื่องการเขียนความเรียงในภาษาไทย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ เรื่องการเขียนความเรียง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> </ol> <p> องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังมโนทัศน์เรื่องการเขียนความเรียงที่พัฒนาอย่างเป็นระบบ ช่วยให้นักเรียนพัฒนาความรู้และความสามารถด้านการเขียนความเรียงในภาษาไทย และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-08-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/article/view/2175
การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมัสยิดเพื่อเสริมพลังเด็กกำพร้า และผู้ยากไร้ในชุมชนโสร่งดารุลอามาน จังหวัดปัตตานี
2025-06-09T14:53:58+07:00
มะดาโอะ ปูเตะ
oputeh@ftu.ac.th
มาหะมะดารี แวโนะ
oputeh@ftu.ac.th
สะสือรี วาลี
oputeh@ftu.ac.th
สุบันโญ จีนารงค์
oputeh@ftu.ac.th
ฮัสบุลเลาะ อาศิสสกุล
oputeh@ftu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทและรูปแบบในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมัสยิดในการส่งเสริมและช่วยเหลือเด็กกำพร้าและผู้ยากไร้ในชุมชนโสร่งดารุลอามาน จังหวัดปัตตานี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา รวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย อิหม่ามมัสยิด คณะกรรมการมัสยิด กลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรี เด็กกำพร้า และผู้ยากไร้ รวมทั้งสิ้น 20 คน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า มัสยิดดารุลอามานมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการชุมชนเชิงบูรณาการและกลไกความมั่นคงทางสังคมที่เข้มแข็ง โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการพื้นที่เป็นฐาน (Area-based Management) แบ่งเป็น 7 โซนย่อยภายใต้ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายมัสยิดและชุมชน สำหรับการช่วยเหลือเด็กกำพร้าเน้นระบบ “พ่อเลี้ยง” และทุนการศึกษา ส่วนผู้ยากไร้ใช้ระบบฐานข้อมูลรายครัวเรือนเพื่อจัดสรรซะกาตอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตมัสยิดสามารถระดมทรัพยากรและกระจายความช่วยเหลือได้รวดเร็วกว่าหน่วยงานรัฐผ่านเครือข่ายพลังศรัทธาและความร่วมมือกับองค์กรภายนอก ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงโมเดลมัสยิดประสิทธิภาพสูงที่บูรณาการมิติทางศาสนาสู่สวัสดิการชุมชนที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบนโยบายสวัสดิการท้องถิ่นในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้จริง</p> <p>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ มัสยิดสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกการบริหารจัดการสวัสดิการชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบการบริหารแบบมีส่วนร่วม พลังเครือข่ายในชุมชน และยึดหลักคำสอนศาสนาอิสลาม ส่งผลให้เกิดการเสริมสร้างพลังแก่เด็กกำพร้าและผู้ยากไร้ในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน และสามารถเป็นต้นแบบสำหรับการออกแบบนโยบายสวัสดิการในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/article/view/3209
ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2
2026-01-10T10:26:06+07:00
นัฐฑิญา วงศ์ระพี
Wongrapee@kru.ac.th
ปรเมศร์ กลิ่นหอม
Wongrapee@kru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน 2) เพื่อศึกษา<br />การบริหารสถานศึกษา และ3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ได้ศึกษาแนวคิดความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน การบริหารสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการเป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 232 คน วิธีคัดเลือกแบบชั้นภูมิตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยอย่างง่าย ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ย คือ ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการประสานความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่น ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนเพื่อพัฒนาผู้เรียน และด้านการให้บริการชุมชน 2) การบริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ย คือ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงบประมาณ ด้านการบริหารทั่วไป และด้านการบริหารวิชาการ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนอยู่ในระดับมาก จึงส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษา ทั้ง 4 ด้านเช่นกัน สามารถทำนายประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาได้ร้อยละ 97.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p> ดังนั้นผลการศึกษาสามาถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาโดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและชุมชนให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและสนับสนุนการจัดการศึกษาและส่งเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายโรงเรียน–ชุมชน ทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น</p>
2026-08-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/article/view/3459
การจัดการคุณภาพบริการโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการส่งมอบสินค้า กรณีศึกษา บริษัท บุญถาวร รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
2026-03-15T15:44:11+07:00
ทุน ใจดี
pakaporn2442@gmail.com
ชัยพิสิทธิ์ ติวสร้อย
tchaipisit5@gmail.com
รณรงค์ มั่นสาย
a_chuemuangphan@hotmail.com
ภคพร ผงทอง
pakaporn.p@nrru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการจัดการคุณภาพบริการโลจิสติกส์และประสิทธิภาพการส่งมอบสินค้า 2) เพื่อศึกษาการจัดการคุณภาพบริการโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการส่งมอบสินค้า บริษัท บุญถาวร รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 42 ชุด ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า การจัดการคุณภาพบริการโลจิสติกส์และประสิทธิภาพการส่งมอบอยู่ในระดับมาก และการจัดการคุณภาพบริการโลจิสติกส์ส่งผลต่อประสิทธิภาพการส่งมอบอย่างมีนัยสำคัญ ร้อยละ 91.0 ผลการวิจัยสะท้อนว่า ปัจจัยด้านความรู้และบุคลากร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการส่งมอบสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ปัจจัยด้านกระบวนการและคุณภาพ ความไว้วางใจ และการติดต่อสื่อสารไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น องค์กรควรมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านการฝึกอบรม การเพิ่มพูนทักษะ และการกำหนดสมรรถนะที่จำเป็น ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มความถูกต้อง ความรวดเร็ว และความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล</p>
2026-08-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/article/view/3468
รูปแบบการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต: กรณีศึกษาบ้านชาติพัฒนาชาติไทย ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
2026-02-26T09:27:26+07:00
วรวุฒิ จำลองนาค
worrawoot.j@msu.ac.th
ปรางแก้ว บริบูรณ์
64011310046@msu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษารูปแบบการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านชาติพัฒนาชาติไทย ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม 2. ศึกษาข้อเสนอแนะต่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านชาติพัฒนาชาติไทย ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในเก็บรวบรวมข้อมูล จากสมาชิกและผู้บริหารของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านชาติพัฒนาชาติไทยจำนวน 30 คน ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. รูปแบบการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านชาติพัฒนาชาติไทย ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม พบว่ากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านชาติพัฒนาชาติไทยมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการควบคุมงาน รองลงมาคือ ด้านการประสานงาน ต่อมาคือ ด้านการอำนวยการ ด้านการวางแผน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการจัดการองค์กร 2. ข้อเสนอแนะต่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านชาติพัฒนาชาติไทย ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม พบว่าข้อเสนอแนะมุ่งพัฒนาการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการวางแผนที่รอบคอบ การจัดองค์กรที่ชัดเจน การอำนวยการที่คำนึงถึงกำลังใจ การประสานงานที่ดี และการควบคุมติดตามผลอย่างเป็นระบบ เพื่อความโปร่งใสและบรรลุเป้าหมายร่วมกัน</p>
2026-08-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/article/view/4303
การบริหารจัดการศูนย์การเรียน: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
2026-07-13T07:30:38+07:00
ศรายุทธ ธิศรีชัย
st30042522@gmail.com
<p> บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กระบวนการบริหารจัดการศึกษาทางเลือกสำหรับศูนย์การเรียนและบ้านเรียน ภายใต้สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม.กท.1) โดยมุ่งเน้นการถอดบทเรียนนวัตกรรมการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่บูรณาการระหว่างการกำกับดูแลตามกฎระเบียบกับการนิเทศเพื่อเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) การศึกษาพบว่าการบริหารจัดการศึกษาทางเลือกในบริบทสังคมเมืองที่มีความซับซ้อน จำเป็นต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากบทบาท "ผู้กำกับดูแล" (Regulator) สู่บทบาท "ผู้อำนวยความสะดวกเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Facilitator) โดยผ่านนวัตกรรม "การประสานพลังสองกลไก" (1+1 Structural Synergy Model) ซึ่งแบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่างกลุ่มงานที่ดูแลด้านความมั่นคงทางกฎหมายและกลุ่มงานนิเทศที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพวิชาการอย่างชัดเจน กระบวนการนิเทศได้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของผู้จัดการศึกษา โดยศูนย์การเรียนได้รับการนิเทศเชิงระบบที่ให้ความสำคัญกับ "ความเป็นพื้นที่" (Sense of Place) และการคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนบ้านเรียนได้รับการนิเทศเชิงกัลยาณมิตรและการโค้ชผ่านกระบวนการทางจิตวิทยา เพื่อสนับสนุนให้ผู้ปกครองสามารถออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างมั่นใจ ผลการศึกษาเชิงประจักษ์ยืนยันถึงความสำเร็จผ่านอัตราความร่วมมือของผู้จัดการศึกษาในการส่งแผนและรายงานผลการจัดการศึกษาที่ครบถ้วนร้อยละ 100 นวัตกรรมการบริหารนี้จึงถือเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาเขตพื้นที่การศึกษาให้เป็นองค์กรแห่งการสนับสนุน (Enabling State) ที่สามารถสร้างระบบนิเวศแห่งความไว้วางใจ (Trust-based Ecosystem) เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาทางเลือกให้เติบโตอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์และความเข้าใจในความหลากหลายทางการศึกษา</p>
2026-08-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม