วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf
<p>วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ตลอดจนนักวิชาการทั่วไป และเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในระดับชาติและพัฒนาไปสู่มาตรฐานในระดับสากลต่อไป</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่วารสาร</strong> ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</strong> เป็นวารสารจัดอยู่ใน <strong>วารสาร TCI กลุ่มที่ 3</strong> (จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572)<br /><br /><strong>กองบรรณาธิการวารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</strong> ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Processing fees and/or Article Page) จากผู้นิพนธ์บทความ ผู้นิพนธ์บทความสามารถส่งบทความตีพิมพ์ <strong>ฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น</strong></p> <p>การพิจารณาบทความ จะผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน / บทความ </p>
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
th-TH
วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2774-0781
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และทักษะ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ด้วยการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง มลพิษทางเสียง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3963
<p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยในชั้นเรียนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง มลพิษทางเสียง ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) ศึกษาพัฒนาการทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง มลพิษทางเสียง ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน 3) ศึกษาระดับทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง มลพิษทางเสียง หลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 26 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน (ค่าเฉลี่ย = 4.64, ความเหมาสมในระดับดีมาก) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (IOC = 1.00) และแบบวัดทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (IOC = 1.00) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีพัฒนาการระดับปานกลาง (GS = 50.85%) 2) ทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีพัฒนาการระดับปานกลาง (GS = 37.58 %) และพฤติกรรมการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านการค้นพบปัญหา อยู่ในระดับพฤติกรรมดี (คะแนนเฉลี่ย 3.00 คะแนน) ด้านกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ อยู่ในระดับพฤติกรรมดี (คะแนนเฉลี่ย 2.67 คะแนน) ด้านวิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ อยู่ในระดับพฤติกรรมดี (คะแนนเฉลี่ย 2.67 คะแนน) และด้านประเมินวิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ อยู่ในระดับพฤติกรรมดี (คะแนนเฉลี่ย 2.50 คะแนน) 3) ระดับทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน อยู่ในระดับดีมาก</p>
การันต์ สาและ
พัชริดา อินทมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-11
2026-09-11
21 2
1
14
-
สมรรถนะของนิสิตฝึกวิชาชีพสาขาวิชาการท่องเที่ยว ในมุมมองของพี่เลี้ยงในสถานประกอบการ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/4261
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินสมรรถนะของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพจากมุมมองของผู้ประกอบการในฐานะผู้ใช้บัณฑิต 2) วิเคราะห์จุดแข็งและสมรรถนะที่ควรได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับความคาดหวังของสถานประกอบการ และ 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพของนิสิตให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ การวิจัยดำเนินการกับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พี่เลี้ยงในสถานประกอบการ จำนวน 68 คน และอาจารย์นิเทศการฝึกวิชาชีพ จำนวน 10 คน รวมทั้งสิ้น 78 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินสมรรถนะนิสิต การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ก่อนสังเคราะห์ผลการวิจัยทั้งสองส่วนร่วมกัน (Data Integration) ผลการวิจัยพบว่า พี่เลี้ยงในสถานประกอบการประเมินสมรรถนะของนิสิตโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.38) โดยสมรรถนะด้านคุณธรรมและจริยธรรมมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่สมรรถนะด้านการคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหามีคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุด ( = 4.04) การบูรณาการผลการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพนำไปสู่การสังเคราะห์กรอบสมรรถนะ 3R Competency Model ซึ่งประกอบด้วย 1) ความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพ (Responsibility) 2) ความพร้อมสู่การปฏิบัติงานจริง (Ready-to-work) และ 3) ศักยภาพด้านการสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ และการเติบโตในวิชาชีพ (Reach) ผลการสังเคราะห์สะท้อนว่านิสิตมีจุดเด่นด้านความรับผิดชอบ ความมีวินัย ความสามารถในการปรับตัว และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ขณะที่สถานประกอบการยังคาดหวังการพัฒนาสมรรถนะด้านการใช้ภาษาอังกฤษ การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจเชิงวิชาชีพ และการประยุกต์ใช้ความรู้ในการปฏิบัติงานจริง จากข้อค้นพบดังกล่าว ผู้วิจัยจึงเสนอ <br />3Co Model ในฐานะแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับการพัฒนาสมรรถนะนิสิต ประกอบด้วย 1) การร่วมออกแบบหลักสูตร (Co-Design) 2) การร่วมพัฒนา (Co-Develop) และ 3) การร่วมประเมินผล <br />(Co-Evaluate) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ และการประเมินผลให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพบัณฑิตและการพัฒนากำลังคนด้านการท่องเที่ยวและบริการอย่างยั่งยืน</p>
ปรเมษฐ์ ดำชู
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-11
2026-09-11
21 2
15
36