https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/issue/feed วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม 2026-03-26T09:21:12+07:00 ดร.ศิวาพัชญ์ บำรุงเศรษฐพงษ์ journal.iaem@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม<br />ISSN: 3088-1390 (ONLINE)<br />Publication Frequency :<br />กำหนดออกวารสารปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br />ฉบับที่ 1 (มกราคม –เมษายน)<br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม)<br /><br /><span style="font-size: 0.875rem;">Aims and Scope :</span></p> <p>วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา รวมทั้งนักวิชาการและผู้สนใจ โดยวารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม รับพิจารณาตีพิมพ์บทความภาษาไทย โดยมีขอบเขตเนื้อหา ดังนี้ 1) ศึกษาศาสตร์: การบริหารการศึกษา หลักสูตรและการสอน การวัดและประเมินผลการศึกษา การวิจัยทางการศึกษา เทคโนโลยีการศึกษา และการออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ 2) บริหารธุรกิจ: การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบัญชี การเงิน การตลาด การสื่อสารการตลาด การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การจัดการการท่องเที่ยวและบริการ และการจัดการห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ 3) สังคมศาสตร์: รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นวัตกรรมสังคม การพัฒนาสังคม และการพัฒนาชุมชน</p> https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/article/view/1914 การนำเสนอกรอบการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าในธุรกิจอุสาหกรรมคมนาคมขนส่ง รถไฟฟ้าบีทีเอส 2025-06-24T15:07:19+07:00 ศันสนีย์ อ่อนน้อมดี 6703101220@nmu.ac.th กรรณิกา ไกรสร 6703101201@nmu.ac.th เบญญภา หมานเบ็ญหีม 6703101201@nmu.ac.th วาสนา จุ้ยเจริญ 6703101201@nmu.ac.th ชลิต เฉียบพิมาย 6703101201@nmu.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong> </strong>บทความวิชาการนี้ผู้เขียนจะนำเสนอกรอบการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้โดยสารในธุรกิจรถไฟฟ้าบีทีเอส นำไปสู่การนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการตลาดของธุรกิจรถไฟฟ้าบีทีเอสเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้โดยสารในปัจจุบัน โดยปรับใช้แนวคิดพฤติกรรมลูกค้าและแนวคิดส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ รวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการศึกษาจากข้อมูลทุติยภูมิจากการทบทวนวรรณกรรมจากเอกสาร งานวิจัย บทความวิชาการ และดำเนินการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษานี้นำไปสู่แนวทางการพัฒนาธุรกิจดังกล่าว<br />ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้โดยสาร ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถนำผลจากการศึกษา ไปประยุกต์ใช้<br />ให้สอดคล้องกับบริบทของธุรกิจอุตสาหกรรมคมนาคมการขนส่งทางราง</p> 2026-03-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/article/view/2850 แนวทางการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. ด้วยหลักอิทธิบาท 4 2025-09-22T09:07:07+07:00 สุรศักดิ์ การุญ kampoo2023@gmail.com <p>การพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม เป็นโครงการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทร เทพยวรางกูร ที่มุ่งให้ผู้บริหาร ครู นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการปลูกฝังคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ ความพอเพียง ความกตัญญู ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ และอุดมการณ์คุณธรรม ซึ่งมีกระบวนการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม 6 ขั้นตอน ตามกระบวนการของมูลนิธิยุวสถิรคุณ ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างการรับรู้และการยอมรับ ขั้นตอนที่ 2 การสร้างครูแกนนำและนักเรียนแกนนำ ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดคุณธรรมอัตลักษณ์ของโรงเรียน ขั้นตอนที่ 4 การกำหนดวิธีบรรลุคุณธรรมอัตลักษณ์ของโรงเรียน ขั้นตอนที่ 5 การลงมือปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลง และขั้นตอนที่ 6 การสร้างกลไกการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรมให้โรงเรียนประสบความสำเร็จ โดยนำหลักอิทธิบาท 4 ซึ่งเป็นพุทธธรรมที่ทำให้การทำงานประสบความสำเร็จ และมีความสุขได้นำมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. ให้สำเร็จด้วยหลักอิทธิบาท 4 มีองค์ประกอบสำคัญ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) วิธีการดำเนินงาน 4) แนวทางการประเมิน และ 5) เงื่อนไขความสำเร็จ ซึ่งจะนำหลักอิทธิบาท 4 มาประยุกต์ใช้ในองค์ประกอบที่ 3 วิธีดำเนินงานขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. ทั้ง 6 ขั้นตอน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรมให้โรงเรียนประสบความสำเร็จ เริ่มจาก การวางแผนอย่างมีส่วนร่วม ส่งเสริมสนับสนุนและเสริมแรง เพื่อการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องมีการนิเทศติดตามและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งถอดบทเรียน และประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินโครงการโรงเรียนคุณธรรมอย่างมีส่วนร่วม เพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนอย่างยั่งยืน</p> 2026-03-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/article/view/2953 การส่งเสริมการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา: บทบาทของครูผู้สอน 2025-11-03T17:48:12+07:00 สัมพันธ์ ถนิมกาญจน์ sampan.35711mm@gmail.com กิตติศักดิ์ ใจอ่อน sampan.35711mm@gmail.com อารี สาริปา sampan.35711mm@gmail.com จิราภรณ์ เหมพันธ์ sampan.35711mm@gmail.com <p>ทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เป็นสมรรถนะสำคัญสำหรับผู้เรียนระดับประถมศึกษาในศตวรรษที่ 21 แต่ผลการประเมินทั้งในระดับห้องเรียน ระดับชาติ และระดับนานาชาติสะท้อนว่านักเรียนไทยยังเผชิญปัญหาในการนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง ดังนั้นการปรับเปลี่ยนบทบาทของครูผู้สอนจึงมีความสำคัญต่อการส่งเสริมการคิดและการแก้ปัญหาเชิงคณิตศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>บทความวิชาการนี้ ผู้เขียนจะนำเสนอ 1) ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียน 2) การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ 3) ขั้นตอนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา 4) กระบวนการแก้ปัญหาใน PISA และสถานการณ์นักเรียนไทย 5) ความท้าทายในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา 6) บทบาทครูผู้สอนในการส่งเสริมการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา ระเบียบวิธีที่ใช้คือการสังเคราะห์แนวคิดจากทฤษฎีการแก้ปัญหาของ Polya และกรอบการสอนของนักวิชาการชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่นำเสนอคือ โมเดล 3 ขั้นตอน ของบทบาทครูผู้สอนที่สอดคล้องกับกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ 1) ขั้นก่อนเริ่มแก้ปัญหา 2) ขั้นระหว่างแก้ปัญหา และ 3) ขั้นหลังแก้ปัญหา</p> <p>ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนบทบาทครูจากผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้ในโมเดล 3 ขั้นตอนนี้ ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ มีทักษะการคิดขั้นสูง และสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์ความรู้จากบทความนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาครูให้มีบทบาทเชิงรุกในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ส่งเสริมการคิดแก้ปัญหา ช่วยให้นักเรียนพัฒนาความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ มีทักษะการคิดขั้นสูง และสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ครูเลือกรูปแบบวิธีการสอนได้ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานในระยะยาว</p> 2026-03-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/article/view/2438 ความเงียบในห้องเรียนแนะแนว: จากการสัมผัสใจสู่การออกแบบกิจกรรมแนะแนว ที่เคารพเสียงภายในผู้เรียน 2025-07-22T12:33:46+07:00 เจษฎา บุญมาโฮม krutonpsy@gmail.com <p>ความเงียบในห้องเรียนแนะแนวมักถูกตีความไปในทางลบ แต่แท้จริงแล้วเป็นกลไกการปกป้องตนเองทางจิตวิทยาที่ผู้เรียนใช้เพื่อรักษาความมั่นคงทางอารมณ์ในสถานการณ์ที่ยังไม่รู้สึกปลอดภัย บทความนี้วิเคราะห์ความเงียบผ่านสามมิติ ได้แก่ มิติทางจิตวิทยา มิติทางวัฒนธรรม และมิติเชิงความสัมพันธ์ พร้อมเสนอแนวทางการออกแบบกิจกรรมแนะแนวที่เคารพเสียงภายในผู้เรียน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการฟังความเงียบอย่างเข้าใจเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบกิจกรรมแนะแนวที่สอดคล้องกับจังหวะภายในของผู้เรียน โดยการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์และเปิดทางเลือกในการแสดงออกอย่างหลากหลาย ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายในของผู้เรียนอย่างแท้จริงและยั่งยืน</p> 2026-03-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/article/view/2954 โรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา: พลิกมุมมองด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ ในบริบทของประเทศไทย 2025-10-20T14:57:41+07:00 เพ็ญพักตร์ ช่วยพันธ์ penpak@sea12.go.th จิราภรณ์ เหมพันธ์ penpak@sea12.go.th กิตติศักดิ์ ใจอ่อน penpak@sea12.go.th อารี สาริปา penpak@sea12.go.th <p>เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ กระทรวงศึกษาธิการจึงส่งเสริมให้สถานศึกษาพัฒนาสู่การเป็นโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตามการจัดการเรียนรู้ส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้น ความรู้ ทักษะ และเจตคติ ตามลำดับ งานวิจัยต่างประเทศได้เสนอว่าผลลัพธ์การเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับการจัดการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษา คือ สมรรถนะ การปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายถึงความสามารถในการลงมือปฏิบัติในฐานะพลเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงถึงต้นตอของปัญหา ซึ่งหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาในปัจจุบันยังไม่ได้เน้นย้ำถึงสมรรถนะการปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน มีเพียงแค่แนวทางให้บูรณาการสิ่งแวดล้อมศึกษาเข้ากับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560</p> <p> ผู้เขียนจึงขอเสนอประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพลิกมุมมองด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา กล่าวคือ 1) ความสำคัญของโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา ประกอบด้วย<br />การส่งเสริมสถานศึกษาตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กระบวนการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษา และผลลัพธ์การจัดการเรียนรู้ 2) ข้อจำกัดของหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษา ประกอบด้วย ข้อจำกัดด้านนโยบาย ข้อจำกัดด้านผลลัพธ์การจัดการเรียนรู้ และข้อจำกัดด้านอื่น ๆ 3) แนวทางการจัดการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษา ประกอบด้วย หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เน้นปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น การเน้นการปฏิบัติจริงของผู้เรียนในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสมรรถนะ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้เรียนกับชุมชน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 4) การพลิกมุมมองด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษา ประกอบด้วย การบูรณาการข้ามศาสตร์และบริบท การเน้นสมรรถนะ การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การใช้พื้นที่โรงเรียนเป็นห้องเรียนธรรมชาติ และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และ 5) กรอบหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา ประกอบด้วย 7 ขั้นตอนตามทฤษฎีของทาบา อันจะนำไปสู่การเสนอกรอบหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาระดับชั้นเรียน การปรับเปลี่ยนนี้จะช่วยเตรียมนักเรียนให้มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เน้นการปฏิบัติจริงและการมีส่วนร่วมของชุมชนได้</p> 2026-03-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JRI/article/view/3037 การขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3–6 ปี ของครูผู้สอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1–3 ในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครนครสวรรค์ 2025-11-24T10:48:55+07:00 พิศุทธ์ปภาณ จินะวงค์ krutum.pisutpaphan@gmail.com พิศมัย ไตรคุ้มดัน pisamai_16@hotmail.com จันจิรา เผือกจีน janjiaor6699@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 ในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครนครสวรรค์ และ 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามกับครูผู้สอนระดับการศึกษาปฐมวัยทุกคน จำนวน 47 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับครูผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 8 คน ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านที่ 3 การปฏิบัติและการขับเคลื่อนหลักสูตร รองลงมาคือ ด้านที่ 4 ความต้องการการสนับสนุนในการขับเคลื่อนหลักสูตร ด้านที่ 2 ความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนหลักสูตร และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านที่ 1 ความเข้าใจหลักสูตร</li> <li>ปัญหาและอุปสรรคหลัก ได้แก่ (1) ความเข้าใจและการปรับใช้หลักสูตรที่ยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ เนื่องจากครูบางส่วนยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับหลักสูตรฐานสมรรถนะและการเรียนรู้ผ่านการเล่น (2) ภาระงานและบริบทการทำงานที่ไม่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ และ (3) การสนับสนุนจากผู้ปกครองที่ยังเน้นผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการมากกว่าการพัฒนาองค์รวมของเด็ก</li> </ol> <p> ข้อค้นพบจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า แม้ครูผู้สอนมีความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นในตนเองสูง แต่การขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะปฐมวัยให้เกิดประสิทธิผลอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาความเข้าใจเชิงลึกในหลักสูตร การลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน และการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-03-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการวิจัยเพื่อสังคม