https://so13.tci-thaijo.org/index.php/DRUEDJ/issue/feed วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี 2026-06-30T09:34:40+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วาสนา สังข์พุ่ม journal.edu@dru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี รับพิจารณาตีพิมพ์บทความวิจัย และบทความวิชาการด้านการศึกษา ได้แก่ การศึกษาปฐมวัย สังคมศึกษา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ทั่วไป คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ศึกษา พลศึกษา หลักสูตรและการสอน บริหารการศึกษา การวัดและประเมินผลการศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว การศึกษาพิเศษ และสาขาที่เกี่ยวข้องด้านการศึกษา</p> https://so13.tci-thaijo.org/index.php/DRUEDJ/article/view/4144 บทบรรณาธิการ 2026-05-29T10:59:55+07:00 วาสนา สังข์พุ่ม wasana.s@dru.ac.th <p>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัย นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในกลุ่มนักวิชาการ นักวิจัย และประชาชนผู้สนใจ เผยแพร่ผลงานปีละ 2 ฉบับ คือ มกราคม – มิถุนายน และ กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยเชิงบูรณาการแบบสหวิทยาการที่มีการค้นพบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบตามหลักระเบียบวิธีวิจัย ทั้งนี้เพื่อให้มีการนำองค์ความรู้ที่ได้จากการค้นพบนำไปสู่การแก้ไขปัญหา การพัฒนาด้านการศึกษา หรือใช้เป็นข้อมูลสำหรับประกอบการพิจารณาเพื่อการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย แนวทางการพัฒนาด้านการศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของบริบทสังคม และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p> <p>ขอขอบคุณ นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา ผู้สนใจ ที่ได้นำองค์ความรู้จากวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีนี้ นำไปสู่การใช้ประโยชน์ การขยายผลในแวดวงวิชาการอย่างกว้างขวางให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น</p> <p>ขอขอบคุณ ผู้ทรงคุณวุฒิและกองบรรณาธิการทุกท่าน ที่ได้กรุณาพิจารณาผลงานให้เป็นไปตามหลักวิชาการ โดยให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาผลงานวิชาการและงานวิจัย ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพวารสารของมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี</p> <p>บรรณาธิการบริหาร</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/DRUEDJ/article/view/2477 การส่งเสริมพฤติกรรมการจดจ่อใส่ใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนธนสิทธิ์อนุสรณ์ โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ จากวัสดุปลายเปิดประกอบเพลง 2025-09-17T15:43:48+07:00 กนกลักษณ์ เสียงล้ำ 6412101091@dru.ac.th ดวงใจ รุ่งเรือง duangjai.r@dru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมการจดจ่อใส่ใจของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนธนสิทธิ์อนุสรณ์ที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุปลายเปิดประกอบเพลง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 อายุ 5-6 ปี โรงเรียนธนสิทธิ์อนุสรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน โดยได้มาจากการเลือกแบบจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุปลายเปิดประกอบเพลงของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 และแบบประเมินพฤติกรรมการจดจ่อใส่ใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุปลายเปิดประกอบเพลง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน คือวันอังคารและวันพุธ ใช้เวลาวันละ 40 นาที ระหว่างเวลา 9.00 น. – 9.40 น. รวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง แบบแผนการทดลอง One – Group Pretest – Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมการจดจ่อใส่ใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 หลังการทดลองใช้แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุปลายเปิดประกอบเพลงสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/DRUEDJ/article/view/2946 ผลของโปรแกรมการฝึกทักษะการรับ ส่งสองมือระดับอกของกีฬาบาสเกตบอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคลองนาเกลือน้อย (กลิ่นอยู่อุปถัมภ์) 2025-10-27T14:31:16+07:00 พงศกร พงษ์กิจประเสริฐ aupongsakorn55@gmail.com ศิกษก บรรลือฤทธิ์ p_ta_jack@hotmail.com ชนายุทธ์ ไกรวิจิตร chanayut.k@dru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมการฝึกทักษะการรับและส่งลูกสองมือระดับอกในกีฬาบาสเกตบอลสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2) เปรียบเทียบผลของทักษะดังกล่าวก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการฝึก กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคลองนาเกลือน้อย (กลิ่นอยู่อุปถัมภ์) ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการฝึกทักษะการรับและส่งลูกสองมือระดับอก แบบประเมินทักษะ และแบบบันทึกผลการฝึก ซึ่งแบบประเมินมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ</p> <p>จากการพัฒนาโปรแกรมการฝึกทักษะการรับและส่งลูกสองมือระดับอก ผู้วิจัยได้ให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้องของเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของโปรแกรม โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC) พบว่าโปรแกรมมีค่า IOC เท่ากับ 0.67 ซึ่งอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งนี้ เมื่อทดลองใช้โปรแกรมกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่านักเรียนมีผลการพัฒนาทักษะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 3.800 (S.D. = 1.471) เป็น 9.225 (S.D. = 0.862) สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโปรแกรมการฝึกที่พัฒนาขึ้น สรุปได้ว่า โปรแกรมการฝึกที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและมีประสิทธิผลในการพัฒนาทักษะการรับและส่งลูกสองมือระดับอกของนักเรียนอย่างชัดเจน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนพลศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/DRUEDJ/article/view/3127 แนวทางการบริหารงานวิชาการ เพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของผู้เรียน โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี 2025-12-24T15:10:49+07:00 วิเนต วงษ์แหวน winwongwan@gmail.com ภัสยกร เลาสวัสดิกุล sayakorn@gmail.com กรวุฒิ แผนพรหม korawut.ph@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี และ 3) เสนอแนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี มีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในปีการศึกษา 2568 จำนวน 299 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ และผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นสภาพปัจจุบัน 0.98 และสภาพที่พึงประสงค์ 0.99 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.54) และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.14) 2) ความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ด้านการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย (PNI Modified = 0.72) รองลงมาได้แก่ ด้านการนิเทศ กำกับ ติดตาม และ 3) แนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัล ได้แก่ การมุ่งเน้นการปฏิรูประบบนิเวศการเรียนรู้ เปลี่ยนบทบาทผู้บริหารเป็นผู้นำที่ขับเคลื่อนสถานศึกษาด้วยข้อมูลสารสนเทศ พัฒนาหลักสูตรที่ยืดหยุ่นในพื้นที่ทดลองนวัตกรรม สร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เอื้อต่อการเรียนรู้เชิงรุก ปรับการนิเทศการสอนสู่ระบบพี่เลี้ยง และสนับสนุนการวิจัยในชั้นเรียนผ่านชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/DRUEDJ/article/view/3125 การดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษาสังกัดเทศบาล จังหวัดสระบุรี 2025-12-24T15:13:55+07:00 รุจจิราภรณ์ พรมมิ rujjijoy31@gmail.com ภัสยกร เลาสวัสดิกุล sayakorn@gmail.com สรรชัย ชูชีพ sunchai.c@lawasri.tru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษาสังกัดเทศบาล จังหวัดสระบุรี และ 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษาสังกัดเทศบาล จังหวัดสระบุรี เมื่อจำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงานและระดับการจัดการศึกษาของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครูผู้สอนสังกัดโรงเรียนเทศบาล ในจังหวัดสระบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 223 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าดัชนี ความสอดคล้อง ระหว่าง 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.992 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที สถิติทดสอบเอฟ และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีของแอลเอสดี ผลการศึกษาพบว่า 1) การดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษาสังกัดเทศบาล จังหวัดสระบุรี ด้านภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการป้องกัน ด้านการปลูกฝัง และ ด้านการปราบปราม และ 2) ผลการเปรียบเทียบการดำเนินงานความปลอดภัยในสถานศึกษาสังกัดเทศบาล จังหวัดสระบุรี พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อจำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงานและระดับการจัดการศึกษาของสถานศึกษา</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/DRUEDJ/article/view/2833 การนิเทศบูรณาการเพื่อส่งเสริมกำกับติดตาม การบริหารงานตามนโยบายสู่การพัฒนาคุณภาพอย่างยั่งยืน 2025-10-27T14:22:11+07:00 ศักดิธัช ชัยลังกา 678914008@crru.ac.th สุวดี อุปปินใจ suwadee123@gmail.com สมเกียรติ ตุ่นแก้ว somkiet.tun@crru.ac.th <p>การนิเทศบูรณาการ เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ความร่วมมือระหว่างผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรในสถานศึกษามุ่งเน้นการให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ ชี้แนะแนวทาง เพื่อร่วมกันพัฒนาสถานศึกษาให้ก้าวไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จเชิงประจักษ์ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เป็นแนวทางในการนิเทศบูรณาการ จำแนกออกเป็น 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการนิเทศบูรณาการ 2) จุดมุ่งหมายการนิเทศบูรณาการ 3) วัตถุประสงค์การนิเทศบูรณาการ 4) กระบวนการนิเทศบูรณาการ 5) การประเมินผลการนิเทศบูรณาการ และ 6) ปัจจัยความสำเร็จในการนิเทศแบบบูรณาการ นำมาใช้ส่งเสริมกำกับติดตามการบริหารงานตามนโยบายซึ่งเป็นกระบวนการที่มีระบบในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของกระบวนการนำนโยบายหรือโครงการไปดำเนินการและช่วยให้การดำเนินการบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ตามแผน และเป็นกลไกเบื้องต้นของการตรวจสอบความก้าวหน้าในการนำนโยบายหรือโครงการไปสู่การปฏิบัติ การติดตามที่ดีต้องมีการตรวจสอบอย่างเป็นระยะและสามารถย้อนกลับข้อมูลได้ทันสถานการณ์ มีการบ่งชี้ปัญหาตลอดจนกำหนดวิธีการแก้ไขไปสู่แนวปฏิบัติ ไม่เป็นภาระของผู้รับผิดชอบและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิผลสู่การพัฒนาคุณภาพอย่างยั่งยืน เสริมพลังให้สามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผลด้วยกลวิธีที่ยืดหยุ่น เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความท้าทายในการบริหารการศึกษา การใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า และสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกับคนรุ่นใหม่เพื่อให้เกิดองค์ประกอบแห่งตัวตนที่พัฒนาคุณภาพอย่างยั่งยืน 6 มิติ ได้แก่ 1) ความตระหนักรู้ 2) แรงจูงใจ 3) การเสริมพลัง 4) ความรู้ 5) วิธีสร้างทักษะ และ 6) การปฏิบัติ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/DRUEDJ/article/view/2851 การบริหารงานด้านการวัดความรู้และความสามารถด้านภาษาอังกฤษก่อนสำเร็จการศึกษา เทียบเคียงผลกับ CEFR 2025-11-03T09:32:07+07:00 กรรณิการ์ ทาคำมา 678914014@crru.ac.th สุวดี อุปปินใจ suwadee123@gmail.com พูนชัย ยาวิราช Phoonchaiya@crru.ac.th <p>การบริหารงานด้านการวัดความรู้และความสามารถด้านภาษาอังกฤษก่อนสำเร็จการศึกษา เทียบเคียงผลกับกรอบมาตรฐานสากล CEFR เป็นกลไกสำคัญที่สถาบันอุดมศึกษาใช้เพื่อประกันคุณภาพบัณฑิตและรับรองมาตรฐานขั้นต่ำด้านภาษาอังกฤษให้สามารถสื่อสารได้จริงทั้งในบริบทวิชาการและวิชาชีพ เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้และยกระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษของผู้เรียน โดยกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำระดับ B1 ตามกรอบ CEFR และใช้แบบทดสอบ EN-PET เป็นเครื่องมือวัด หากไม่ผ่านเกณฑ์ นักศึกษาต้องเข้ารับการพัฒนาเพิ่มเติมหรือทดสอบซ้ำตามแผนของมหาวิทยาลัย และสามารถเทียบผลกับคะแนนสอบมาตรฐานภายนอกที่ได้รับการยอมรับได้ กระบวนการบริหารการวัดความรู้และความสามารถภาษาอังกฤษต้องอาศัยการบูรณาการงานด้านนโยบาย การวางแผน การจัดองค์การ การตัดสินใจ การควบคุม และการกำกับติดตามประเมินผล โดยมีองค์ประกอบการดำเนินงานสำคัญ 8 ประการ ได้แก่ รูปแบบการประกันมาตรฐานขั้นต่ำและพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษของนักศึกษา หน่วยจัดสอบ การยกเว้นการสอบ การทดสอบ การประเมินผล เกณฑ์การประกันมาตรฐานขั้นต่ำด้านภาษาอังกฤษสำหรับบัณฑิต การเทียบมาตรฐานขั้นต่ำด้านภาษาอังกฤษ และการบริหารค่าธรรมเนียมจัดสอบ จากการวิเคราะห์กรอบหน้าที่การบริหาร 5 ประการ ได้แก่ วางแผนจัดองค์การ นำ ควบคุม ติดตามประเมินผล และปัจจัยทางการบริหาร 5 ด้าน ได้แก่ บุคลากร งบประมาณ การจัดการ การวัดผล และวัสดุอุปกรณ์ เพื่อความสำเร็จของระบบการบริหารการวัดความรู้และความสามารถด้านภาษาอังกฤษก่อนสำเร็จการศึกษาโดยเทียบเคียง CEFR เป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงนโยบาย กระบวนการ และทรัพยากรเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ หากดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้การวัดผลเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาศักยภาพบัณฑิตและยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://so13.tci-thaijo.org/index.php/DRUEDJ/article/view/2858 การสร้างภาพลักษณ์สถานศึกษาด้วยสมรรถนะ การใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ 2025-11-10T11:53:48+07:00 กนกกาญจน์ วงศ์ใหญ่ 678914057@crru.ac.th สุวดี อุปปินใจ suwadee123@gmail.com สมเกียรติ ตุ่นแก้ว somkiet.tun@crru.ac.th <p>ภาพลักษณ์ของสถานศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สะท้อนถึงการรับรู้ของสังคมต่อองค์กร โดยเกิดจากประสบการณ์ ความรู้สึก และความประทับใจที่ได้รับจากการปฏิบัติและพฤติกรรมของบุคลากร ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านสังคม ด้านกระบวนการ ด้านบุคคล ด้านบรรยากาศ และด้านความเชื่อถือ ทั้งนี้ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างภาพลักษณ์สถานศึกษามี 3 ด้าน คือ การให้บริการที่ดี การได้รับการยอมรับ และการประชาสัมพันธ์ ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่ทันสมัยและคุณลักษณะสำคัญ 9 ประการ ได้แก่ ภาวะผู้นำ การบริหารแบบมีส่วนร่วม ความสามารถในการตัดสินใจ ทักษะการสื่อสารและมนุษยสัมพันธ์ วิสัยทัศน์และการวางแผน ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี คุณธรรมจริยธรรม การเป็นนักพัฒนาการเรียนรู้ และความสามารถในการปรับตัว ตลอดจนสมรรถนะที่จำเป็น 8 ด้าน ได้แก่ ความรู้ ความเป็นผู้นำ การบริหารจัดการ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การทำงานเป็นทีม การนำการเปลี่ยนแปลง การใช้เทคโนโลยี และจริยธรรมวิชาชีพ นอกจากนี้ สื่อสังคมออนไลน์ยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารสถานศึกษา ทั้งในฐานะช่องทางการสื่อสาร การสืบค้นข้อมูล การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การประชาสัมพันธ์ และการสร้างความสัมพันธ์ โดยสื่อสังคมออนไลน์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สื่อเครือข่ายทางสังคม สื่อพูดคุยแสดงความคิดเห็น และสื่อแบ่งปันผลงาน ซึ่งการพัฒนาสมรรถนะการใช้สื่อสังคมออนไลน์ควรเน้นการใช้ภาษา การนำเสนอ การสร้างแรงบันดาลใจ ความน่าเชื่อถือ และการมีส่วนร่วม พร้อมทั้งมีกระบวนการสนับสนุน เช่น การส่งเสริมการใช้สื่ออย่างมีจริยธรรม การพัฒนาทักษะดิจิทัล การจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การจัดหาเครื่องมือที่เพียงพอ และการสร้างเครือข่ายการใช้สื่อร่วมกัน เพื่อยกระดับการบริหารและภาพลักษณ์ของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี