https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JMD/issue/feed วารสารการจัดการเพื่อการพัฒนา 2026-06-30T12:55:39+07:00 Assistant Professor Dr.Thuanthong Krutchon Thuanthong@tsu.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารการจัดการเพื่อการพัฒนา</strong></p> <p><strong>กำหนดออก</strong><strong>:</strong> จำนวน 2 ฉบับต่อปี <br /> ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน) <br /> ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม)</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </strong>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงใน 3 สาขาวิชาหลัก ได้แก่ <br /> 1. ด้านการจัดการและบริหารธุรกิจ <br /> 1.1 การจัดการการท่องเที่ยวและไมซ์ และอื่นๆ ทีเ่กี่ยวข้อง<br /> 1.2 การจัดการการประกอบการทางสังคม และอื่นๆทีเ่กี่ยวข้อง <br /> 1.3 การจัดการโลจิสติกส์ การขนส่ง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง<br /> 2. ด้านรัฐประศาสนศาสตร์<br /> 2.1 การบริหารงานตำรวจและกระบวนการยุติธรรม <br /> 2.2 รัฐประศาสนศาสตร์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง <br /> 3. ด้านรัฐศาสตร์<br /> 3.1 การเมืองการปกครองยุดิจิทัล<br /> 3.2 การเมืองการปกครองท้องถิ่น และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง <br /> โดยวารสารการจัดการเพื่อการพัฒนา มุ่งเน้นในการเป็นสื่อกลางที่สำคัญในการเผยแพร่องค์ความรู้อันทรงคุณค่าในแวดวงวิชาการ เพื่อเป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อกลุ่มเป้าหมาย อันได้แก่ คณาจารย์ นักศึกษา นัเรียน นักวิชาการและนักวิจัยทั้งที่เป็นหน่วยงานภายในและหน่อวยงานนอกสถาบัน ที่ประสงค์ในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการใหม่ๆ เผยแพร่สู่สาธารณชนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อระดับบุคคล ระดับองค์กรและระดับชาติต่อไป </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ <br /></strong> บทความทุกบทความที่ประสงค์เผยแพร่ในวารสารการจัดการเพื่อการพัฒนา จะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ จำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชียวชาญนะ้นจะต้องเป็นบุคคลภายนอกและมาจากหลากหลายสถาบัน มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ และที่ไม่สังกัดสถาบันเดียวกันกับผู้เขียน โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review) เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการสูงสุด </p> <p><strong>ประเภทของบทความ :</strong> บทความวิจัยและบทความวิชาการ</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong> ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร : </strong>วิทยาลัยการจัดการเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยทักษิณ</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียม :</strong> ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม (จนกว่าจะมีนโยบายเปลี่ยนแปลง)</p> https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JMD/article/view/2940 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจร: กรณีศึกษาสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา 2025-11-18T13:48:55+07:00 ธมลวรรณ เดิมพรม 661101258@tsu.ac.th อภิวัฒน์ สมาธิ apiwat@tsu.ac.th ชนาธิป พูลสวัสดิ์ 661101200@tsu.ac.th ณัฐพัสสร แดงด้วง 661101233@tsu.ac.th ณัฐวดี เกิดภิบาล 661101236@tsu.ac.th ปรัชญาพร ถาวรประสิทธิ์ 661101299@tsu.ac.th พรหมมินทร์ ขุนปราบ 661101325@tsu.ac.th มัญชุสา ทองส่งโสม 661101360@tsu.ac.th ศุภเชฎฐ์ สมเพ็ชร์ 661101408@tsu.ac.th สรศาสตร์ ชูชาติ 661101415@tsu.ac.th อิสมาเเอล ดุกดอกจันทร์ 661101475@tsu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจรในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความเชื่อมั่นของประชาชน 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมและประสบการณ์กับความเชื่อมั่นของประชาชน 4. เพื่อเปรียบเทียบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจรระหว่างตำบลที่อยู่อาศัย 5.เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ประชาชนในพื้นที่ ตำบลบ่อยาง ตำบลเขารูปช้าง ตำบลเกาะแต้ว ตำบลพะวง ตำบลทุ่งหวัง และตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา จำนวน 398 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนาได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน <br />ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจรอยู่ในระดับมากทุกด้าน (ค่าเฉลี่ยสูงกว่า 3.41) (2) ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจร คือ ยานพาหนะที่ใช้เพียงปัจจัยเดียว (3) ประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลต่างกันส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจร ไม่แตกต่างกัน (4) ประสบการณ์การถูกตำรวจเรียกตรวจที่ต่างกันส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจรแตกต่างกัน (5) แนวทางการพัฒนาที่ประชาชนเสนอ ได้แก่ การเพิ่มความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการพัฒนาทักษะการสื่อสารของตำรวจจราจรข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใสและยุติธรรม รวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ด้านการสื่อสารกับประชาชน เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและความร่วมมือในการจัดการจราจรอย่างยั่งยืน ในประเด็นที่พบว่า “ยานพาหนะที่ใช้” เป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น สามารถอธิบายเชิงเหตุผลได้ว่า ประเภทของยานพาหนะสะท้อนระดับความถี่ในการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ความเสี่ยงต่อการถูกเรียกตรวจ และลักษณะการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างกัน เช่น ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่าง มักมีโอกาสถูกเรียกตรวจในประเด็นเกี่ยวกับหมวกนิรภัย ใบอนุญาตขับขี่ หรือการดัดแปลงสภาพรถ มากกว่าผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลหรือผู้เดินเท้า ส่งผลให้เกิดประสบการณ์โดยตรงกับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายบ่อยครั้งกว่า เมื่อพิจารณาตามแนวคิดความยุติธรรมเชิงกระบวนการ (Procedural Justice) ของ Tyler (2006) ความเชื่อมั่นมิได้เกิดจากผลลัพธ์ของการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรับรู้ถึงความเป็นธรรม ความสุภาพ และความโปร่งใสในขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น กลุ่มผู้ใช้ยานพาหนะที่มีปฏิสัมพันธ์กับตำรวจจราจรบ่อยครั้งย่อมมีโอกาสประเมินและสร้างทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ได้ชัดเจนกว่ากลุ่มอื่น ส่งผลให้ “ยานพาหนะที่ใช้” กลายเป็นตัวแปรสะท้อนระดับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนโดยตรง ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใสและยุติธรรม รวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ด้านการสื่อสารกับประชาชน เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและความร่วมมือในการจัดการจราจรอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการเพื่อการพัฒนา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JMD/article/view/1936 ภาพลักษณ์ของบริษัทประกันวินาศภัยที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีของลูกค้าในธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย 2025-05-04T16:14:59+07:00 สพลดนัย ชินสิทธิ์ saphondanai.c@gmail.com อนุชา ชุมรักษ์ Kingofman619@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาพลักษณ์ของบริษัทประกัน วินาศภัยและความจงรักภักดีของลูกค้าในธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของบริษัทประกันวินาศภัยกับความจงรักภักดีของลูกค้าในธุรกิจประกันวินาศภัย และ 3) ตรวจสอบอิทธิพลของอาชีพในบทบาทตัวแปรกำกับที่มีต่อภาพลักษณ์ของบริษัทประกันวินาศภัยและความจงรักภักดีของลูกค้าในธุรกิจประกันวินาศภัย ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นลูกค้าในธุรกิจประกันวินาศภัยจำนวน 446 คน ด้วยแบบสอบถามและการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ลูกค้ามีการรับรู้ภาพลักษณ์ของบริษัทประกันวินาศภัยในระดับมากและมีความจงรักภักดีในระดับปานกลาง ผลจากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ พบว่า ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของบริษัทประกันวินาศภัยมีผลต่อความจงรักภักดีของลูกค้าในธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย นอกจากนี้ อาชีพของลูกค้ามีอิทธิพลในบทบาทตัวแปรกำกับ โดยในส่วนของข้อเสนอแนะ บริษัทประกันวินาศภัยควรตระหนักและให้ความสำคัญกับการส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรอย่างจริงจัง เนื่องจากภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัยซึ่งเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อองค์กร</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการเพื่อการพัฒนา https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JMD/article/view/3227 บทบาทของทรัพยากรมนุษย์ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล: การทบทวนเชิงแนวคิดของ HR Digital Transformation 2026-04-27T22:19:44+07:00 สมบูรณ์ ใจประการ s.chaiprakarn@gmail.com ธนพล ศรีสุขวัฒนชัย tanapon.th@gmail.com อัจฉรา บุญคง atcharabk@hotmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (HR Digital Transformation) ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และรูปแบบการทำงานยุคใหม่ การศึกษานี้ใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมเชิงแนวคิดและการสังเคราะห์เนื้อหา โดยวิเคราะห์งานวิจัยและบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 2020–2025 จากฐานข้อมูลวิชาการทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรมนุษย์ การเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล และพฤติกรรมองค์การ ผลการสังเคราะห์พบว่า HR Digital Transformation มิใช่เพียงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ แต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์และเชิงระบบที่ยกระดับบทบาทของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จากงานธุรการสู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงและผู้พัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ขององค์กร บทความเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่ประกอบด้วย 4 มิติสำคัญ ได้แก่ (1) การปรับบทบาทและโครงสร้างของ HR เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ดิจิทัลขององค์กร (2) การพัฒนาขีดความสามารถดิจิทัลของบุคลากรผ่านการ reskilling และ upskilling (3) การออกแบบแนวปฏิบัติด้าน HR ที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับการทำงานแบบผสมผสาน และ (4) การกำกับดูแลข้อมูลบุคลากรและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีจริยธรรมและโปร่งใส กรอบแนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการบูรณาการทั้ง 4 มิติอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มความคล่องตัว ประสิทธิภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนขององค์กรควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานและความผูกพันของพนักงาน การศึกษานี้มีคุณูปการเชิงทฤษฎีโดยเสนอกรอบแนวคิดสำหรับการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ในอนาคตและมีนัยเชิงปฏิบัติสำหรับองค์กรในการกำหนดกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการเพื่อการพัฒนา