วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf <p>วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ตลอดจนนักวิชาการทั่วไป และเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในระดับชาติและพัฒนาไปสู่มาตรฐานในระดับสากลต่อไป</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่วารสาร</strong> ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</strong> เป็นวารสารจัดอยู่ใน <strong>วารสาร TCI กลุ่มที่ 3</strong> (จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572)<br /><br /><strong>กองบรรณาธิการวารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</strong> ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Processing fees and/or Article Page) จากผู้นิพนธ์บทความ ผู้นิพนธ์บทความสามารถส่งบทความตีพิมพ์ <strong>ฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น</strong></p> <p>การพิจารณาบทความ จะผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน / บทความ </p> th-TH arethit@g.swu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาทิตย์ โพธิ์ศรีทอง (Assistant Professor Dr.Arethit Posrithong)) journal.edswu@gmail.com (นางสาวสมวรรณ เอี่ยมวิจิตร์ (Somwan Aimvijit)) Tue, 16 Dec 2025 18:08:41 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผล ต่อการเป็นโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพเหนือ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/2986 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการเป็นโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพเหนือ จำนวน 331 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .987 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression) ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การเป็นโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพเหนือ โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และ 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู และบุคลากร การบริหารหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน การนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการจัดการเรียนการสอน และการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย ส่งผลต่อการเป็นโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน (β) เท่ากับ .439, .216, .174 และ .172 ตามลำดับ ทั้ง 4 ด้านสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการเป็นโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้ร้อยละ 94.6 (R² = .946)</p> ณหทัย สุขีลักษณ์, ทิวัตถ์ มณีโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/2986 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์องค์ประกอบคุณลักษณะผู้อำนวยการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3057 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบคุณลักษณะผู้อำนวยการเรียนรู้ของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 300 คน ได้แก่ครู โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนของครูแต่ละอำเภอ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ โดยใช้การวิเคราะห์ด้วยวิธีสกัดองค์ประกอบหลักหลังหมุนแกนแบบมุมฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์ ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบคุณลักษณะผู้อำนวยการเรียนรู้ของครู พบว่า ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านการมุ่งสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ 2) ด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางบวกในการเรียนรู้ 3) ด้านการเป็นต้นแบบและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ 4) ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ 5) ด้านการสร้างวินัยเชิงบวกในการเรียนรู้ และ 6) ด้านการพัฒนาและปรับปรุงการเรียนรู้</p> ณัฐพล แก้วแดง, สถิรพร เชาวน์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3057 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับความฉลาดรู้ทางการเงินในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3040 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 2) เพื่อศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางการเงินในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับความฉลาดรู้ทางการเงินในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 260 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi - Stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับความฉลาดรู้ทางการเงินในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.973 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson's Product - Moment Correlation Coefficient) ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความฉลาดรู้ทางการเงินในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กับความฉลาดรู้ทางการเงินในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ภาพรวมอยู่ในระดับสูง และเป็นไปในทิศทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>ภาวะผู้นำ, ความฉลาดรู้ทางการเงิน, ความสัมพันธ์</p> กัญชิสา หญีตน้อย, อำนวย ทองโปร่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3040 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาความเชื่อมั่นในความสามารถตนเองของนิสิตครูการศึกษาพิเศษต่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนออทิสติกในโรงเรียนเรียนร่วม https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/2760 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเชื่อมั่นในความสามารถตนเองของนิสิตครูการศึกษาพิเศษในการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนออทิสติกในโรงเรียนเรียนร่วม กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตครูการศึกษาพิเศษที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 จำนวน 24 คน และนิสิตครูการศึกษาพิเศษที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 จำนวน 18 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เพื่อวัดความเชื่อมั่นในความสามารถตนเอง ผลการวิจัยพบว่า นิสิตครูการศึกษาพิเศษมีระดับความเชื่อมั่นในความสามารถตนเองโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ ความรู้สึกภาคภูมิใจ <br />(𝑥̅ = 4.69) ความสุขและความสนุกในการสอน (𝑥̅ = 4.57) และความกระตือรือร้นในการสอน (𝑥̅ = 4.57) แสดงให้เห็นว่านิสิตครูมีเจตคติและแรงจูงใจที่ดีต่อการสอนนักเรียนออทิสติก อย่างไรก็ตาม มีบางด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าด้านอื่น เช่น การเขียนแผนการศึกษารายบุคคล (IEP) (𝑥̅ = 3.79) การประเมินผลการเรียนรู้ (𝑥̅ = 3.79) และการจัดการพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ (𝑥̅ = 3.74) ซึ่งบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจในทักษะวิชาชีพเฉพาะด้าน จากผลการวิจัย สรุปได้ว่า นิสิตครูการศึกษาพิเศษมีศักยภาพพื้นฐานที่ดีในการจัดการเรียนรู้<br />แต่ยังมีข้อจำกัดในด้านทักษะเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนและการจัดการพฤติกรรม จึงควรมีการปรับปรุงหลักสูตรการผลิตครู โดยเน้นการฝึกปฏิบัติจริงในโรงเรียนเรียนร่วม การจัดเวิร์กช็อปด้าน IEP/IIP และการจัดการพฤติกรรม รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียน และผู้ปกครอง เพื่อเพิ่มพูนสมรรถนะทางวิชาชีพให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น</p> กมลาภรณ์ สิทธิจันทร์, กนกพร วิบูลพัฒนะวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/2760 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของนิสิตปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3066 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาของการปรับตัว และ 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของนิสิตปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 โดยใช้ข้อมูลจากแบบสอบถามชนิดประเมินค่า 5 ระดับที่พัฒนาตามโครงสร้างการปรับตัว 4 ด้าน จำนวน 40 ข้อ คือ 1) การการเรียน 2) สังคมและมนุษยสัมพันธ์ 3) สภาพแวดล้อม และ 4) การเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตปีที่ 1 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิชาเอกการประถมศึกษา วิชาเอกอุตสาหกรรมศึกษา วิชาเอกเทคโนโลยีการศึกษา วิชาเอกจิตวิทยาและการแนะแนววิชาเอกการวัด ประเมินและวิจัยการศึกษา วิชาเอกการศึกษาพิเศษ วิชาเอกการศึกษาตลอดชีวิต และวิชาเอกการศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชน แบ่งเป็นนิสิตชาย จำนวน 41 คน และนิสิตหญิงจำนวน 140 คน โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบอาสาสมัคร (Voluntary Sampling) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน สถิติทดสอบแบบ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษา พบว่า คะแนนเฉลี่ยรวมของการปรับตัวอยู่ในระดับค่อนข้างดี (M = 4.19, SD = 0.50) แต่มีความแปรปรวนระหว่างมิติเล็กน้อย มิติสังคมและมนุษยสัมพันธ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.26) ทั้ง 4 มิติมีความเชื่อมั่นภายในสูง (Cronbach’s α ระหว่าง .907–.947) ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างมิติมีความสัมพันธ์ทางบวกและมีนัยสำคัญ (r = .626–.897) การทดสอบความแตกต่างตามเพศไม่พบความแตกต่างเชิงนัยสำคัญ (t = -1.166, p = .249) การถดถอยหลายตัวแปรพบว่า ตัวแปรระดับผลการเรียนสะสมก่อนเข้าและระดับผลการเรียนสะสมปัจจุบัน เพศ และภูมิลำเนา ไม่สามารถพยากรณ์คะแนนรวมได้อย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ (p &gt; .05) ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนา ได้แก่ การเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง โปรแกรมสร้างเครือข่ายสังคมเชิงบวก และการพัฒนาแนวทางการดูแลนิสิตใหม่เชิงองค์รวม</p> สิริมา สุขขี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3066 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3083 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ และ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยดำเนินการวิจัยด้วยกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโชคชัยสามัคคี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40 คน ได้มาโดยการเลือกแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า สภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ครูผู้สอนส่วนใหญ่จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้คำถามกระตุ้นความสนใจ และใช้วิธีสอนแบบบรรยายก่อนให้นักเรียนปฏิบัติการทดลอง ก่อนมอบหมายให้ทำใบงานในเวลาที่กำหนด แม้ครูจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการกลุ่ม แต่ยังขาด สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และการออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 2) ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรียกว่า “SUNSTAR Model” มีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 7 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 นำเข้าสู่บทเรียนใหม่ (Stimulation) ขั้นที่ 2 ทำความเข้าใจปรากฏการณ์ (Understanding) ขั้นที่ 3 ร่วมกันวิเคราะห์เนื้อหา (Needs Analyzing) ขั้นที่ 4 นำมาแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (Solve Problem) ขั้นที่ 5 ตรวจสอบความรู้ที่เข้าใจ (Together) ขั้นที่ 6 ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง (Apply) ขั้นที่ 7 สะท้อนสิ่งที่เรียนรู้มา (Reflection) มีผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 81.00/82.23 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SUNSTAR Model หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 และทักษะการคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SUNSTAR หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ผลการประเมินการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> พรรณวรินทร์ พุทซาคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3083 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700