วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf
<p>วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ตลอดจนนักวิชาการทั่วไป และเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในระดับชาติและพัฒนาไปสู่มาตรฐานในระดับสากลต่อไป</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่วารสาร</strong> ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</strong> เป็นวารสารจัดอยู่ใน <strong>วารสาร TCI กลุ่มที่ 3</strong> (จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572)<br /><br /><strong>กองบรรณาธิการวารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</strong> ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Processing fees and/or Article Page) จากผู้นิพนธ์บทความ ผู้นิพนธ์บทความสามารถส่งบทความตีพิมพ์ <strong>ฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น</strong></p> <p>การพิจารณาบทความ จะผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน / บทความ </p>
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
th-TH
วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2774-0781
-
แนวทางการส่งเสริมทักษะการนิเทศของผู้นิเทศภายใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3203
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาทักษะการนิเทศของผู้นิเทศภายใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 และ (2) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมทักษะการนิเทศของ<br />ผู้นิเทศภายใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 ดำเนินการวิจัย<br />2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาทักษะการนิเทศของผู้นิเทศภายใน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและหัวหน้างานบริหารงานวิชาการ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 144 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปในการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง และสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่ม<br />แบบแบ่งชั้น เก็บรวมรวบข้อมูลด้วยแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการส่งเสริมทักษะการนิเทศของผู้นิเทศภายใน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน <br />โดยเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลการศึกษาทักษะการนิเทศของผู้นิเทศภายใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.40, S.D = 0.44) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ อยู่ระดับมาก ( = 4.46, S.D = 0.48) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือทักษะด้านการใช้เทคนิคการนิเทศ อยู่ระดับมาก ( = 4.38, S.D = 0.52) (2) ผลการศึกษาแนวทางการส่งเสริมทักษะการนิเทศของผู้นิเทศภายใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 พบว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจัดอบรมพัฒนาทักษะCoaching และ Mentoring เผยแพร่วิธีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (PLC) และจัดทำคู่มือกับแผนการนิเทศ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผน ออกแบบเครื่องมือ และเกณฑ์การประเมินที่เหมาะสม ผู้นิเทศควรประยุกต์ใช้เทคนิคการนิเทศให้สอดคล้องกับบริบท สร้างบรรยากาศแบบกัลยาณมิตร ส่งเสริมการทำแผนพัฒนาเฉพาะบุคคล (ID Plan) ให้ครูแสดงความคิดเห็น และสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้การนิเทศเกิดประสิทธิภาพ</p>
เกวลิน มั่นคง
สถิรพร เชาวน์ชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-16
2026-03-16
21 1
1
15
-
แนวทางการนิเทศภายในสถานศึกษาตามแนวคิด ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3487
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพการนิเทศภายในสถานศึกษาตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครู 2) เพื่อศึกษาแนวทางการนิเทศภายในสถานศึกษาตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครู วิธีการดำเนินวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพการนิเทศภายในสถานศึกษาตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 27 คน และครู จำนวน 275 คน รวม 302 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนประชากรแต่ละเครือข่ายโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า <br />5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการนิเทศภายในสถานศึกษาตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครู กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ได้มาโดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการนิเทศภายในสถานศึกษาตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครู ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.17, S.D. = 0.48) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการปฏิบัติการนิเทศ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.20, S.D. = 0.49) 2) แนวทางการนิเทศภายในสถานศึกษาตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครู พบว่า 1) ด้านการศึกษาสภาพปัญหา สถานศึกษาควรวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งร่วมกันตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) ด้านการวางแผนการนิเทศ สถานศึกษาควรกำหนดเครื่องมือการนิเทศจากปัญหาและความต้องการเพื่อให้การนิเทศสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาและนำไปสู่การพัฒนาที่ตรงจุด 3) ด้านการปฏิบัติการนิเทศ ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้นิเทศควรใช้หลักการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง 4) ด้านการประเมินผลและปรับปรุงการนิเทศ สถานศึกษาควรนำข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปใช้เพื่อกำหนดเป้าหมาย วางแผน และพัฒนากิจกรรมนิเทศให้ตรงกับความต้องการของครูและปัญหาในชั้นเรียน</p>
พีรภาว์ กิตติศาสตรา
จิติมา วรรณศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-16
2026-03-16
21 1
16
29
-
แนวทางการบริหารสถานศึกษา เพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะของโรงเรียนมัธยมศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดจันทบุรี
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3397
<p style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">1) <span lang="TH">ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และวิเคราะห์ลำดับความต้องการจำเป็น และ 2</span>) <span lang="TH">เสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษาเพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะของโรงเรียนมัธยมศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดจันทบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งเป็น ระยะที่ </span>1 <span lang="TH">การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือครู </span>285 <span lang="TH">คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนี </span><span class="math-inline">PNI</span></span><span class="math-inline"><span style="font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">modified</span></span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> <span lang="TH">ระยะที่ </span>2 <span lang="TH">การวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 5 คน เลือกแบบเจาะจง คืออาจารย์มหาวิทยาลัย ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร และครู เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า:</span> 1) <span lang="TH">สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาเพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะอยู่ในระดับมาก ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด และลำดับความต้องการจำเป็นที่มีค่าดัชนีสูงสุด 2 ลำดับแรก คือ ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง รองลงมาคือ ด้านการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการ 2</span>) <span lang="TH">แนวทางการบริหารสถานศึกษาเพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะประกอบด้วย </span>5 <span lang="TH">ด้าน ได้แก่ (</span>1<span lang="TH">) ด้านการจัดชั้นเรียนและสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษาที่เอื้อต่อการเรียนรู้ : ออกแบบห้องเรียนยืดหยุ่นรองรับ </span>Active Learning <span lang="TH">และเทคโนโลยีทันสมัย (</span>2<span lang="TH">) ด้านการพัฒนาผู้บริหาร ครู และบุคลากรในสถานศึกษา : ใช้กลไก </span>PLC <span lang="TH">และพัฒนาครูผ่านปัญหาจริง </span>(Pain point) <span lang="TH">(</span>3<span lang="TH">) ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง : สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และจัดทำ </span>MOU<span lang="TH"> กับชุมชน (</span>4<span lang="TH">) ด้านการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา : พัฒนาระบบประเมินตามสภาพจริงอิงฐานสมรรถนะโดยใช้ข้อสอบ </span>PISA Style <span lang="TH">และ (</span>5<span lang="TH">) ด้านการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษา : ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและฐานข้อมูลสารสนเทศ </span>Real – Time <span lang="TH">สร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์บริบทพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดจันทบุรี</span></span></p>
ปรียาพร ศุภภูธร
ทิวัตถ์ มณีโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-24
2026-03-24
21 1
30
42
-
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาครูศิลปะ วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3325
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาครูศิลปะ วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี 2) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาครูศิลปะ วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 หลักสูตร<br />ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ <br />ปีการศึกษา 2566 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการพัฒนาหลักสูตร จำนวน 9 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) <br />แบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรม และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาครูศิลปะ วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี ที่พัฒนาขึ้นมีจำนวน 8 กิจกรรม ประกอบด้วย (1) แบบแลกเปลี่ยนความคิด (2) แบบร่วมมือ (3) แบบใช้เกมและเพลง (4) แบบวิเคราะห์วีดิโอ (5) แบบแผนผังความคิด (6) แบบสะท้อนคิด (7) แบบการเขียนข้อความสั้นๆ และ (8) แบบภาระงานเป็นฐาน พบว่ากลุ่มกิจกรรมดังกล่าวส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 (4Cs) ได้อย่างครอบคลุม โดยกิจกรรมการสะท้อนคิดและการวิเคราะห์วิดีโอมุ่งเน้นพัฒนาการคิดวิเคราะห์ กิจกรรมแบบร่วมมือและภาระงานเป็นฐานเสริมสร้าง ความร่วมมือและการทำงานเป็นทีม การใช้แผนผังความคิดและกิจกรรมสันทนาการส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ขณะที่การใช้ภาระงานเป็นฐานและแผนผังความคิดช่วยขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลประเมินคุณภาพมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.23, <em>S.D.</em> = 0.14) และ 2) นักศึกษามีความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.43, <em>S.D.</em> = 0.16)</p>
กานต์ศิวกร คำวิเศษธนธรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-25
2026-03-25
21 1
43
57
-
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด สพม.กท 1
https://so13.tci-thaijo.org/index.php/JERf/article/view/3435
<p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา<br />2) ศึกษาระดับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูในสังกัด สพม.กท 1 จำนวน 357 คน มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้<br />ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .993 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพม.กท 1 อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด สพม.กท 1 อยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา มีเพียง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารความเสี่ยง ด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง ด้านการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และด้านการคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน (𝛽) เท่ากับ .281, .235, .213, .142 และ .105 ตามลำดับ โดยภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง 5 ด้าน ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้ ร้อยละ 79.8 (R<sup>2</sup>=.798) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม โดยเฉพาะด้านการบริหารความเสี่ยงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืน องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษานี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ในบริบทโรงเรียนมัธยมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
พัตรา ยืนนาน
ทิวัตถ์ มณีโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
21 1
57
71